Author: CTV PM
IELTS Band Score เป็นหนึ่งในสิ่งแรก ๆ ที่คุณต้องการรู้จักหากมีแผนเข้าสอบ IELTS เรื่องนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการวัดระดับภาษาอังกฤษของผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนวางตารางการเรียนภาษาอังกฤษและมีผลสอบ IELTS อย่างมีประสิทธิภาพ มาดู IELTS Score Check IELTS Score Calculator วิธีคำนวณ IELTS Score Overall เกณฑ์การให้คะแนน IELTS เต็มเท่าไหร่ทางด้าน Reading Listening Speaking และ Writting ที่ ELSA Speak ระบุไว้ในบทความวันนี้นะ

IELTS คืออะไร? สอบอะไรบ้าง?
IELTS (International English Language Testing System) คือการทดสอบวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษระดับนานาชาติที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน และได้รับการยอมรับจากองค์กรกว่า 11,000 แห่งทั่วโลก รวมถึงมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ และภาคธุรกิจต่าง ๆ
การสอบ IELTS แบ่งออกเป็น 4 ทักษะ ได้แก่:
- Listening (การฟัง)
- Reading (การอ่าน)
- Writing (การเขียน)
- Speaking (การพูด)
โดยขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้งาน IELTS แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ:
- IELTS Academic: สำหรับผู้ที่ต้องการไปศึกษาต่อต่างประเทศ ศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา หรือทำงานในสภาพแวดล้อมทางวิชาการ
- IELTS General Training: เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการย้ายถิ่นฐาน ทำงาน หรือเรียนสายอาชีพในต่างประเทศ

ค้นพบทุกสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับข้อสอบ IELTS เพื่อเตรียมความพร้อมอย่างมั่นใจ
IELTS คืออะไร? สรุปข้อมูลทั้งหมดที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับการสอบ IELTS
คะแนน IELTS ควรได้ เท่า ไหร่
คะแนน IELTS ที่ดีคือคะแนนที่ทำให้คุณมีคุณสมบัติเพียงพอในการสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยหลายแห่งทั่วโลก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอันดับและเงื่อนไขของแต่ละสถาบัน ซึ่งระดับคะแนน “ดี” อาจแตกต่างกันไปดังนี้:
- ตั้งแต่ 6.0: มหาวิทยาลัยบางแห่งที่มีชื่อเสียงปานกลางยังคงยอมรับคะแนนระดับนี้ อย่างไรก็ตาม คุณอาจต้องเรียนคอร์สปรับพื้นฐานภาษาอังกฤษเพิ่มเติม หรือผ่านการสอบหลังจบคอร์สก่อนจะสามารถเริ่มเรียนจริงได้
- ตั้งแต่ 6.5 ขึ้นไป: ถือเป็นระดับคะแนนที่ดี เหมาะสำหรับมหาวิทยาลัยชั้นนำส่วนใหญ่ และยังเป็นคะแนนที่ได้รับการยอมรับจากหลายองค์กรระดับนานาชาติ
- ตั้งแต่ 7.0 ขึ้นไป: ถือเป็นคะแนนในที่สูง ช่วยให้คุณมีโอกาสสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยอันดับท็อป 20–30 ของโลก ซึ่งมักต้องการผู้สมัครที่มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในระดับสูง

IELTS Band Score คืออะไร
IELTS เป็นคำย่อจาก International English Language Testing System ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการรับรองผลประเมินภาษาอังกฤษที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน
ระบบการคำนวณคะแนน IELTS หรือ IELTS Band Score เป็นการคิดคะแนน 9 ระดับ จาก 1.0 ถึง 9.0 แล้ว IELTS Score Overall หรือ IELTS คะแนนโดยรวม เป็นผลการคิดคะแนนเฉลี่ยจากคะแนนของการสอบทักษะทั้ง 4 ประการ ได้แก่ Reading Listening Speaking และ Writing ตามระดับ 1.0 – 9.0
ข้อสอบ IELTS มีรูปแบบ 2 ประเภท ได้แก่ Academic (วิชาการ) และ General Training (ทั่วไป) โดยมีความแตกต่างกันไปในระดับการใช้ภาษาอังกฤษ ดังนั้น วิธีการคำนวณของแต่ละประเภทก็จะไม่เหมือนกัน
ระบบคะแนน IELTS (IELTS Band Score) แบ่งออกเป็น 9 ระดับ ตั้งแต่ 1.0 ถึง 9.0 โดยสะท้อนระดับความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของผู้สอบ ตั้งแต่ระดับ “ไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้” (Band 1.0) ไปจนถึงระดับ “เชี่ยวชาญอย่างสมบูรณ์” (Band 9.0)
คะแนน IELTS Overall (คะแนนรวม) จะถูกคำนวณจากค่าเฉลี่ยของทั้ง 4 ทักษะ ได้แก่ Listening, Reading, Writing และ Speaking จากนั้นจึงปัดเป็นจำนวนเต็มครึ่ง (0.5) ที่ใกล้ที่สุด
ตัวอย่าง: หากค่าเฉลี่ยของคุณคือ 6.25 คะแนนรวมจะถูกปัดขึ้นเป็น 6.5
ข้อสอบ IELTS มี 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ IELTS Academic และ IELTS General Training แม้ว่าทั้งสองรูปแบบจะประกอบด้วย 4 ทักษะเหมือนกัน แต่เนื้อหาและวิธีการให้คะแนน โดยเฉพาะในพาร์ท Reading และ Writing มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน
ดังนั้น การทำความเข้าใจประเภทข้อสอบที่คุณจะสอบจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อคำนวณคะแนน IELTS Band Score ได้อย่างแม่นยำ และวางแผนการเตรียมตัวได้อย่างเหมาะสม

วิธีคำนวณ IELTS Score BAND ทางด้าน Reading & Listening
โครงสร้างข้อสอบ IELTS ทางด้าน Listening และ Reading ต่างก็มีคำถามจำนวน 40 ข้อ โดยแต่ละข้อคำถามที่ถูกต้องนั้นเทียบเท่ากับ 1 คะแนน จากนั้น คะแนนโดยรวมของ 40 ข้อในแต่ละส่วนจะได้แลกเปลี่ยนงตาม IELTS Band Score มาตรฐานตั้งแต่ 1 ถึง 9 อย่างไรก็ตาม IELTS Band Score ทางด้าน Listening จะเหมือนกันในทั้งสองประเภท ไม่ว่าจะเป็น Academic หรือ General Training แต่จะเป็นแตกต่างกันไปทางด้าน Reading
ลองดู IELTS Band Score ด้าน Reading และ IELTS Band Score ด้าน Listening ดังนี้
ในการสอบ IELTS ทักษะ Listening (การฟัง) และ Reading (การอ่าน) จะมีคำถามอย่างละ 40 ข้อ โดยทุกคำตอบที่ถูกต้องจะได้ 1 คะแนน รวมสูงสุด 40 คะแนน จากนั้นจึงนำไปแปลงเป็นคะแนน IELTS Band Score ตั้งแต่ 1.0 ถึง 9.0 ตามมาตรฐานสากล แม้ว่าวิธีการคิดคะแนนพื้นฐานจะเหมือนกัน แต่มีความแตกต่างสำคัญดังนี้:
- IELTS Listening Score: วิธีแปลงคะแนนเหมือนกันทั้งรูปแบบ Academic และ General Training
- IELTS Reading Score: วิธีแปลงคะแนนจะแตกต่างกันระหว่างสองรูปแบบ เนื่องจากบทอ่านในข้อสอบ Academic มักมีระดับความยากสูงกว่า General Training

ด้านล่างนี้เป็นตารางอ้างอิงการแปลงคะแนน เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับวิธีคำนวณคะแนนของแต่ละพาร์ทในการสอบ
Listening (ใช้สำหรับทั้ง Academic และ General Training)
| จำนวนคำตอบที่ถูกต้อง | Band |
|---|---|
| 39 – 40 | 9.0 |
| 37 – 38 | 8.5 |
| 35 – 36 | 8.0 |
| 33 – 34 | 7.5 |
| 30 – 32 | 7.0 |
| 27 – 29 | 6.5 |
| 23 – 26 | 6.0 |
| 20 – 22 | 5.5 |
| 16 – 19 | 5.0 |
| 13 – 15 | 4.5 |
| 10 – 12 | 4.0 |
| 7 – 9 | 3.5 |
| 5 – 6 | 3.0 |
| 3 – 4 | 2.5 |
Reading (Academic)
| จำนวนคำตอบที่ถูกต้อง | Band |
|---|---|
| 39 – 40 | 9.0 |
| 37 – 38 | 8.5 |
| 35 – 36 | 8.0 |
| 33 – 34 | 7.5 |
| 30 – 32 | 7.0 |
| 27 – 29 | 6.5 |
| 23 – 26 | 6.0 |
| 20 – 22 | 5.5 |
| 16 – 19 | 5.0 |
| 13 – 15 | 4.5 |
| 10 – 12 | 4.0 |
| 7 – 9 | 3.5 |
| 5 – 6 | 3.0 |
| 3 – 4 | 2.5 |
Reading (General Training)
| จำนวนคำตอบที่ถูกต้อง | Band |
|---|---|
| 40 | 9.0 |
| 39 | 8.5 |
| 38 | 8.0 |
| 36 – 37 | 7.5 |
| 34 – 35 | 7.0 |
| 32 – 33 | 6.5 |
| 30 – 31 | 6.0 |
| 27 – 29 | 5.5 |
| 23 – 26 | 5.0 |
| 19 – 22 | 4.5 |
| 15 – 18 | 4.0 |
| 12 – 14 | 3.5 |
| 8 – 11 | 3.0 |
| 5 – 7 | 2.5 |
หมายเหตุ: จากข้อมูลที่ผู้สอบของ IDP เปิดเผย แม้ว่าตารางแปลงคะแนน IELTS จะมีการกำหนดมาตรฐานมาหลายปี แต่เนื่องจากระดับความยากง่ายของข้อสอบแต่ละชุดอาจแตกต่างกันได้ คะแนนที่แปลงออกมาจึงอาจมีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยระหว่างแต่ละรอบสอบ นั่นหมายความว่า แม้ว่าจะได้ Band 7.0 เหมือนกัน แต่จำนวนคำตอบที่ต้องทำถูกอาจไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับระดับความง่าย–ยากของข้อสอบในวันสอบจริง

รวมคำศัพท์ IELTS ที่ควรรู้เพื่อช่วยให้คุณเตรียมสอบได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพ
วิธีคำนวณ IELTS Score ทางด้าน Speaking & Writing
วิธีคำนวณ IELTS Score ทางด้าน Speaking ปี 2568
ข้อสอบ IELTS Speaking มักจะใช้ระหว่าง 11-14 นาทีและได้คำนวณคะแนนตามเกณฑ์ การให้คะแนน 4 ข้อดังนี้
- Fluency and Coherence – ความคล่องแคล่วและการเชื่อมโยงกันในการพูด ผู้คุมสอบจะพิจารณาวิธีการเชื่อมโยงประโยคด้วยคำเชื่อม การคล่องแคล่วระหว่างพูดและการตีความแตกฉานในหัวข้อการสอบ
- Lexical Resource – ความหลากหลายในการใช้ถ้อยคำและการใช้คำเหมาะสำหรับบริบท การใช้ idoms ILETS ที่แตกฉาน หรือ การใช้ IELTS Speaking Phrases อย่างยืดหยุ่น ทำให้ประโยคไม่ได้ซ้ำคำ
- Grammatical Range and Accuracy – ความหลากหลายและความแม่นยำของโครงสร้างไวยากรณ์
- Pronunciation – ความสามารถในการออกเสียง
ทั้ง 4 เกณฑ์การให้คะแนนต่างก็มีสัดส่วนที่เท่ากัน ซึ่งแต่ละเกณฑ์ได้คิดเป็น 25% ของคะแนน Listening โดยรวม IELTS Band Score ด้าน Listening เกณฑ์การประเมินรายละเอียดดังนี้
| Band | Fluency & Coherence | Lexical Resource | Grammatical Range & Accuracy | Pronunciation |
|---|---|---|---|---|
| 9 | การพูดคล่องแคล่ว การพูดซ้ำที่หายากมีการเชื่อมโยงในแต่ละประโยคอย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพการขยายเนื้อหาบทพูดอย่างถูกต้อง ตรงกับหัวข้อการสอบ | มีวงศัพท์หลากหลาย เหมาะสำหรับทุกหัวข้อสามารถใช้สำนวนอย่างธรรมชาติและแม่นยำ | ใช้โครงสร้างไวยากรณ์หลายโครงสร้างอย่างธรรมชาติและแม่นยำ | การออกเสียงถูกต้อง ชัดเจน ฟังออกได้ง่าย |
| 8 | พูดได้อย่างคล่องแคล่วและไม่ค่อยพูดซ้ำคำการหยุดระหว่างพูดที่เหมาะสม แค่หยุดบางครั้งเพื่อหาคำที่จะพูดหรือขยายความคิดอย่างถูกต้องและตรงกับหัวข้อ | มีวงศัพท์หลากหลาย เหมาะสำหรับหลายหัวข้อการใช้สำนวน สุภาษิตค่อนข้างแม่นยำ ไม่ค่อยพบข้อผิดพลาดทักษะการ paraphrase ที่ดี | ใช้โครงสร้างไวยากรณ์หลายโครงสร้างอย่างเหมาะสมโครงสร้างประโยคใช้ในการพูดที่ถูกต้อง มีข้อผิดพลาดเล็กน้อย แต่ไม่ได้ผิดเป็นระบบ | ความสามารถในการออกเสียงภาษาอังกฤษที่เชี่ยวชาญยังคงมีสำเนียงภาษาแม่ แต่ไม่มากเท่าใด |
| 7 | สามารถพูดเป็นเวลานานโดยไม่มีการหยุดชะงักและข้อผิดพลาดที่เห็นได้แต่ไม่น่าสนใจลังเลหรือขัดจังหวะเพื่อค้นหาคำพูดใช้การเชื่อมโยงระหว่างการพูด | วงศัพท์ที่หลากหลาย แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการใช้สำนวนใช้ collocation ในการพูดแต่ยังมีข้อผิดพลาดParaphrase ได้อย่างมีประสิทธิภาพ | ใช้โครงสร้างไวยากรณ์หลายโครงสร้างอย่างเหมาะสมใช้ซ้ำข้อผิดไวยากรณ์บางข้อ | แสดงให้เห็นข้อดีทั้งหมดประการของ band 6 และข้อดีบางประการของ band 8 |
| 6 | แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการพูดนาน แต่ยังพบข้อผิดพลาดมากมายในการค้นหาคำหรือความคิด จึงทำให้การพูดไม่ค่อยคล่องแคล่วมากใช้การเชื่อมโยงแต่ยังไม่เหมาะสมบางที | วงศัพท์ที่หลากหลายเหมาะสำหรับทุกหัวข้อใช้สำนวน สุภาษิตมากมายตามธรรมชาติและแม่นยำ | ใช้โครงสร้างประโยคทั้งประเภทเรียบง่ายและซับซ้อนแต่ยังไม่หลากหลายมีข้อผิดพลาดในประโยคที่มีโครงสร้างซับซ้อนแต่ยังไม่ได้ทำประโยคนั้นเข้าใจยาก | มีความสามารถในการออกเสียงค่อนข้างดีการออกเสียงทำให้ฟังได้ง่าย เข้าใจได้ดี แต่ยังมีการสับสนในบางประโยค |
| 5 | ค่อนข้างคล่องแคล่วแต่ยังพบข้อผิดพลาดในการพูดซ้ำ ขัดจังหวะพูดซ้ำคำเชื่อมหลายครั้งอาจจะคล่องแคล่วในหัวข้อเรียบอง่าย | ขอบเขตคำศัพท์ไม่ค่อยหลากหลายทักษะการ paraphrase ยังไม่ค่อยมั่นคง มักพบข้อผิดพลาดมากมาย | การใช้โครงสร้างประโยคเรียบง่ายค่อนข้างแม่นยำพยายามใช้โครงสร้างประโยคที่ซับซ้อน แต่ใช้ยังผิดพลาด ทำให้ผู้ฟังไม่สามารถเข้าใจได้ | แสดงให้เห็นข้อดีทั้งหมดประการของ band 4 และข้อดีบางประการของ band 6 |
| 4 | พูดอย่างกระจัดกระจายและมักซ้ำสิ่งที่ได้พูดไปแล้วคำหรือวลีที่ใช้เพื่อเชื่อมประโยคมีการซ้ำหลายครั้งและส่วนใหญ่เป็นการเชื่อมโยงเรียบง่าย | การใช้คำยังไม่แม่นยำ สามารถพูดเกี่ยวกับหัวข้อที่คุ้นเคยแต่จะพบข้อผิดพลาดในการใช้ถ้อยคำเมื่อพูดเกี่ยวกับหัวข้อที่แปลกประหลาด | แค่ใช้โครงสร้างประโยคเรีบยง่ายเท่านั้นพูดผิดเป็นระบบ ทำให้ผู้ฟังไม่สามารถเข้าใจได้ง่าย | การออกเสียงยังคงมีปัญหามากการออกเสียงยากที่ทำให้ผู้ฟังไม่สามารถเข้าใจได้ง่าย |
| 3 | การหยุดชะงักและหยุดยาวมีปัญหาในการเชื่อมโยงประโยคมีปัญหาในการเข้าใจและการสื่อสารข้อมูล | คำศัพท์เรียบง่าย ส่วนใหญ่เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลวงศัพท์สำหรับหัวข้อแปลกประหลาดมีจำนวนเล็กน้อย | แค่ใช้โครงสร้างไวยากรณ์เรียบง่ายแต่ยังพบกับความผิดพลาดมากมาย | แสดงให้เห็นข้อดีทั้งหมดประการของ band 2 และข้อดีบางประการของ band 3 |
| 2 | ความสามารถในการสื่อสารที่ไม่ดี | แค่สามารถใช้คำศัพท์ที่เรียบง่าย | ไม่สามารถพูดประโยคที่ถูกต้องได้ | การออกเสียงทำให้ผู้ฟังไม่เข้าใจ |
| 1 | ไม่สามารถสื่อสารได้ | |||
| 0 | ไม่ได้กระทำข้อสอบ |
หมายเหตุ: ความเร็วในการพูดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเกณฑ์สำหรับการให้คะแนน IELTS Speaking ตาม IELTS Band Score ยังมีอีกสองปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้คุณได้รับคะแนนสูงในการสอบ Speaking คือ ความยาวของคำตอบและความสามารถในการใช้คำเชื่อมหรือวลีคำเชื่อม
เรียนรู้เทคนิคและเคล็ดลับ IELTS Speaking เพื่อพัฒนาทักษะการพูดและเพิ่มโอกาสได้คะแนนสูง
วิธีคำนวณ IELTS Score ทางด้าน Writing ปี 2568
ข้อสอบ Writing ประกอบด้วย 2 ข้อ – IELTS Writing task 1 และ IELTS Writing task 2 ซึ่งใช้โดยรวม 60 นาที ผู้คุมสอบจะคำนวณคะแนน IELTS Writing ตามเกณฑ์ทุกประการดังนี้
- Task Achievement/Response – ความสามารถในการตอบอย่างถูกต้อง ตรงกับหัวข้อคำถาม สามารถขยายความคิดและอ้างถึงหลักฐานให้แต่ละประการ
- Coherence and Cohesion – ความเชื่อมโยงระหว่างประโยคและย่อหน้าในบทเขียน
- Lexical Resource – ใช้คำศัพท์อย่างถูกต้องในแต่ละบริบท โดยใช้คำไวพจน์และคำตรงข้ามได้อย่างเหมาะสม
- Grammatical Range and Accuracy – ใช้อย่างถูกต้องและกระจายโครงสร้างไวยากรณ์ IELTS (Relative clause, Inversion, Conditional sentences, …) ผู้เข้าสอบไม่มีข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์พื้นฐานเช่นคำกริยา 3 ช่อง
แต่ละเกณฑ์จะคิดเป็น 25% ของข้อสอบ IELTS Writing ผู้คุมสอบจะให้คะแนนสำหรับแต่ละเกณฑ์แล้วคิดคะแนนเฉลี่ย IELTS Band Score ด้าน Writing ตามเกณฑ์ประการต่าง ๆ ดังนี้
| Band | Task Achievement | Grammatical Range and Accuracy | Lexical Resource | Coherence & Cohesion |
|---|---|---|---|---|
| 9 | ตรงตามข้อกำหนดของข้อสอบการแสดงความคิดเห็นอย่างชัดเจน ข้อมูลสำคัญจะได้กล่าวถึงเป็นรายละเอียด | การใช้โครงสร้างไวยากรณ์หลายโครงสร้างและเป็นถนัด ข้อผิดพลาดหายากและมีจำนวนเล็กน้อย | มีคำศัพท์หลากหลายและเหมาะสำหรับบริบทข้อผิดพลาดหายากและมีจำนวนเล็กน้อย | การจัดเค้าโครงข้อมูลและใจความหลักอย่างดีเด่นลำดับย่อหน้าได้เรียบเรียงอย่างสอดคล้องโดยไม่มีข้อผิดพลาด |
| 8 | ให้ความคิดเห็นโดยรวมอย่างชัดเจนประการสำคัญได้ขยายย่างดีตรงตามข้อกำหนดทั้งหมดที่ได้กำหนดไว้ | การใช้โครงสร้างไวยากรณ์ที่หลากหลายและเป็นถนัดข้อผิดพลาดหาได้ยากและมีจำนวนเล็กน้อย | คำศัพท์ที่หลากหลายและแม่นยำการใช้คำศัพท์ทางด้านวิชาการที่เชี่ยวชาญข้อผิดพลาดในการสะกดคำน้อยและมีข้อผิดทางรูปคำ | มีการจัดเค้าโครงข้อมูลและใจความหลักเป็นเหตุเป็นผลการแบ่งย่อหน้าที่มีประสิทธิภาพการใช้การเชื่อมโยงอย่างคล่องแคล่วคำสรรพนามแทนที่สมบูรณ์และถูกต้อง |
| 7 | ให้ความคิดเห็นอย่างชัดเจนประการสำคัญได้ขยายอย่างดีข้อมูลได้เขียนถูกต้องทั้งหมดบางส่วนของบทเขียนสามารถได้ขยายชัดเจนมากกว่า | ใช้โครงสร้างประโยคที่ซับซ้อนมากมายประโยคส่วนใหญ่ไม่มีข้อผิดพลาดการควบคุมไวยากรณ์ดีบางครั้งมีข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์หรือการเว้นวรรค | คำศัพท์ที่หลากหลายและค่อนข้างแม่นยำใช้คำศัพท์ทางด้านวิชาการมีลีลาการเขียนและความสามารถในการใช้ collocationสะกดผิดบางคำที่หรือเลือกคำไม่ถูกต้อง | เค้าโครงข้อมูลเป็นเหตุเป็นผลการแบ่งย่อหน้าที่สมเหตุสมผลใช้การเชื่อมโยงได้ดีและหลากหลาย แต่ยังใช้ไม่ถูดบางประการหรือใช้เป็นบ่อยโดยไม่ทีประสิทธิภาพคำสรรพนามแทนที่สมบูรณ์และถูกต้อง |
| 6 | มีความคิดเห็นภาพรวม กล่าวถึงประการสำคัญ อย่างสมบูรณ์มีการคัดเลือกข้อมูลข้อมูลบางประการอาจไม่ถูกต้อง | ใช้โครงสร้างทั้งประเภทเรียบง่ายและซับซ้อนบางครั้งยังมีข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์ หรือ การเว้นวรรคการขยายเนื้อหาที่ชัดเจน | คำศัพท์ค่อนข้างหลากหลายใช้ผิดคำวิชาการบางคำมีข้อผิดพลาดในการสะกดคำและรูปคำการขยายเนื้อหาที่ชัดเจน | เค้าโครงข้อมูลชัดเจน การแบ่งแยกย่อหน้าที่สมเหตุสมผลการเชื่อมโยงอย่างมีประสิทธิภาพมีข้อผิดพลาดเล็กน้อยในการเชื่อมโยงประโยคหรือหลายประการในประโยคคำสรรพนามแทนอาจไม่ถูกต้อง |
| 5 | ความคิดเห็นภาพรวมไม่ชัดเจนไม่ได้กล่าวถึงประการสำคัญอย่างสมบูรณ์รายละเอียดเกินไปไม่มีข้อมูลเป็นหลักฐาน ข้อมูลที่เขียนไม่ถูกต้อง | ใช้โครงสร้างประโยค เป็นจำนวนเล็กน้อยการใช้โครงสร้างประโยคที่ซับซ้อนยังไม่สำเร็จมีข้อผิดพลาดทางโครงสร้างประโยคหลายข้อมีปัญหาในการเว้นวรรคทำให้อ่านไม่เข้าใจ | คำศัพท์จำนวนเล็กน้อย มักจะมีข้อผิดพลาดในการสะกดหรือรูปคำ ทำให้อ่านไม่เข้าใจได้ง่าย | มีเค้าโครงข้อมูลการแบ่งย่อหน้ายังไม่ชัดเจนคำหรือวลีคำเชื่อมมีข้อผิดพลาดมากมายมักขาดคำสรรพนามแทนบ่อยครั้ง |
| 4 | พยายามที่จะปฏิบัติตามข้อกำหนด แต่ยังไม่ได้กล่าวถึงแนวคิดหลักอย่างครบถ้วนสับสนระหว่างข้อมูลสำคัญที่ต้องการ | การใช้ไวยากรณ์ขั้นพื้นฐาน แต่ยังไม่ได้หลากหลายเท่าใดมีข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์มากมาย | คำศัพท์ยังเป็นระดับพื้นฐานหรือไม่เหมาะกับหัวข้อความสามารถในการใช้คำศัพท์สอดคล้องกับบริบทที่ไม่ดีมีข้อผิดพลาดมากมายทำให้ผู้อ่านไม่เข้าใจ | เรียบเรียงข้อมูลได้แต่ยังไม่เขียนเป็นสมเหตุสมผลใช้การเชื่อมโยงไม่ถูกต้องหรือใช้ซ้ำไป ซ้ำมาหลายครั้ง |
| 3 | ตอบไม่ตรงตามข้อกำหนดเนื่องจากเข้าใจผิดแนวคิดที่เขียนไว้ยังไม่สมบูรณ์และส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวข้อง | พยายามจัดโครงสร้างประโยคแต่พบข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์มากเกินไป ซึ่งทำให้ประโยคไม่สามารถถ่ายทอดความหมายได้ ตามที่ต้องการ | วงศัพท์มีความจำกัด พบกับข้อผิดพลาดมากมายเกี่ยวกับการสะกดคำพบกับข้อผิดพลาดหลายข้อ จึงทำให้ข้อมูลกลายเป็นผิด | แนวคิดได้ระบุไว้โดยไม่ได้จัดเรียงตามลำดับที่สมเหตุสมผลการเชื่อมโยงประโยคหรือย่อหน้าเป็นผิด |
| 2 | คำตอบไม่เกี่ยวข้องกับหัวข้อ | ไม่ทราบวิธีการจัดโครงสร้างประโยคอย่างถูกต้อง | คำศัพท์ที่มีความจำกัดเป็นอย่างมาก | ไม่สามารถเชื่อมโยงความคิดเข้าด้วยกันได้ |
| 1 | คำตอบที่ผิดอย่างครบถ้วน | ไม่ทราบวิธีการใช้ความคิดหรือสื่อสารข้อมูล | สามารถใช้คำเดียวบางคำ | ไม่ทราบวิธีการใช้ความคิดหรือสื่อสารข้อมูล |
| 0 | ไม่ได้กระทำข้อสอบ |
วิธีคำนวณ IELTS Score Overall
IELTS Score ได้คำนวณจาก 1.0 – 9.0 เป็นคะแนนเฉลี่ยของทักษะทั้ง 4 ประการ ซึ่งสัดส่วนของแต่ละทักษะเป็นเหมือนกัน
ตัวอย่าง ผู้เข้าสอบที่มี IELTS Score สำหรับ 4 ทักษะคือ 5.0 (Writing), 6.0 (Speaking), 7.0 (Reading), 6.0 (Listening) จากนั้น IELTS Score Overall จะเป็น (5.0 + 6.0 + 7.0 + 6.0)/4 = 6.0
ตัวอย่างการคำนวณ IELTS Score Overall และการปัดเศษ IELTS Score

วิธีปัดเศษ IELTS Score
IELTS Score Overall จะได้ปัดเศษดังนี้
- หากคะแนนเฉลี่ยมีส่วนทศนิยมคี่น้อยกว่า 0.25 จะได้ปัดเป็น 0.00
ตัวอย่าง IELTS Score สำหรับ 4 ทักษะคือ 7.5 Listening, 7.0 Reading, 7.0 Writing และ 7.0 Speaking จากนั้น IELTS Score Overall จะเป็น 7.0 (28.5 ÷ 4 = 7.125 ~ 7.0)
- หากคะแนนเฉลี่ยมีส่วนทศนิยมจาก 0.25 ถึงน้อยกว่า 0.75 จะได้ปัดเป็น 0.5
ตัวอย่าง IELTS Score สำหรับ 4 ทักษะคือ 5.0 Listening; 4.5 Reading, 5.0 Writing และ 5.0 Speaking จากนั้น IELTS Score Overall จะเป็น 6.5 (25 ÷ 4 = 6.25 ~ 6.5)
- หากคะแนนเฉลี่ยมีส่วนทศนิยมจาก 0.75 ขึ้นไป จะได้ปัดเป็น 1.0
ตัวอย่าง IELTS Score สำหรับ 4 ทักษะคือ 5.0 Listening; 4.5 Reading, 5.0 Writing และ 5.0 Speaking จากนั้น IELTS Score Overall จะเป็น 5.0 (19.5 ÷ 4 = 4.875 ~ 5.0)
ตารางการประเมินทักษะภาษาอังกฤษตามผลการสอบ IELTS
ผลการสอบ IELTS จะไม่ “ผ่าน” หรือ “ตก” แต่จะเป็นผลตามคะแนนใน band จาก 1.0 – 9.0 ในแต่ละ IELTS Band Score จะมีการประเมินและความคิดเห็นสำหรับความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษที่แตกต่างกันไป
ดังนี้เป็นการประเมิน IELTS ที่ใช้ใน IDP และ British Council
| BAND | ความหมาย |
|---|---|
| 0 | หมายถึงผู้สมัครสอบไม่ได้กระทำข้อสอบ |
| 1 – ไม่ทราบวิธีการใช้ภาษาอังกฤษ | ผู้สอบไม่ทราบการประยุกต์ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน หรือสามารถได้เรียนรู้เพียงแค่บางคำเท่านั้น |
| 2 – บางครั้งใช้ภาษาอังกฤษได้แต่บางครั้งไม่ได้ | ผู้สอบมีปัญหาอย่างมากในการเขียนและพูดภาษาอังกฤษ ไม่มีความสามารถในการสื่อสาร นอกเหนือจากการใช้คำเดียวสองสามคำ หรือโครงสร้างไวยากรณ์สั้น ๆ เพื่อนำเสนอและแสดงความคิดเห็น |
| 3 – ใช้ภาษาอังกฤษในระดับจำกัด | สามารถใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารและสามารถเข้าใจได้ในบางสถานการณ์ที่คุ้นเคย มักจะมีปัญหาในกระบวนการสื่อสารจริง |
| 4 – ใช้ภาษาอังกฤษในระดับค่อนข้างจำกัด | มีความเชี่ยวชาญในการสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษสำหรับสถานการณ์พื้นฐาน มีปัญหาในการเผชิญกับสถานการณ์การสื่อสารที่ซับซ้อน |
| 5 – ปกติ | ใช้ภาษาอังกฤษได้แต่ยังคงแค่เป็นส่วนเล็กน้อย สามารถจับส่วนใหญ่ใจความสำคัญในสถานการณ์อื่น ๆ แม้จะมีข้อผิดพลาดเป็นบ่อย สามารถใช้ภาษาได้ดีในสาขาที่คุ้นเคย |
| 6 – ค่อนข้างดี | แม้ว่าจะมีหลายประการที่ยังไม่ดี ยังไม่ถูกต้อง หรือยังไม่มีประสิทธิภาพ แต่โดยทั่วไปยังสามารถใช้ภาษาอังกฤษอย่างที่มีความเชี่ยวชาญ สำหรับสถานการณ์ที่ซับซ้อน โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่คุ้นเคย |
| 7 – ดี | มีความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษ แต่บางครั้งยังมีข้อผิดพลาด ใช้ยังไม่เหมาะสม หรือ ยังไม่เข้าใจบริบท |
| 8 – ดีมาก | ได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษอย่างครบถ้วน แค่ยังมีข้อผิดพลาดบางข้อ เช่น ใช้ภาษายังไม่ถูกต้อง ยังไม่เหมาะสม แต่ข้อผิดพลาดเหล่านี้ไม่ได้เป็นระบบ ในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคยอาจไม่สามารถเข้าใจได้อย่างครบถ้วนและสามารถใช้ภาษาได้ดีกับหัวข้อการอภิปรายที่ซับซ้อน |
| 9 – เชี่ยวชาญ | สามารถใช้ภาษาที่มีความเหมาะสมถูกต้อง คล่องแคล่ว และรับทราบบริบทอย่างครบถ้วน |
ประโยชน์ของการได้รับ IELTS Score อย่างสูง
ใบรับรอง IELTS กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ และกลายเป็นตัววัดความสามารถด้านภาษาอังกฤษในองค์กรต่าง ๆ ทั้งภายในประเทศและนานาชาติ ตารางคะแนน IELTS ที่มี IELTS Score Overall สูง เป็นความฝันของหลาย ๆ คน เนื่องจากมีประโยชน์มากมาย เช่น
มีโอกาสเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำหรือมหาวิทยาลัยระดับนานาชาติ
ปัจจุบัน เพียงแค่ได้รับใบรับรอง IELTS band 6.0 ขึ้นไป ทั้งนักเรียนและนักศึกษาอาจจะสามารถมีโอกาสเข้าไปศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศ นอกจากนั้น หากต้องการที่จะศึกษาในสภาพแวดล้อมทางการศึกษานานาชาติ เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร แคนาดา หรือแม้แต่สหรัฐอเมริกา ก็ยังสามารถใช้ใบรับรอง IELTS ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ปกติมหาวิทยาลัยระดับนานาชาติมักจำกัดจำนวนนักศึกษา ผู้ที่มี IELTS Score Overall จาก 6.5 ขึ้นไปจึงย่อมมีโอกาสมากกว่า จริง ๆ แล้ว หากเราได้ band จาก 8.0 ขึ้นไป เราอาจจะมีโอกาสได้รับการคัดเลือกสูง
เปิดประตูสู่โอกาสในการทำงานและเพิ่มรายได้
องค์กรและผู้จ้าง นายจ้างต่าง ๆ ในปัจจุบันย่อมมีแนวโน้มที่จะจัดลำดับความสำคัญของผู้สมัครด้วยใบรับรอง IELTS ที่มีคะแนนสูง นอกจากนี้ ภาษาต่างประเทศที่ดียังช่วยให้คุณได้สัมผัสกับโอกาสที่ดีขึ้น เช่น การทำงานให้กับบริษัทนานาชาติ หรือจัดการสาขาใหม่ในประเทศอื่น เป็นต้น คุณเองก็จะมีโอกาสได้รับรายได้ที่สูงขึ้นด้วย
ใบรับรอง IELTS มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน หากคุณยังไม่มีทักษะภาษาอังกฤษที่ดี ลองวางแผนหรือสร้างเส้นทางการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพแก่ตัวเอง เพื่อเอาชนะตนเองด้วย ใบรับรอง IELTS ที่มี IELTS Score Overall ที่น่าประทับใจ อย่าลืมอ้างอิงระดับ IELTS และเกณฑ์การให้คะแนนขององค์กร เพื่อให้มีมุมมองในการพัฒนาที่ครอบคลุมนะ
🔥รีบดูเลย! คอร์สเรียน ELSA พร้อมโปรลดจัดหนัก ลดแรงแบบไม่พัก!

ELSA Premium Lifetime
9,999 บาท ->5,999 บาท

ELSA Pro Lifetime
3,659 บาท ->2,560 บาท

ELSA Premium 1 year
8,497 บาท ->2,630 บาท

ELSA Pro 1 year
2,499 บาท ->1,420 บาท
ด้วยบทความข้างต้น หวังว่าคุณมีความรู้เกี่ยวกับ IELTS Score หากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเรียน IELTS Speaking คุณสามารถไปที่เว็บ ELSA Speak เพื่อดูข้อมูลอ้างอิงเพิ่มเติมนะ!
TOEIC เป็นหนึ่งในแบบทดสอบวัดความรู้ภาษาอังกฤษที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพแวดล้อมการทำงานระหว่างประเทศ เพื่อให้ได้ผลสอบที่ดีที่สุด การทำความเข้าใจระดับ TOEIC score และวิธีการคำนวณเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้คุณเตรียมตัวได้ดีสำหรับการสอบ บทความนี้โดย ELSA Speak จะช่วยให้คุณเข้าใจข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับระดับคะแนน TOEIC และวิธี คํานวณคะแนนโทอิค ซึ่งจะช่วยกำหนดกลยุทธ์การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ภาพรวมของข้อสอบ TOEIC
ข้อสอบ TOEIC (แบบทดสอบภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารระหว่างประเทศ) เป็นหนึ่งในแบบทดสอบความสามารถทางภาษาอังกฤษที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่จำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษในสภาพแวดล้อมการทำงานระหว่างประเทศ
TOEIC คืออะไร? โครงสร้างและวัตถุประสงค์ของข้อสอบ
TOEIC ออกแบบมาเพื่อวัดความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในสภาพแวดล้อมการทำงานจริง
การทดสอบจะประเมินทักษะทั้งสี่ทักษะ: การฟัง การอ่าน การพูด และการเขียน โดยการทดสอบที่ได้รับความนิยมมากที่สุด 2 แบบคือ:
- TOEIC Listening & Reading: ประเมินความเข้าใจในการฟังและการอ่านในบริบทการทำงาน
- TOEIC Speaking & Writing: ทดสอบความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษทั้งการพูดและการเขียน

รูปแบบข้อสอบ TOEIC ที่พบบ่อยในปัจจุบัน
ปัจจุบัน แบบทดสอบ TOEIC มีหลากหลายรูปแบบเพื่อให้เหมาะกับผู้สมัครแต่ละคน ได้แก่:
- TOEIC Listening & Reading: แบบทดสอบปรนัยด้วยคะแนนรวมสูงสุด 990 คะแนน
- TOEIC Speaking & Writing: ให้คะแนนตามระดับคะแนนที่แยกจากกัน ซึ่งช่วยประเมินทักษะการสื่อสารเชิงรุกด้วยคะแนนรวมสูงสุด 400 คะแนน
- TOEIC Bridge: เวอร์ชั่นรวบรัดสำหรับผู้เริ่มต้น

โครงสร้างแบบทดสอบ TOEIC 2 ทักษะ และ 4 ทักษะ
การทำความเข้าใจโครงสร้างการสอบถือเป็นขั้นตอนที่จำเป็นเพื่อช่วยให้คุณจัดสรรเวลาและกลยุทธ์ในการทำข้อสอบได้อย่างเหมาะสม
แบบทดสอบ TOEIC 2 ทักษะ
นี่เป็นรูปแบบการทดสอบที่พบบ่อยที่สุด มีคำถามแบบเลือกตอบ 200 ข้อในเวลา 120 นาที
- การฟัง (Listening): ประกอบด้วยคำถาม 100 ข้อ แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ใช้เวลาทำ 45 นาที คุณจะได้ฟังบทสนทนา คำถาม และคำบรรยายภาพในสำเนียงบริติช อเมริกัน ออสเตรเลีย และแคนาดา คะแนนรวมสูงสุดคือ 495 คะแนน
- การอ่าน (Reading): ประกอบด้วยคำถาม 100 ข้อ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ใช้เวลาทำ 75 นาที ส่วนนี้จะทดสอบความสามารถในการเขียนประโยค การเขียนย่อหน้า และการอ่านจับใจความ คะแนนรวมสูงสุดคือ 495 คะแนน
โดยรวมแล้ว คะแนนโทอิค ของคุณสำหรับทั้งสองทักษะจะอยู่ระหว่าง 10 ถึง 990 คะแนน

แบบทดสอบ TOEIC 4 ทักษะ
การทดสอบนี้ประกอบด้วยทักษะ 2 ประการข้างต้นและมีส่วนการพูดและการเขียนเพิ่มเติม 2 ส่วน
- การพูด (Speaking):
- เนื้อหา: ประกอบด้วยคำถาม 11 ข้อ โดยต้องอ่านข้อความออกเสียง อธิบายภาพ ตอบคำถาม และแสดงความคิดเห็น
- เวลา: 20 นาที
- คะแนน: 0-200 คะแนน
- เกณฑ์การประเมิน: การออกเสียง สำเนียง การเน้นเสียง ไวยากรณ์ คำศัพท์ และความสอดคล้องของคำ
- การเขียน (Writing):
- เนื้อหา: ประกอบด้วยคำถาม 8 ข้อ โดยให้คุณเขียนประโยคโดยอ้างอิงจากรูปภาพ ตอบอีเมล และเขียนเรียงความแสดงความคิดเห็นของคุณ (ขั้นต่ำ 300 คำ)
- เวลา: 60 นาที
- คะแนน: 0-200 คะแนน
- เกณฑ์การประเมิน: ไวยากรณ์ คำศัพท์ ตรรกะความคิด ความสอดคล้อง และการจัดระเบียบความคิด

TOEIC score แปลว่า อะไร และวิธี คํานวณคะแนน TOEIC
การเข้าใจวิธีการคำนวณคะแนนจะช่วยให้คุณสร้างกลยุทธ์การทำข้อสอบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น คะแนนโทอิค รวมคำนวณจาก 10 ถึง 990 คะแนนสำหรับสองทักษะหลัก ได้แก่ การฟังและการอ่าน คิดคะแนน TOEIC คำนวณจากจำนวนคำตอบที่ถูกต้องทั้งหมด และจะไม่หักคะแนนสำหรับคำตอบที่ผิด
คํานวณคะแนน TOEIC Listening & Reading
การทดสอบการฟังและการอ่านประกอบด้วยคำถาม 200 ข้อ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน:
- Listening (การฟัง): 100 คำถาม คะแนนสูงสุด 495 คะแนน
- Reading (การอ่าน): 100 คำถาม คะแนนสูงสุด 495 คะแนน
คะแนนรวมของการทดสอบนี้มีตั้งแต่ 10 – 990 คะแนน
ตารางคะแนนโทอิค Reading โดยละเอียด
| จํานวนข้อที่ถูก | คะแนนที่เกี่ยวข้อง | จํานวนข้อที่ถูก | คะแนนที่เกี่ยวข้อง | จํานวนข้อที่ถูก | คะแนนที่เกี่ยวข้อง | จํานวนข้อที่ถูก | คะแนนที่เกี่ยวข้อง |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 0 | 5 | 25 | 120 | 50 | 245 | 75 | 370 |
| 1 | 5 | 26 | 125 | 51 | 250 | 76 | 375 |
| 5 | 20 | 30 | 145 | 55 | 270 | 80 | 395 |
| 10 | 45 | 35 | 170 | 60 | 295 | 85 | 420 |
| 15 | 70 | 40 | 195 | 65 | 320 | 90 | 445 |
| 20 | 95 | 45 | 220 | 70 | 345 | 95 | 470 |
| 100 | 495 |

ตารางคะแนนโทอิค Listening โดยละเอียด
| จํานวนข้อที่ถูก | คะแนนที่เกี่ยวข้อง | จํานวนข้อที่ถูก | คะแนนที่เกี่ยวข้อง | จํานวนข้อที่ถูก | คะแนนที่เกี่ยวข้อง | จํานวนข้อที่ถูก | คะแนนที่เกี่ยวข้อง |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 0 | 5 | 25 | 135 | 50 | 260 | 75 | 385 |
| 1 | 15 | 26 | 140 | 51 | 265 | 76 | 395 |
| 5 | 35 | 30 | 160 | 55 | 285 | 80 | 415 |
| 10 | 60 | 35 | 185 | 60 | 310 | 85 | 440 |
| 15 | 85 | 40 | 210 | 65 | 335 | 90 | 465 |
| 20 | 110 | 45 | 235 | 70 | 360 | 95 | 490 |
| 100 | 495 |

คํานวณคะแนน TOEIC Speaking & Writing
สำหรับการทดสอบ 4 ทักษะ คะแนนการพูดและการเขียนจะถูกให้คะแนนแยกกันและแปลงเป็นมาตราส่วน 0-200 สำหรับแต่ละทักษะ
- TOEIC Speaking: คะแนนจะอิงจากคำถาม 11 ข้อ โดยคำถามที่ 1-10 มีระดับคะแนนตั้งแต่ 0-3 และคำถามที่ 11 มีระดับคะแนนตั้งแต่ 0-5
- TOEIC Writing: คะแนนจะคำนวณจากคำถาม 8 ข้อ โดยข้อ 1-5 อยู่ในระดับ 0-3 ข้อ 6-7 อยู่ในระดับ 0-4 และข้อ 8 อยู่ในระดับ 0-5

ตารางคํานวณ TOEIC score โดยการประเมินทักษะและสมรรถนะ
TOEIC score level แต่ละระดับสะท้อนถึงความสามารถของผู้สมัครในการใช้ภาษาอังกฤษในบริบทที่แตกต่างกัน ผู้ที่ได้คะแนนสูงสามารถใช้ภาษาอังกฤษในการทำงานและการสื่อสารในชีวิตประจำวันได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น ด้านล่างนี้คือระดับคะแนน TOEIC ยอดนิยมและความหมายของการประเมินความสามารถของแต่ละระดับคะแนนสำหรับแบบทดสอบ 2 แบบที่แตกต่างกัน:
- ตาราง TOEIC score Listening & Reading:
| ระดับคะแนน | การประเมินความสามารถ |
|---|---|
| 10 – 250 | ระดับพื้นฐาน การสื่อสารมีข้อจำกัด |
| 255 – 400 | สามารถสื่อสารในสถานการณ์ที่คุ้นเคยได้อย่างง่ายดาย |
| 405 – 600 | สามารถสื่อสารขั้นพื้นฐานในที่ทำงาน |
| 605 – 780 | ใช้ภาษาอังกฤษในที่ทำงานโดยมีข้อจำกัดบางประการ |
| 785 – 900 | สามารถสื่อสารที่ดีในสภาพแวดล้อมการทำงาน |
| 905 – 990 | ผู้เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษ และสามารถใช้ภาษาอังกฤษในทุกสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพ |
- ตาราง TOEIC score Speaking & Writing.
| ระดับคะแนน | การประเมินความสามารถ |
|---|---|
| 0-30 | แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะตอบคำถามหรือแสดงความคิดเห็น |
| 40-50 | ความสามารถในการสื่อสารยังมีจำกัดมาก |
| 60-70 | สามารถแสดงความคิดเห็นได้แต่แสดงออกอย่างเรียบง่าย |
| 80-100 | สามารถตอบคำถามและตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานได้ |
| 110-120 | สามารถแสดงความคิดเห็นได้แต่การตอบกลับยังมีข้อจำกัด |
| 130-150 | แสดงออกถึงแนวคิดได้ค่อนข้างดีแต่ยังไม่ชัดเจนและสอดคล้องกันจริง ๆ |
| 160-180 | สามารถรักษาการสนทนาอย่างต่อเนื่องโดยมีความเชื่อมโยงระหว่างประโยคต่างๆ แม้ว่าจะประสบปัญหากับปัญหาเล็กๆ น้อยๆ บ้างก็ตาม |
| 190-200 | มีความมั่นใจและสบายใจในการสนทนา สามารถสื่อสารในสภาพแวดล้อมการทำงานได้อย่างคล่องแคล่ว มีอุปสรรคเล็กน้อย |
ความหมายของ คะแนนโทอิค รวมแต่ละคะแนน
เพื่อเริ่มต้นการเดินทางสู่ความสำเร็จในการสอบ TOEIC สิ่งแรกที่ต้องทำคือทำความเข้าใจถึงคุณค่าของคะแนนแต่ละระดับ การสอบ TOEIC ไม่ได้วัดผลว่าผ่านหรือไม่ผ่าน แต่คะแนนจะสะท้อนความสามารถทางภาษาอังกฤษของคุณได้อย่างแม่นยำ ความหมายของ เช็คคะแนนโทอิค แต่ละระดับมีดังนี้:
- 10 – 250 คะแนน (ระดับพื้นฐาน): สะท้อนความสามารถด้านภาษาอังกฤษในระดับต่ำ สามารถเข้าใจและสื่อสารได้เพียงเนื้อหาพื้นฐานเท่านั้น
- 255 – 400 คะแนน (ระดับขั้นต้น): สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ในระดับจำกัด โดยเฉพาะการสนทนาสั้น ๆ และสถานการณ์ที่คุ้นเคย
- 405 – 600 คะแนน (ระดับขั้นต้นพลัส): แสดงทักษะการสื่อสารขั้นพื้นฐาน สามารถฟังและพูดในบทสนทนาโดยตรง และจัดการกับคำขอที่เรียบง่ายได้
- 605 – 780 คะแนน (ความสามารถในการทำงานที่จำกัด): สามารถใช้ภาษาอังกฤษในการทำงานได้ในระดับหนึ่ง สามารถสื่อสารในเรื่องทั่ว ๆ ไป และประมวลผลข้อมูลที่ไม่ซับซ้อนเกินไป
- 785 – 900 คะแนน (ความสามารถในการทำงานพลัส): แสดงให้เห็นถึงความสามารถทางภาษาอังกฤษในสภาพแวดล้อมการทำงาน สามารถสื่อสารได้อย่างชัดเจนและบ่อยครั้ง
- 905 – 990 คะแนน (ความสามารถทางวิชาชีพระดับนานาชาติ): สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมืออาชีพในทุกสถานการณ์การทำงาน มีความสามารถในการทำงานในสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศ

อาชีพไหนต้องใช้ คะแนนโทอิค บ้าง?
การมีใบรับรอง TOEIC พร้อม TOEIC score สูง ถือเป็นข้อได้เปรียบอย่างมากในตลาดแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจที่มีองค์ประกอบความเป็นสากล นายจ้างหลายรายถือว่านี่เป็นเกณฑ์สำคัญในการประเมินความสามารถทางภาษาต่างประเทศของผู้สมัคร ดังนั้น หลายอาชีพจึงให้ความสำคัญกับผู้สมัครที่มีคะแนน TOEIC ที่ดี โดยทั่วไป:
- วิศวกร: ความสามารถในการอ่านเอกสารทางเทคนิคและสื่อสารภาษาอังกฤษถือเป็นสิ่งที่จำเป็นในหลาย ๆ โปรเจ็กต์
- พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน: สภาพแวดล้อมการทำงานที่ต้องสัมผัสกับผู้โดยสารระหว่างประเทศโดยตรง เพราะฉะนั้น TOEIC ที่สูง ช่วยให้ผู้สมัครรู้สึกมั่นใจมากขึ้นเมื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลบนเที่ยวบิน
- พนักงานขายหรือบริการลูกค้า: การสื่อสารกับลูกค้าต่างประเทศต้องมีความสามารถในการฟัง ตอบสนอง และจัดการสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นภาษาอังกฤษ
- พนักงานต้อนรับ: เป็นตำแหน่งที่ต้องติดต่อกับชาวต่างชาติตามบริษัท โรงแรม หรือศูนย์บริการเป็นประจำ
- เจ้าหน้าที่ด้านนำเข้า-ส่งออก: การทำงานกับพันธมิตรระหว่างประเทศทุกวันต้องอาศัยทักษะภาษาอังกฤษที่คล่องแคล่วเพื่อแลกเปลี่ยนเอกสาร สัญญา และข้อมูลทางวิชาชีพ

แปลงคะแนน TOEIC เป็นใบรับรองอื่น ๆ
นอกจาก TOEIC แล้ว ใบรับรองบางรายการ เช่น IELTS หรือ CEFR ยังใช้ในการประเมินความสามารถทางภาษาอังกฤษอีกด้วย ด้านล่างนี้คือตารางคะแนนสองตารางสำหรับการแปลงคะแนนจาก TOEIC เป็น IELTS และ CEFR สำหรับการสอบสองประเภท: การฟัง – การพูด และการอ่าน – การเขียน:
- ตารางการแปลงคะแนน TOEIC การอ่าน – การฟัง เป็น IELTS และ CEFR:
| TOEIC score (การฟัง – การพูด) | IELTS | CEFR |
|---|---|---|
| 0 – 225 | 1.0 – 2.0 | A1 |
| 230 – 545 | 2.5 – 4.0 | A2 |
| 550 – 780 | 4.5 – 6.0 | B1 |
| 785 – 940 | 6.5 – 8.0 | B2 |
| 945 – 990 | 8.5 – 9.0 | C1 |
- ตารางการแปลงคะแนน TOEIC การพูด – การเขียน เป็น IELTS และ CEFR:
| TOEIC score (การอ่าน – การเขียน) | IELTS | CEFR |
|---|---|---|
| 0 – 225 | 1.0 – 2.0 | A1 |
| 230 – 545 | 2.5 – 4.0 | A2 |
| 550 – 780 | 4.5 – 6.0 | B1 |
| 785 – 940 | 6.5 – 8.0 | B2 |
| 945 – 990 | 8.5 – 9.0 | C1 |

คําถามที่พบบ่อย
ด้านล่างนี้เป็นคำถามทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับการสอบ TOEIC เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจใบรับรองนี้ได้ดีขึ้น:
คะแนน TOEIC มีอายุ กี่ปี?
ใบคะแนน TOEIC มีอายุ 2 ปีนับจากวันสอบ หลังจากเวลานี้ คุณจะต้องทำการทดสอบใหม่หากคุณต้องการใช้ผลสอบ TOEIC
คะแนน TOEIC ควรได้เท่าไหร่?
หากต้องการสร้างความได้เปรียบในที่ทำงาน คุณควรได้คะแนน 700 คะแนนขึ้นไป ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการของบริษัทต่างชาติและเพิ่มโอกาสในการเลื่อนตำแหน่ง
TOEIC คะแนนเต็ม?
มีคำถามมากมายเกี่ยวกับ TOEIC เต็มเท่าไหร่? ที่จริงแล้ว คะแนนสูงสุดสำหรับ TOEIC ขึ้นอยู่กับประเภทของข้อสอบ:
- TOEIC Listening & Reading: 990 คะแนน
- TOEIC Speaking & Writing: 400 คะแนน
คะแนน TOEIC บริษัทต่างๆ
คะแนน TOEIC บริษัทต่างๆ กำหนด คะแนน TOEIC สมัครงาน จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับตำแหน่งงาน โดยเฉพาะดังนี้:
- 500 – 600+: ระดับพื้นฐาน เหมาะสำหรับงานที่ไม่ต้องการการสื่อสารภาษาอังกฤษมากนัก
- 700 – 800+: เหมาะสำหรับงานที่เกี่ยวข้องกับภาษาอังกฤษ ซึ่งมักเป็นข้อกำหนดของบริษัทข้ามชาติ
- 900+: ระดับดีเยี่ยม สามารถทำงานในสภาพแวดล้อมที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ทั้งหมด

คุณจะได้รับผลการทดสอบ TOEIC เมื่อใดและอย่างไร?
โดยทั่วไปแล้ว ผลสอบ TOEIC จะได้รับหลังจาก 5-7 วันทำการหากคุณทำการทดสอบบนกระดาษ หรือ 3-5 วันหากคุณทำการทดสอบบนคอมพิวเตอร์ คุณสามารถรับคะแนนได้โดยตรงที่ศูนย์หรือทางไปรษณีย์
จะต้องทำอย่างไรถ้าไม่พอใจกับคะแนนของฉัน?
คุณสามารถลงทะเบียนเพื่อทำการทดสอบอีกครั้ง เพื่อปรับปรุงคะแนนของคุณให้ดีขึ้น นอกจากนี้
อย่าลืมวิเคราะห์ข้อผิดพลาด พัฒนาทักษะการฟังและการอ่าน และฝึกฝนให้มากขึ้นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น
เป็นไปได้ไหมที่จะสอบ TOEIC ไม่ผ่าน?
TOEIC ไม่มีผ่านหรือไม่ผ่าน คุณจะได้รับคะแนนตั้งแต่ 10 – 990 อย่างไรก็ตาม หากคะแนนของคุณต่ำ คุณอาจไม่ผ่านข้อกำหนดของบริษัทหรือโรงเรียน / มหาวิทยาลัย
TOEIC ค่าสอบ?
TOEIC ค่าสอบ ในประเทศไทยอยู่ที่ 1,800 บาทต่อการทดสอบ
🔥รีบดูเลย! คอร์สเรียน ELSA พร้อมโปรลดจัดหนัก ลดแรงแบบไม่พัก!

ELSA Premium Lifetime
9,999 บาท ->5,999 บาท

ELSA Pro Lifetime
3,659 บาท ->2,560 บาท

ELSA Premium 1 year
8,497 บาท ->2,630 บาท

ELSA Pro 1 year
2,499 บาท ->1,420 บาท
การทำความเข้าใจระดับ คะแนนโทอิค จะช่วยให้คุณวางแผนการเรียนที่สมเหตุสมผลและบรรลุผลตามที่ต้องการ หากคุณต้องการพัฒนาทักษะการฟังและการพูดอย่างรวดเร็ว ลองใช้แพ็คเกจ ELSA Pro ตอนนี้ ด้วยเทคโนโลยีการเรียนรู้อันชาญฉลาด ELSA Speak จะช่วยให้คุณปรับปรุงการออกเสียงและการสื่อสารภาษาอังกฤษของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทุกวันนี้คุณคงได้ยินคนพูดถึง Parasocial กันบ่อยๆ แต่อาจจะยังไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของมัน นี่เป็นศัพท์ทางจิตวิทยาและสื่อที่น่าสนใจที่ใช้อธิบายความสัมพันธ์แบบทางเดียวระหว่างแฟนๆ และคนดัง มาสำรวจกับ ELSA ว่า parasocial คืออะไร พร้อมตัวอย่างในชีวิตจริง เพื่อให้คุณเข้าใจและนำไปใช้ได้ในบริบทที่ถูกต้อง!

Parasocial คืออะไร?
Parasocial เป็นคำที่ได้รับการโหวตจาก Cambridge Dictionary ให้เป็น Word of the Year 2025 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของแนวคิดความสัมพันธ์ทางอารมณ์แบบทางเดียวในยุคดิจิทัล
Parasocial (คำคุณศัพท์) คือคำที่อธิบายถึงความผูกพันทางอารมณ์แบบทางเดียวที่บุคคลรู้สึกต่อตัวละครหรือบุคคลที่เขาไม่รู้จักในชีวิตจริง เช่น คนดัง ตัวละครสมมติ หรือแม้แต่ปัญญาประดิษฐ์
คำว่า Parasocial คือการรวมกันของสององค์ประกอบ:
- คำนำหน้า “Para-”: มาจากภาษากรีกโบราณ แปลว่า ข้างๆ (beside) อย่างไรก็ตาม ในบริบทนี้ คำว่า Parasocial มีความหมายว่า ความคล้ายคลึง ผิดปกติ หรือความไม่สม่ำเสมอ (resembling, irregular)
- ที่มาของคำจาก “Social”: สังคม บ่งบอกถึงการมีปฏิสัมพันธ์กัน
เมื่อรวมกันแล้ว Parasocial หมายถึง “เกือบจะเป็นสังคม” หรือ “กึ่งสังคม” คือรูปแบบหนึ่งของปฏิสัมพันธ์ที่ดูเหมือนจะเป็นการสื่อสารทางสังคม แต่จริงๆ แล้วขาดองค์ประกอบหลักคือการปฏิสัมพันธ์แบบสองทาง
คำว่า parasocial มีการออกเสียงสากล (IPA) ดังต่อไปนี้ /ˌpær.əˈsoʊ.ʃəl/
คำว่า Parasocial Relationship คือ หรือ ความสัมพันธ์กึ่งสังคม เป็นแนวคิดทางจิตวิทยาที่นักสังคมวิทยา Donald Horton และ R. Richard Wohl นำมาใช้ครั้งแรกในปี 1956 เพื่ออธิบายถึงความผูกพันทางอารมณ์ที่ผู้ชมโทรทัศน์มีต่อตัวละครบนจอ

Parasocial ปรากฏอยู่ในสถานการณ์ใดบ้าง?
Parasocial ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ อันที่จริงมันมักเกิดขึ้นบ่อยในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราบริโภคเนื้อหาดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ต่อไปนี้คือสถานการณ์ทั่วไปที่จะช่วยให้คุณเห็นภาพชัดเจนขึ้น:
- เมื่อคุณดูยูทูบทุกวันและรู้สึกเหมือน “เพื่อน”: คุณติดตามวิดีโอบล็อก ฟังพวกเขาเล่าเรื่องราวส่วนตัว ดูพวกเขากิน ทำงาน ฯลฯ เมื่อเวลาผ่านไป มันสร้างความรู้สึกคุ้นเคย แม้ว่าจริงๆ แล้วคุณจะเป็นเพียงหนึ่งในผู้ชมหลายแสนคนก็ตาม
- เมื่อแฟน K-pop รู้สึก “ใกล้ชิด” กับไอดอลของพวกเขา: ผ่านการถ่ายทอดสด คอนเทนต์เบื้องหลัง รายการเรียลลิตี้โชว์ แฟนๆ จะรู้สึกได้อย่างง่ายดายว่าไอดอลของพวกเขาเข้าใจพวกเขา หรือสนิทกันมาก แม้ว่าปฏิสัมพันธ์ที่แท้จริงจะเป็นทางเดียวก็ตาม
- เมื่อผู้ชม TikTok คุ้นเคยกับครีเอเตอร์: ครีเอเตอร์โพสต์คอนเทนต์ทุกวัน แบ่งปันชีวิตส่วนตัว ทำให้ผู้ชมรู้สึกเชื่อมโยงกันอย่างแท้จริง เหมือนกับว่าพวกเขากำลังติดตามเพื่อนสนิทคนหนึ่ง
- เมื่อผู้เรียนภาษาอังกฤษติดตามครูออนไลน์และรู้สึกว่าเข้าใจแม้ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน: วิดีโอสอนและคลาสเรียนสดจะช่วยให้ผู้เรียนรู้สึกใกล้ชิดกับครู เหมือนกับว่าพวกเขารู้จักบุคลิกภาพและไลฟ์สไตล์ของครูอยู่แล้ว
- เมื่อคุณสื่อสารกับแชทบอท AI และรู้สึกใกล้ชิดและน่าเชื่อถือพอที่จะถามอะไรก็ได้: การส่งข้อความเป็นประจำ การได้รับฟังและการตอบกลับอย่างรวดเร็วทำให้ผู้ใช้รู้สึกคุ้นเคยและเข้าใจ ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของสังคมที่ได้รับความนิยมอย่างมากในยุค AI

ทำไมคำว่า parasocial ถึงเป็นคำที่ฮอตที่สุดในปี 2025?
Parasocial กลายเป็น spotlight ในปี 2025 เพราะสะท้อนถึงวิธีที่ผู้คนเชื่อมต่อกันในยุคดิจิทัล โซเชียลมีเดียส่งเสริมความรู้สึกใกล้ชิดเสมือนจริงมากขึ้นเรื่อยๆ ผ่าน TikTok วิดีโอบล็อกส่วนตัว คอนเทนต์ในชีวิตประจำวัน การสารภาพรักผ่านไลฟ์สด ฯลฯ คอนเทนต์เหล่านี้ทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนกำลังมีปฏิสัมพันธ์กับผู้สร้างคอนเทนต์ในชีวิตจริง
นอกจากนี้ กระแสความนิยมอย่างก้าวกระโดดของวัฒนธรรมแฟนคลับ โดยเฉพาะในวงการ K-pop streamer, YouTuber และ TikTok creator ทำให้ parasocial กลายเป็นปรากฏการณ์ที่โดดเด่นและเป็นที่จดจำได้ง่าย
หากคุณติดตามผู้สร้างคอนเทนต์ชาวต่างชาติเป็นประจำ คุณจะพบกับศัพท์สแลง/buzzwords บนอินเทอร์เน็ตที่ใช้กันอย่างแพร่หลายบนโซเชียลมีเดีย นี่คือตัวอย่างทั่วไป และคำศัพท์ใหม่ๆ ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ได้เพิ่มเข้ามาในปีนี้:
- Delulu (ย่อมาจาก delusional): ความฝันหรือภาพลวงตาที่สวยงามหรือไม่เป็นอันตราย มักใช้หมายถึงการเชื่อมากเกินไปในสิ่งที่ไม่สมจริง เช่น การเชื่อว่าคุณจะเดทกับคนดัง (delulu is the solulu)
- Beige Flag: ลักษณะบุคลิกภาพของคนที่ไม่จำเป็นต้องเป็นคนดี (green flag) หรือไม่ดี (red flag) แต่แค่น่าเบื่อ แปลกเล็กน้อย หรือปกติเกินไป
- Icks (หรือ The Ick): ความรู้สึกเบื่อหน่าย หงุดหงิด หรือไม่สนใจคนที่คุณชอบหรือกำลังคบหาด้วยอย่างกะทันหัน มักเกิดจากการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้สับสน หรือน่าอึดอัดใจอย่างมากที่พวกเขาทำ
- Tradwife (ย่อมาจาก Traditional Wife): ผู้หญิงที่สนับสนุนหรือดำเนินชีวิตแบบดั้งเดิม ให้ความสำคัญกับงานบ้าน ดูแลครอบครัว สามี และลูกๆ ซึ่งแตกต่างจากขบวนการสตรีนิยมสมัยใหม่
- Skibidi: หมายถึง Skibidi Toilet ซีรีส์แอนิเมชัน 3 มิติที่กำลังเป็นกระแสบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ เกี่ยวกับห้องน้ำที่มีหัวมนุษย์ร้องเพลง ถือเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมบนอินเทอร์เน็ตสำหรับคนรุ่นใหม่

Parasocial ใช้อย่างไรในภาษาอังกฤษ?
ในภาษาอังกฤษ parasocial มักใช้เพื่ออธิบายพฤติกรรม ปฏิสัมพันธ์ หรือการเชื่อมโยงแบบด้านเดียวและแบบกึ่งสังคม
ต่อไปนี้คือวลีพื้นฐานและสำคัญที่สุดสามวลี:
| วลีภาษาอังกฤษ | การออกเสียง (IPA) | ความหมาย | คำอธิบายสั้นๆ |
|---|---|---|---|
| Parasocial behavior | /ˌpær.əˈsoʊ.ʃəl bɪˈheɪ.vjər/ | พฤติกรรมพาราสังคม | การกระทำที่แสดงถึงการมีส่วนร่วมฝ่ายเดียว เช่น การส่งข้อความเหมือนกับว่าคนดังจะอ่าน การซื้อของขวัญโดยไม่รู้ที่อยู่ของเขา หรือการปกป้องเขาบนโซเชียลมีเดีย |
| Parasocial interaction | /ˌpær.əˈsoʊ.ʃəl ˌɪn.tərˈæk.ʃən/ | การปฏิสัมพันธ์ทางสังคมแบบกึ่งมีส่วนร่วม | ความรู้สึกเหมือนคุณกำลังมีส่วนร่วมในบทสนทนาหรือการโต้ตอบจริง ๆ ขณะดูทีวี ไลฟ์สตรีม หรือวิดีโอบล็อก แม้ว่าผู้ชมจะแค่รับข้อมูลแบบพาสซีฟก็ตาม นี่คือกระบวนการที่นำไปสู่ความสัมพันธ์แบบ PSR |
| Parasocial bonding | /ˌpær.əˈsoʊ.ʃəl ˈbɒn.dɪŋ/ | ความสัมพันธ์แบบรักเดียวข้างเดียว | การพัฒนาและรักษาความผูกพันทางอารมณ์ที่ใกล้ชิดและเป็นหนึ่งเดียวไว้ตลอดเวลา ยิ่งความผูกพันนี้ลึกซึ้งมากเท่าไหร่ แฟนๆ ก็ยิ่งรู้สึกเหมือนเป็นคนที่สนิทกับพวกเขามากขึ้นเท่านั้น |
ตารางวลี Parasocial ในภาษาอังกฤษ

ตัวอย่างประโยคภาษาอังกฤษที่มีคำว่า parasocial
ตัวอย่างที่ 1: Many young viewers develop parasocial attachments to their favorite streamers.
คำแปล: ผู้ชมรุ่นเยาว์จำนวนมากพัฒนาความผูกพันแบบพาราโซเซียลกับสตรีมเมอร์คนโปรด
=> ในประโยคนี้ ความผูกพันแบบพาราโซเซียลอธิบายถึงความผูกพันทางอารมณ์เพียงด้านเดียว รู้สึกใกล้ชิดกับสตรีมเมอร์ แม้ว่าจะไม่รู้จักกันในชีวิตจริงก็ตาม
ตัวอย่างที่ 2: The rise of social media has made parasocial interactions more common.
คำแปล: การเติบโตของโซเชียลมีเดียทำให้การปฏิสัมพันธ์ทางสังคมแบบกึ่งมีส่วนร่วมเป็นเรื่องปกติมากขึ้น
=> ประโยคนี้เน้นย้ำว่าด้วยโซเชียลมีเดีย ปรากฏการณ์ที่แฟนๆ รู้สึกเหมือนกำลังแชทหรือมีปฏิสัมพันธ์กับคนดัง (parasocial interactions) กลายเป็นประสบการณ์ที่คุ้นเคยสำหรับหลายๆ คน
ตัวอย่างที่ 3: The news anchor’s familiarity helps maintain a strong parasocial bond with the audience.
คำแปล: ความคุ้นเคยของผู้ประกาศข่าวช่วยรักษาความสัมพันธ์แบบรักเดียวข้างเดียวที่แข็งแกร่งกับผู้ชม
=> ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า parasocial bond ไม่ได้มีผลเฉพาะกับผู้ให้ความบันเทิงที่มีชื่อเสียงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบุคคลที่มักปรากฏในสื่อดั้งเดิม เช่น ข่าว ซึ่งผู้ชมรู้สึกว่าพวกเขารู้จักผู้ประกาศข่าวเป็นอย่างดี
ตัวอย่างที่ 4: Psychologists often study parasocial relationships to understand the emotional impact of media consumption.
คำแปล: นักจิตวิทยามักศึกษาความสัมพันธ์พาราสังคมเพื่อทำความเข้าใจผลกระทบทางอารมณ์จากการบริโภคสื่อ
=> ประโยคนี้วางความสัมพันธ์พาราสังคมไว้ในบริบทของงานวิจัยทางวิชาการ โดยยืนยันถึงความสำคัญในการประเมินอิทธิพลของสื่อมวลชนที่มีต่อจิตวิทยามนุษย์

คำศัพท์ภาษาอังกฤษอื่นๆ ในหัวข้อเดียวกัน
เพื่อให้คุณเข้าใจและจดจำได้ง่ายขึ้น ด้านล่างนี้คือตารางสรุปคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อ parasocial ซึ่งรวมถึงคำอธิบาย ความหมาย และหมายเหตุการใช้
ตารางนี้จะช่วยให้คุณขยายคลังคำศัพท์เกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาของสื่อ ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งเมื่ออ่านเอกสารหรือรับชมเนื้อหาเกี่ยวกับเครือข่ายสังคมออนไลน์ ไอดอล อินฟลูเอนเซอร์ และพฤติกรรมผู้ใช้ในยุคดิจิทัล
| คำศัพท์ | คำอ่าน | ความหมาย | หมายเหตุ / ตัวอย่างการใช้งาน |
|---|---|---|---|
| One-sided relationship | /wʌn-saɪ.dɪd ˌrɪˈleɪ.ʃən.ʃɪp/ | ความสัมพันธ์ทางเดียว | คำพ้องความหมาย: unrequited relationship, parasocial relationship. |
| Intensify | /ɪnˈten.sɪ.faɪ/ | ทำให้รุนแรงขึ้น ทำให้มากขึ้น | Intensify the intimacy –เพิ่มความใกล้ชิด; intensify the feeling. |
| Sustained trend | /səˈsteɪnd trend/ | แนวโน้มที่คงอยู่ต่อเนื่อง | ใช้สำหรับปรากฏการณ์ในระยะยาว ไม่ใช่แนวโน้มชั่วคราว |
| Spike / Surge | /spaɪk/ – /sɜːdʒ/ | เพิ่มขึ้นเร็วมาก | มักพบในแผนภูมิ สถิติ รายงาน (IELTS Writing Task 1). |
| Take on (phrasal verb) | /teɪk ɒn/ | รับผิดชอบ | AI companions take on personalities – AI เข้ามามีบทบาทกับบุคลิกภาพของมนุษย์ |
| Devotion | /dɪˈvəʊ.ʃən/ | ความทุ่มเท การอุทิศตน | ระดับอารมณ์ที่สูงกว่า “love” หรือ “support”. |
คำศัพท์ภาษาอังกฤษอื่นๆ ในหัวข้อเดียวกันกับ parasocial

เรียนรู้การออกเสียง parasocial และอื่นๆ อีกมากมายบนแอป ELSA Speak
หากคุณต้องการออกเสียง parasocial ได้อย่างถูกต้องเหมือนเจ้าของภาษา ตั้งแต่เสียงหนัก /ˌpær.əˈsoʊ.ʃəl/ ไปจนถึงพยัญชนะท้ายคำ “-cial” ELSA Speak คือเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง เพียงแค่เปิดแอป พิมพ์คำว่า “parasocial” คุณจะเห็นหน้าจอฝึกออกเสียง
ELSA โดดเด่นด้วยความสามารถในการจดจำเสียง AI ได้อย่างแม่นยำ แอปจะฟังเสียงของคุณ ชี้จุดที่คุณออกเสียงผิด และแนะนำวิธีปรับปาก ลิ้น และลมหายใจของคุณ ด้วยวิธีนี้ คุณจะไม่เพียงแต่ออกเสียง parasocial ได้อย่างถูกต้องเท่านั้น แต่ยังเอาชนะคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ยากอื่นๆ ได้อย่างมั่นใจอีกด้วย
- แม่นยำสูงสุดด้วย AI: ELSA Speak จะฟังเสียงของคุณและชี้จุดที่ผิดในแต่ละพยางค์ในคำว่า “parasocial” (/ˌpær.əˈsoʊ.ʃəl/) คุณจะได้รับการแก้ไขในส่วนของ /r/, schwa (ə) และการเน้นเสียงพยางค์ที่สามที่ถูกต้อง: so (soʊ)
- คำศัพท์ที่อัปเดต: ไม่เพียงแต่ parasocial เท่านั้น ELSA ยังเพิ่มคำศัพท์ สแลง ศัพท์อินเทอร์เน็ตล่าสุด เช่น delulu, beige flag หรือคำศัพท์ขั้นสูง เช่น intensify หรือ sustained trend ที่เราเพิ่งพูดถึง
- ฝึกฝนกับบริบทต่างๆ: ELSA นำเสนอบทสนทนาในชีวิตจริง ช่วยให้คุณไม่เพียงแต่ออกเสียงได้อย่างถูกต้อง แต่ยังเรียนรู้วิธีการใช้คำต่างๆ เช่น parasocial interaction หรือ one-side relationship ได้อย่างเป็นธรรมชาติและคล่องแคล่ว

🔥รีบดูเลย! คอร์สเรียน ELSA พร้อมโปรลดจัดหนัก ลดแรงแบบไม่พัก!

ELSA Premium Lifetime
9,999 บาท ->5,999 บาท

ELSA Pro Lifetime
3,659 บาท ->2,560 บาท

ELSA Premium 1 year
8,497 บาท ->2,630 บาท

ELSA Pro 1 year
2,499 บาท ->1,420 บาท
จากบทความข้างต้น Parasocial ไม่เพียงเป็นคำศัพท์ที่น่าสนใจเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงวิธีที่เชื่อมต่อกันในยุคดิจิทัลอีกด้วย หากคุณต้องการเพิ่มพูนคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องและฝึกการออกเสียงที่ถูกต้อง อย่าลืมศึกษาความรู้ที่เป็นประโยชน์เพิ่มเติมบนเว็บไซต์ของ ELSA Speak กันนะ!
Black Friday 2025 ที่ ELSA Speak เปิดดีลอย่างเป็นทางการแล้ว! นี่คือโอกาสสุดพิเศษประจำปี ที่คุณจะได้เป็นเจ้าของแพ็กเกจ ELSA Premium และ ELSA Pro ในราคาสุดคุ้มที่ไม่เคยมีมาก่อน อย่าพลาดโอกาสในการใช้งานครบทุกฟีเจอร์ระดับพรีเมียม ฝึกออกเสียงและสื่อสารภาษาอังกฤษตามมาตรฐานสากลกับ ELSA
แพ็กเกจสุดคุ้ม
โปรโมชั่นนี้ครอบคลุมทุกแพ็กเกจยอดนิยม ได้แก่:
ตารางราคาโปรโมชั่นแพ็กเกจ ELSA Premium
| แพ็คเกจ ELSA Speak Premium | ราคาเดิม | ข้อเสนอพิเศษ |
| ELSA Premium Lifetime (ยังไม่วางขาย) | 9.999 บาท | 5,999 บาท |
| ELSA Premium 1 ปี | 8,497 บาท | 2,630 บาท |
| ELSA Premium 3 เดือน | 4.548 บาท | 2,180 บาท |
ตารางราคาโปรโมชั่นแพ็กเกจ ELSA Pro
| แพ็กเกจ ELSA Pro | ราคาเดิม | ข้อเสนอพิเศษ |
| ELSA Pro 1 ปี | 2,499 บาท | 1,420 บาท |
| ELSA Pro Lifetime (ยังไม่วางขาย) | 3,659 บาท | 2,560 บาท |

ระยะเวลาโปรโมชั่น
โปรโมชั่นนี้จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 28–30 พฤศจิกายน 2025 เท่านั้น ผู้เรียนควรรีบลงทะเบียนเพื่อไม่พลาดโอกาสสุดคุ้มนี้
ผู้มีสิทธิ์รับโปรโมชั่น
โปรโมชั่นนี้ใช้ได้กับผู้ใช้ ELSA Speak ทุกคน รวมถึง:
- ผู้ที่ไม่เคยสมัครแพ็กเกจ ELSA มาก่อน
- ผู้ที่เคยสมัครแพ็กเกจ แต่หมดอายุแล้ว
- ผู้ใช้ ELSA Premium หรือ Pro ที่ต้องการต่ออายุหรืออัปเกรด
หมายเหตุ: ระยะเวลาใช้งานแพ็กเกจจะเริ่มนับเมื่อผู้ใช้กรอกรหัสเปิดใช้งาน ทำให้สามารถวางแผนการใช้งานและใช้ประโยชน์จากโปรโมชันได้อย่างเต็มที่
- สำหรับผู้ใช้ ELSA Pro ตลอดชีพ ที่ต้องการอัปเกรดเป็น ELSA Premium ตลอดชีพ สามารถลงทะเบียนได้ที่นี่
วิธีรับโปรโมชั่น
เพื่อรับข้อเสนอสุดพิเศษนี้ เพียงคลิกปุ่ม ซื้อเลย ด้านล่างเพื่อดำเนินการสมัคร:
กรอกโค้ด BLACKFRIDAY2025 เพื่อรับดีลสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับนักเรียน ELSA เท่านั้น

ELSA PREMIUM 1 ปี
ราคาเดิม: 8,497
2,630
ELSA PREMIUM ตลอดชีพ
ราคาเดิม : 9,999
5,999
ELSA PRO 1 ปี
ราคาเดิม: 2,499
1,420
ELSA Pro ตลอดไป
ราคาเดิม: 3,659
2,560
Black Friday ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ ELSA Speak คือโอกาสพิเศษประจำปี ที่คุณจะได้สัมผัสฟีเจอร์ระดับพรีเมียมของทุกแพ็กเกจในราคาที่ไม่เคยมีมาก่อน รีบสมัครเลย เพื่อไม่พลาดช่วงล่าดีลครั้งใหญ่ที่สุดของปีนี้!
กริยาแท้ – Finite verb คือไวยากรณ์พื้นฐานแต่สำคัญในภาษาอังกฤษ การแยกความแตกต่างระหว่าง Finite verb (กริยาแท้) และ Non-finite verb (กริยาไม่แท้) จะช่วยให้คุณเข้าใจการใช้กาลเวลา บุรุษ และหน้าที่ของกริยาในประโยคได้อย่างแม่นยำ มาศึกษารายละเอียดกับ ELSA Speak ในบทความต่อไปนี้กัน
Finite Verb คืออะไร?
Finite Verb คือกริยาที่มีประธาน ผันตามกาล และต้องมีความสอดคล้องกันระหว่างกาล บุรุษสรรพนาม และจำนวนของประธาน กริยาเหล่านี้แสดงถึงการกระทำของบุคคล สิ่งของ หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งในประโยค ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่จำเป็นต้องมีเพื่อให้ประโยคถูกต้องตามหลักไวยากรณ์
Finite verb ตัวอย่างประโยค:
- She went to the supermarket today. (วันนี้เธอไปซุปเปอร์มาร์เก็ต)
- They live in Chicago. (พวกเขาอาศัยอยู่ในชิคาโก)
- He works as a cashier in a local supermarket. (เขาทำงานเป็นพนักงานแคชเชียร์ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่น)
- The lion is the king of the jungle. (สิงโตเป็นราชาแห่งป่า)
ในตัวอย่างข้างต้น ส่วนที่พิมพ์ตัวหนาได้เรียกว่ากริยาแท้ กริยาเหล่านี้จะแสดงการกระทำของประธานโดยตรงและเชื่อมประธานกับส่วนอื่นของประโยค หากประธานและกาลในประโยคเปลี่ยนไป กริยาเหล่านี้ก็จะเปลี่ยนตามเพื่อให้สอดคล้องกัน จากตัวอย่างเราจะเห็นได้ว่า กริยาแท้มักจะตามหลังประธานของประโยคเสมอ


Finite Verb มีอะไรบ้าง?
ในภาษาอังกฤษ Finite verb สามารถปรากฏในหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับกาล ภาคประธาน วัตถุประสงค์การใช้งาน ด้านล่างนี้คือประเภทของ Finite verb ที่พบบ่อยที่สุด:
ผันตามประธาน
ใช้เพื่อผันกริยาให้ตรงกับจำนวนของประธาน สำหรับประธานเอกพจน์ กริยาจะผันโดยการเติม s/es สำหรับประธานพหูพจน์หรือ I กริยาจะยังคงเดิมโดยไม่ต้องเติม s/es
ตัวอย่าง:
- She speaks English very well. (เธอพูดภาษาอังกฤษได้ดีมาก)
- The dogs bark at the cat. (สุนัขเห่าแมว)
ผันในรูปประโยคถูกกระทำ
ใช้เพื่อระบุว่าประโยคเป็นรูปประโยคประธานทำกริยาหรือประโยคถูกกระทำ สำหรับประโยคประธานทำกริยา ประธานเป็นผู้กระทำ สำหรับประโยคถูกกระทำ ประธานเป็นผู้รับการกระทำ
ตัวอย่าง:
- Lisa writes a letter. (ลิซ่าเขียนจดหมาย)
- A letter is written by Lisa. (จดหมายที่เขียนโดยลิซ่า)

>>> Read more: การเขียน essay ภาษาอังกฤษ: 5 หัวข้อพร้อมตัวอย่างการเขียน essay และคำแปล
ผันตามจุดประสงค์ของผู้พูด
ใช้เพื่อแสดงความคิดเห็น ความต้องการ หรือคำแนะนำ — โดยเฉพาะในประโยคสมมติ ในกรณีเหล่านี้ กริยาจะไม่ผันตามประธาน
ตัวอย่าง: The doctor recommends that he take the medicine with food. (หมอแนะนำว่าเขาควรกินยาพร้อมอาหาร) → take ยังคงรูปเดิมแม้ว่าประธานจะเป็น he เพราะนี่เป็นโครงสร้างประโยคสมมติ

Finite verb ในประโยคปฏิเสธและประโยคคำถาม
ใช้เพื่อสร้างประโยคปฏิเสธหรือประโยคคำถาม แม้ว่าจะมีกริยาช่วย (do/does/did) แต่กริยาหลักยังคงผันให้ถูกต้องตามกาลและสอดคล้องกับประธาน
ตัวอย่าง:
- Do you like chocolate? (คุณชอบช็อกโกแลตไหม)
- She doesn’t eat meat. (เธอไม่กินเนื้อ)

>>> Read more: 50+ สำนวน (food idioms) และคำพูดเกี่ยวกับอาหารที่พบบ่อยที่สุด
Finite verb ในประโยคคำสั่ง
ใช้เพื่อออกคำสั่ง ขอร้อง หรือเสนอแนะ โดยประธานมักจะเข้าใจโดยปริยายว่าเป็น you
ตัวอย่าง:
- Close the door, please. (กรุณาปิดประตู)
- Listen carefully to the instructions. (โปรดฟังคำแนะนำอย่างตั้งใจ)

ผันตามกาลเวลา
Finite verb ได้ผันแตกต่างกันตามกาลของประโยค ด้านล่างนี้คือตารางสรุปกาลพื้นฐาน 12 กาลในภาษาอังกฤษ พร้อมตัวอย่างประกอบ:
| กาล | โครงสร้าง | ตัวอย่างภาษาอังกฤษ |
|---|---|---|
| Present Simple Tense | S + V(s/es) | She drinks coffee every morning. (เธอดื่มกาแฟทุกเช้า) |
| Present Continuous Tense | S + am/is/are + V-ing | They are studying for the test. (พวกเขากำลังอ่านหนังสือสอบ) |
| Present Perfect Tense | S + have/has + V3 | She has finished her report. (เธอได้ทำรายงานเสร็จแล้ว) |
| Present Perfect Continuous Tense | S + have/has been + V-ing | He has been working since morning. (เขาทำงานมาตั้งแต่เช้า) |
| Past Simple Tense | S + V2 | He visited his grandmother yesterday. (เมื่อวานเขาไปเยี่ยมคุณย่า) |
| Past Continuous | S + was/were + V-ing | I was reading when she called. (ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ตอนที่เธอโทรมา) |
| Past Perfect Tense | S + had + V3 | She had left before I arrived. (เธอได้ออกไปก่อนที่ฉันจะมาถึง) |
| Past Perfect Continuous Tense | S + had been + V-ing | They had been waiting for hours. (พวกเขารอมาเป็นชั่วโมงแล้ว) |
| Future Simple Tense | S + will + V-inf | I will call you later. (ฉันจะโทรหาคุณทีหลัง) |
| Future Continuous Tense | S + will be + V-ing | This time tomorrow, I will be flying. (เวลานี้วันพรุ่งนี้ ฉันจะกำลังบินอยู่) |
| Future Perfect Tense | S + will have + V3 | She will have finished by noon. (เธอจะทำเสร็จก่อนเที่ยง) |
| Future Perfect Continuous Tense | S + will have been + V-ing | By next year, he will have been working here for a decade. (ภายในปีหน้า เขาจะทำงานที่นี่ครบสิบปี) |
| have has ใช้ยังไง ในแต่ละ tense? คุณมักจะเห็นคำว่า have, has, had แต่ยังไม่เข้าใจวิธีใช้ ลองมาวิเคราะห์การใช้งาน แยกความแตกต่าง และทำแบบฝึกหัดกับ ELSA Speak กันเถอะ |
กริยาไม่แท้ Nonfinite verb คือ?
กริยาไม่แท้คือกริยาที่ไม่ผันตามกาล ไม่แสดงบุรุษหรือจำนวน และไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับประธานในประโยค แตกต่างจาก Finite Verb ตรงที่ Non-finite verb จะไม่ทำหน้าที่เป็นกริยาหลักแต่จะทำหน้าเป็นคำนาม คำคุณศัพท์ หรือคำวิเศษณ์ กริยาเหล่านี้จะไม่เชื่อมกับประธานโดยตรงและไม่จำเป็นต้องมีเพื่อให้ประโยคถูกต้องตามหลักไวยากรณ์
Non finite verb ตัวอย่างประโยค:
- To run every morning is good for your health. (การวิ่งทุกเช้าดีต่อสุขภาพของคุณ)
- Running in the rain can be refreshing. (การวิ่งกลางฝนอาจทำให้รู้สึกสดชื่น)
- The book written by her became a bestseller. (หนังสือที่เธอเขียนกลายเป็นหนังสือขายดี)
ในตัวอย่างข้างต้น คำที่พิมพ์ตัวหนาคือ กริยาไม่แท้ ซึ่งจะไม่เปลี่ยนรูปตามกาลหรือประธาน และไม่ทำหน้าที่เป็นกริยาหลักในประโยค แต่จะช่วยเสริมความหมายให้ประโยคโดยการทำหน้าที่เป็นประธาน (to run) เป็นส่วนขยาย (running) หรือเป็นคำคุณศัพท์ (written) ด้วยคุณสมบัตินี้ กริยาไม่แท้จึงมีความยืดหยุ่นในการใช้งาน แต่ไม่สามารถยืนเดี่ยวเป็นกริยาหลักของประโยคได้

>>> Read more: Verb to be คืออะไร? หลักการใช้ verb to be กับแต่ละ tense
Non-finite verb มีอะไรบ้าง?
กริยาไม่แท้ (Non-finite verb) ไม่ถูกผันตามกาล บุรุษ หรือจำนวน และไม่ทำหน้าที่เป็นกริยาหลักในประโยค แต่มักทำหน้าที่เป็นคำนาม คำคุณศัพท์ หรือคำวิเศษณ์ โดยมี 3 ประเภทหลัก ได้แก่:
กริยานาม (Gerund – V-ing)
กริยานามคือกริยาที่เติม -ing และทำหน้าที่เหมือนคำนามในประโยค สามารถเป็นประธาน กรรม หรือส่วนเติมเต็มได้
ตัวอย่าง:
- Eating vegetables and fruits is good for your health. (การกินผักและผลไม้ดีต่อสุขภาพของคุณ)
- He enjoys reading books. (เขาชอบอ่านหนังสือ)

กริยารูปไม่ผันที่มี “to” (To-infinitive)
To-infinitive คือกริยารูปดั้งเดิมที่มีคำว่า “to” มักทำหน้าที่เหมือนคำนาม และสามารถเป็นประธานหรือกรรมได้
ตัวอย่าง:
- To learn is important. (การเรียนเป็นสิ่งสำคัญ)
- She wants to learn Italian. (เธออยากเรียนภาษาอิตาลี)

>>> Read more: การใช้ Gerund (กริยานาม) และ Infinitive (กริยาช่อง 1) อย่างรายละเอียด เข้าใจง่าย
คุณกริยา (Participles)
คุณกริยาเป็นรูปพิเศษของกริยา ทำหน้าที่เหมือนคำคุณศัพท์เพื่อขยายคำนาม และแบ่งออกเป็น 2 ประเภท:
- กริยาเติม ing (Present participle – V-ing)
- คำกริยาช่อง 3 (Past participle – V3 หรือ -ed)
ตัวอย่าง:
- That was an exciting movie. (มันเป็นภาพยนตร์ที่น่าสนุก)
- The broken window was replaced. (หน้าต่างที่แตกได้รับการเปลี่ยนใหม่)

>>> Read more: Adverbial Clause คืออะไร? พร้อมตัวอย่างเกี่ยวกับ Adverbial Clause ที่เข้าใจง่าย
| Irregular Verbs คืออะไร? หากคุณยังไม่มั่นใจในการใช้ irregular verbs หรือมักใช้ผิดในแต่ละ Tense ลองอ่านบทความเกี่ยวกับ irregular verbs นี้เพื่อทบทวนความรู้กัน |
Finite กับ Non-finite verb ต่างกันอย่างไร?
การแยกความแตกต่างระหว่าง Finite verb และ Non-finite verb (กริยสไม่แท้) เป็นสิ่งสำคัญในไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ เพราะทั้งสองมีหน้าที่ต่างกันในประโยค การเข้าใจความแตกต่างนี้จะช่วยให้คุณเขียนประโยคได้ถูกต้องมากขึ้น และอ่านทำความเข้าใจข้อความได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
| เกณฑ์ | Finite Verb (กริยาแท้) | Non-finite Verb (กริยาไม่แท้) |
|---|---|---|
| ผันตามกาล (tense) | ผันตามกาล (อดีต ปัจจุบัน อนาคต) | ไม่ผันตามกาล |
| สอดคล้องกับประธาน | มีความสอดคล้องกับประธานเกี่ยวกับบุรุษ จำนวน | ไม่เปลี่ยนตามประธาน |
| ทำหน้าที่ในประโยค | เป็นกริยาหลักของอนุประโยค | เป็นคำนาม คำคุณศัพท์ หรือคำวิเศษณ์ ไม่เป็นกริยาหลัก |
| สามารถยืนเดี่ยวสร้างอนุประโยค | สามารถสร้างประโยคสมบูรณ์ได้ | ไม่สามารถสร้างประโยคสมบูรณ์ได้ถ้ายืนเดี่ยว |
| รูปแบบที่พบบ่อย | กริยาที่ผันตามกาล: ปัจจุบัน อดีต กำลังกระทำ สมบูรณ์ | To-infinitive, V-ing, V3/ed (คุณกริยา) |

คำถามที่พบบ่อย
Finite verb แปลว่าอะไร?
Finite verb คือกริยาที่ผันตามกาลเวลา ประธาน และจำนวน ใช้เป็นกริยาหลักในประโยค
Verb แท้กับ verb ไม่แท้ต่างกันอย่างไร?
กริยาแท้ (Finite) ผันตามกาลเวลา และสอดคล้องกับประธาน ส่วนกริยาไม่แท้ Non-finite) ไม่ผันตามกาลเวลาและไม่ทำหน้าที่เป็นกริยาหลักในประโยค
Verb มีอะไรบ้าง มีกี่ประเภท
กริยาเช่น Finite Verb, Non-finite verb, สกรรมกริยา, อกรรมกริยา, กริยาเชื่อม,… มีหลายวิธีในการจำแนกประเภทขึ้นอยู่กับบริบท
Finite verb and Non finite verb คือ?
Finite verb คือกริยาหลักในประโยค ส่วน Non-finite verb มักทำหน้าที่เป็นคำนาม คำคุณศัพท์ หรือคำวิเศษณ์
Finite verb อ่านว่า?
Finite verb อ่านว่า /ˈfaɪ.naɪt vɜːb/ (ไฟ-ไนท์ เวิร์บ)
Finite คือ?
Finite แปลว่า มีจำกัด ในไวยากรณ์หมายถึงกริยาที่ผันตามกาล จำนวน และบุรุษ

หวังว่าผ่านบทความนี้ คุณจะเข้าใจว่า Finite verb คืออะไร ความแตกต่างระหว่าง Finite Verb และ Non-Finite Verb รวมถึงการเรียนรู้วิธีการนำไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริงในภาษาอังกฤษ การเรียนรู้และเข้าใจ Finite กับ Non-finite verb ไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณเขียนประโยคได้อย่างถูกต้องตามหลักไวยากรณ์เท่านั้น แต่ยังช่วยพัฒนาทักษะการอ่านและการสื่อสารอีกด้วย ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอและใช้เครื่องมืออย่าง ELSA Speak เพื่อการใช้งานได้อย่างถูกต้องและแม่นยำยิ่งขึ้น!
การเข้าใจโครงสร้าง As if อย่างถ่องแท้เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างมั่นใจ ทั้งในเชิงวิชาการและการสนทนาในชีวิตประจำวัน การทำความเข้าใจและใช้ “As if แปลว่า” อย่างถูกต้องยังแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเข้าใจความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ เช่น As if แสลง หรือการสมมติฐานแบบที่เจ้าของภาษาใช้กัน มาร่วมสำรวจและทำความเข้าใจความรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับสำนวนนี้ในบทความด้านล่างกับ ELSA Speak นะคะ
As if แปลว่า?
As if แปลว่า”ราวกับว่า” หรือ “เหมือนกับว่า” วลีนี้ใช้เพื่ออธิบายเหตุการณ์หนึ่งด้วยการเปรียบเทียบกับอีกสถานการณ์หนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นสถานการณ์จริงหรือเพียงแค่การสมมติก็ได้ นอกจากนี้ “as if” ยังสามารถใช้เพื่อแสดงการประชดประชันหรือการแดกดันต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้อีกด้วย
ตัวอย่าง: You look as if you’ve seen a ghost. (คุณดูราวกับว่าเห็นผีมาเลย)


รวบรวมการใช้โครงสร้าง As if สำคัญที่ควรรู้
โครงสร้างประโยคที่ตามหลังคำว่า “As if” จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ขึ้นอยู่กับว่าคุณกำลังพูดถึงเรื่องจริงหรือเรื่องสมมติ ซึ่งจะแสดงให้เห็นในตารางและ as if ตัวอย่างประโยคด้านล่างนี้
โครงสร้าง As if ร่วมกับคำกริยาแสดงการรับรู้ทางประสาทสัมผัส
เราใช้ “As if” ตามหลังคำกริยา เช่น look, sound, smell, taste, feel เพื่ออธิบายความรู้สึกหรือความประทับใจที่คล้ายกับว่ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่งกำลังเกิดขึ้น
| โครงสร้าง | วิธีใช้ | ตัวอย่าง |
|---|---|---|
| S + V (ประสาทสัมผัส) + as if / as though + S + V | ใช้เพื่ออธิบายความรู้สึกหรือการคาดเดาจากประสาทสัมผัส เช่น การมองเห็น การได้ยิน การลิ้มรส การดมกลิ่น ความรู้สึก… | – The orange tastes as if it is going to be rotten. (ส้มลูกนี้รสชาติเหมือนกำลังจะเน่า) – My brother sounds as if he gets a headache. (พี่/น้องชายของฉันพูดเหมือนกำลังปวดหัว) |
โครงสร้าง As if กับสถานการณ์จริง
เมื่อคุณอยากอธิบายถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นความจริงหรือมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นจากสิ่งที่คุณสังเกตเห็น ให้ใช้โครงสร้างประโยคดังต่อไปนี้
| กาล | โครงสร้าง | วิธีใช้ | ตัวอย่าง |
|---|---|---|---|
| Present simple tense | S + V + as if + S + V (ปัจจุบัน) | ใช้เมื่อสถานการณ์สมมติเป็นความจริงหรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ในปัจจุบัน | It looks as if it is going to rain. (ดูเหมือนฝนกำลังจะตก) |
| Past simple tense | S + V + as if + S + V2/ed หรือ were | ใช้เมื่อสถานการณ์สมมติไม่เป็นความจริง หรือตรงกันข้ามกับปัจจุบัน | He talks as if he knew everything. (เขาพูดราวกับว่าเขารู้ทุกเรื่อง) |

>>> Read more: Relative Pronoun: โครงสร้าง วิธีใช้ แบบฝึกหัดพร้อมเฉลย
โครงสร้าง As if กับสถานการณ์สมมติ (ซึ่งไม่เป็นความจริง)
นี่คือเนื้อหาที่สำคัญที่สุดและมักทำให้เกิดความสับสน ใช้เพื่ออธิบายสิ่งที่เป็นไปไม่ได้หรือตรงกันข้ามกับความเป็นจริง
| โครงสร้าง | วิธีใช้ | ตัวอย่าง | |
|---|---|---|---|
| สมมติตรงกันข้ามกับปัจจุบัน | S + V (ปัจจุบัน) + as if + S + V2/Ved | สำหรับกริยา to be ให้ใช้ “were” กับประธานทุกตัวเสมอเพื่อเน้นการสมมติฐาน ใช้เมื่ออธิบายสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความเป็นจริงในปัจจุบัน | He spends money as if he were a millionaire. (เขาใช้เงินราวกับว่าเขาเป็นเศรษฐี) |
| สมมติตรงกันข้ามกับอดีต | S + V (อดีต) + as if + S + had + V3/Ved | ใช้เพื่ออธิบายสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในอดีต หรือเป็นสถานการณ์สมมติที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ได้เกิดขึ้นไปแล้ว | He looked at me as if he had never met me before. (เขามองฉันราวกับว่าไม่เคยเจอฉันมาก่อน) |

As if การใช้ขั้นสูง
As if as though การใช้: เพื่อให้ประโยคสั้นกระชับและเป็นธรรมชาติมากขึ้น เจ้าของภาษาจึงมักจะละประธานและคำกริยาในอนุประโยคที่ตามหลัง As if หรือ As though ตามโครงสร้างดังต่อไปนี้
| โครงสร้างที่สั้นลง | ตัวอย่าง |
|---|---|
| As if + to V | He opened his mouth as if to speak. (เขาอ้าปากราวกับว่าจะพูดอะไรบางอย่าง) |
| As if + บุพบท | She cried out as if in pain. (เธอร้องออกมาเหมือนกับกำลังเจ็บปวด) |

>>> Read more: คำบุพบทบอกเวลา (preposition of time): การใช้พร้อมกับตัวอย่าง
ความแตกต่างระหว่าง As if และ Like
ผู้เรียนภาษาอังกฤษหลายคนมักจะสับสนระหว่าง “As if” กับ “Like” ดังนั้นเรามาลองเปรียบเทียบความแตกต่างของทั้งสองคำนี้กันนะ
| As if | Like | |
|---|---|---|
| ฐานะ | คำสันธาน (Conjunction) | คำบุพบท (Preposition) |
| คำที่ตามหลัง | S + V | คำนามหรือวลีคำนาม |
| สถานการณ์ | เป็นทางการ ใช้ในภาษาเขียน | ไม่เป็นทางการ ใช้ในภาษาพูด |
| ตัวอย่าง | He looks as if he needs help. (เขาดูเหมือนต้องการความช่วยเหลือ) | He looks like a person who needs help. (เขาดูเหมือนคนกำลังต้องการความช่วยเหลือ) |

ข้อสังเกตในการใช้โครงสร้าง As if
โดยทั่วไป อนุประโยคที่ตามหลัง “As if” จะใช้กริยาในอดีตเพื่ออธิบายสิ่งที่ไม่เป็นความจริง อย่างไรก็ตาม ถ้าสถานการณ์ที่กล่าวถึงเป็นความจริงหรือมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดขึ้น คำกริยาไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนรูปเป็นอดีต แต่จะเป็นไปตามกาลเวลาของกริยาหลัก
นอกจากนี้ การเลือกใช้กาลเวลาสำหรับอนุประโยค “As if” ยังขึ้นอยู่กับความหมายแท้จริงที่ผู้พูดต้องการสื่อสารว่าเป็นการสมมติหรือความเป็นจริง
ตัวอย่าง:
- She looks as if she knows the answer. (เธอดูเหมือนจะรู้คำตอบ)
- He talks as if he were the boss. (เขาพูดราวกับว่าเขาเป็นเจ้านาย)
| ELSA Speak ขอแนะนำความรู้ที่จำเป็นในภาษาอังกฤษเกี่ยวกับการใช้ Irregular Verbs หรือกริยาไม่ปกติในแต่ละ Tense ต้องใช้อย่างไรบ้าง มาเรียนรู้ irregular verbs กว่า 600 คำกับ ELSA Speak กัน |
แบบฝึกหัด As if พร้อมเฉลย
โจทย์: จงเติมคำกริยาให้ถูกต้อง:
- He acts as if he ___ (know) the answers.
- She looks as though she ___ (be) rich.
- He pretended as if he ___ (not see) me.
- The dress fits as if it ___ (be) tailor-made.
- They behaved as though they ___ (have) won.
- She sings as if she ___ (be) a star.
- He talks as if he ___ (met) her before.
- It sounds as though it ___ (rain).
- The cake tastes as if it ___ (be) stale.
- He treats me as if I ___ (be) a child.
เฉลย:
| 1. knew | 3. had not seen | 5. had won | 7. had met | 9. is stale |
| 2. were | 4. were | 6. were | 8. is raining | 10. were |
>>> Read more: Compound words มีอะไรบ้าง? ตัวอย่าง การแบ่งประเภท และแบบฝึกหัดพร้อมเฉลย
คำถามที่พบบ่อย
เพื่อช่วยให้คุณทบทวนความรู้และไขข้อสงสัยสุดท้าย เราได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ as if การใช้ มาไว้ที่นี่
As if สแลงใช่หรือไม่?
ใช่ “As if” เมื่อใช้โดด เป็นคำสแลงที่ใช้แสดงการประชดประชันหรือความไม่เชื่อมั่น วลีนี้มีความหมายเทียบเท่ากับประโยคที่ว่า “ไม่มีทางซะหรอก!” หรือ “คงงั้นมั้ง!”
ทำไมต้องใช้ “were” กับประธานทุกตัวในประโยคสมมติที่ใช้ As if?
นี่เป็นกฎของกริยา subjunctive mood ในภาษาอังกฤษ การใช้ “were” กับประธานทุกตัวเป็นเครื่องหมายทางไวยากรณ์ที่แสดงให้เห็นว่าผู้พูดกำลังอธิบายถึงสิ่งที่ไม่เป็นความจริงหรือตรงกันข้ามกับความเป็นจริง
Unless แปลว่า?
Unless แปลว่า “เว้นแต่” ใช้เพื่อแสดงเงื่อนไขเชิงปฏิเสธ มีความหมายเทียบเท่ากับ “if… not”
ตัวอย่าง: I won’t go unless it stops raining. (ฉันจะไม่ไป เว้นแต่ว่าฝนจะหยุดตก)
Even if แปลว่า?
Even if แปลว่า “แม้ว่า” ใช้เพื่อเน้นย้ำถึง แม้จะมีความเป็นไปได้ว่า หรือ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ตัวอย่าง: Even if Louis apologizes, I will not forgive him. (แม้ Louis จะขอโทษ ฉันก็จะไม่ให้อภัยเขา)

นี่คือความรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับ “As if แปลว่า”และโครงสร้างที่เกี่ยวข้องของ “As if” ที่จะช่วยให้คุณใช้งานได้อย่างมั่นใจในทุกสถานการณ์การสื่อสาร มาฝึกฝนออกเสียงให้ถูกต้องกับ ELSA Speak เพื่อให้เข้าใจวลีนี้ได้อย่างรวดเร็ว อย่าลืมติดตามบทความที่เป็นประโยชน์อื่นๆ เพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของคุณให้ดียิ่งขึ้นทุกวันนะคะ