Author: CTV PM

การรู้ คําศัพท์ วันวาเลนไทน์ ภาษาอังกฤษ หลากหลายคำจะช่วยให้คุณสามารถแสดงความรู้สึกที่จริงใจต่อคนที่คุณรักได้อย่างโรแมนติกที่สุด มาเเรียนรู้กับ ELSA Speak รวบรวม คํา ศัพท์วันวาเลนไทน์ ภาษาอังกฤษ พร้อม คํา แปล คำศัพท์ เกี่ยว กับวันวาเลนไทน์ ดอกไม้ วาเลนไทน์ ภาษา อังกฤษ คําศัพท์ภาษาอังกฤษ วันวาเลนไทน์ คำอวยพรวันวาเลนไทน์ในภาษาอังกฤษ และประวัติวันวาเลนไทน์ ภาษาอังกฤษ

ประวัติวันวาเลนไทน์ ภาษาอังกฤษ

วันวาเลนไทน์ (Valentine’s Day) ตรงกับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นโอกาสแห่งการแสดงความรักและความห่วงใยระหว่างผู้คน ในวันนี้ ผู้คนมักแสดงความรู้สึกด้วยการส่งการ์ด ดอกไม้ ช็อกโกแลต และตุ๊กตาหมีที่มีสัญลักษณ์รูปหัวใจและสีแดง – สีชมพู ซึ่งเป็นสีประจำวันวาเลนไทน์

ที่มาของวันวาเลนไทน์นั้นเชื่อมโยงกับนักบุญวาเลนตินุส นักบวชคาทอลิกที่อาศัยอยู่ในกรุงโรมในศตวรรษที่ 3 แม้ว่าจักรพรรดิคลอเดียสที่ 2 จะห้ามทหารแต่งงาน แต่นักบุญวาเลนตินุสยังแอบประกอบพิธีแต่งงานให้กับคู่รักหลายคู่ การกระทำนี้ทำให้เขากลายเป็นสัญลักษณ์ของความรักและการแต่งงาน

วันวาเลนไทน์ตามความหมายจริงๆไม่ได้หมายถึงแค่เพียงวันที่ 14 กุมภาพันธ์เท่านั้น แต่ยังมีวันพิเศษอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความรักและอารมณ์ความรู้สึกในรูปแบบต่าง ๆ ดังแสดงในตารางด้านล่างนี้

ประวัติวันวาเลนไทน์ ภาษาอังกฤษ
วันหยุดเวลาความหมายกิจกรรมและสัญลักษณ์เฉพาะ
วันวาเลนไทน์ (Valentine)14/2วันเพื่อยกย่องความรักและความผูกพันระหว่างคู่รักมอบดอกกุหลาบ ช็อกโกแลต การ์ดวาเลนไทน์ ข้อความหวาน ๆ และมื้อเย็นสุดโรแมนติก
วันไวท์เดย์ (White Day)14/3วันแห่งการตอบแทนความรู้สึกหลังวันวาเลนไทน์ แสดงความห่วงใยและความซาบซึ้งใจมอบของขวัญเป็นช็อกโกแลตขาว ลูกอม ของที่ระลึก หรือเครื่องประดับ
Black Day14/4วันสําหรับคนโสดให้สนุกกับชีวิตและรักตัวเองพบปะเพื่อนฝูง กินบะหมี่ ไปเที่ยว และดูแลตัวเอง
ประวัติวันวาเลนไทน์ ภาษาอังกฤษ

เรียนรู้และสำรวจคำศัพท์และความหมายของวันหยุดภาษาอังกฤษ

คําศัพท์ วันวาเลนไทน์ ภาษาอังกฤษ

วันวาเลนไทน์เป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความรักและการแสดงออกถึงความรู้สึกจากใจจริง ลองใช้ คํา ศัพท์วันวาเลนไทน์ ภาษาอังกฤษ พร้อม คํา แปล และ คํา อ่าน ต่อไปนี้เพื่อส่งให้คนที่คุณรักดูนะ

คำศัพท์เกี่ยวกับกิจกรรมยอดนิยมในวันวาเลนไทน์

คําศัพท์ภาษาอังกฤษวันวาเลนไทน์การออกเสียงความหมายตัวอย่างประโยค
Date (n / v)/deɪt/ไปเดทI have a date with my boyfriend this evening. (ฉันมีนัดเดทกับแฟนคืนนี้)
Celebrate (v)/ˈselɪˌbreɪt/ฉลองWe celebrate Valentine’s Day every year. (เราฉลองวันวาเลนไทน์กันทุกปี)
Gift exchange (n)/ɡɪft ɪksˈʧeɪndʒ/การแลกของขวัญWe love doing gift exchanges on Valentine’s Day. (พวกเราชอบแลกของขวัญกันในวันวาเลนไทน์)
Romantic dinner (n)/rəˈmæntɪk ˈdɪnər/มื้อเย็นสุดโรแมนติกThey had a romantic dinner at a fancy restaurant. (พวกเขาไปทานมื้อเย็นสุดโรแมนติกที่ร้านอาหารหรู)
Send a card (v)/sɛnd ə kɑːd/ส่งการ์ดI sent him a Valentine’s card this morning. (ฉันส่งการ์ดวาเลนไทน์ให้เขาเมื่อเช้านี้)
Couple’s dance (n)/ˈkʌplz dæns/การเต้นรําของคู่รักThe couple’s dance at the party was beautiful. (การเต้นรำของคู่รักในงานปาร์ตี้นั้นงดงามมาก)
Love letter (n)/lʌv ˈlɛtər/จดหมายรักHe wrote her a love letter for Valentine’s Day. (เขาเขียนจดหมายรักให้เธอในวันวาเลนไทน์)
Surprise party (n)/sərˈpraɪz ˈpɑːrti/งานเลี้ยงเซอร์ไพรส์They threw a surprise party for their friends. (พวกเขาจัดงานเลี้ยงเซอร์ไพรส์ให้เพื่อน ๆ)
Proposal (n)/prəˈpəʊzl/การขอแต่งงานHe made a beautiful proposal on Valentine’s Day. (เขาขอแต่งงานอย่างโรแมนติกในวันวาเลนไทน์)
Love song (n)/lʌv sɒŋ/เพลงรักThis is my favorite love song. (นี่คือเพลงรักที่ฉันชอบที่สุด)
Romantic getaway (n)/rəʊˈmæntɪk ˈɡɛtəweɪ/ไปเที่ยวพักผ่อนแบบโรแมนติกThey planned a romantic getaway to Paris. (พวกเขาวางแผนไปเที่ยวพักผ่อนสุดโรแมนติกที่ปารีส)
Heartfelt message (n)/ˈhɑːtfɛlt ˈmɛsɪdʒ/ข้อความจากใจI received a heartfelt message from my partner. (ฉันได้รับข้อความซึ้ง ๆ จากคนรัก)
Kiss (n / v)/kɪs/จูบThey shared a sweet kiss under the stars. (พวกเขาจูบกันอย่างหวานชื่นใต้แสงดาว)
Go to the cinema (v)/ɡəʊ tə ðə ˈsɪnəmə/ไปดูหนังWe plan to go to the cinema this weekend. (เราวางแผนจะไปดูหนังกันสุดสัปดาห์นี้)
Walking in the park (n / gerund phrase)/ˈwɔːkɪŋ ɪn ðə pɑːrk/เดินเล่นในสวนสาธารณะThey spent the afternoon walking in the park. (พวกเขาใช้เวลาช่วงบ่ายเดินเล่นในสวนสาธารณะ)
Have a picnic (v)/hæv ə ˈpɪknɪk/ไปปิกนิกLet’s have a picnic by the lake on Valentine’s Day. (ออกไปปิกนิกริมทะเลสาบในวันวาเลนไทน์กันเถอะ)
Go stargazing (v)/ɡəʊ ˈstɑːɡeɪzɪŋ/ไปดูดาวWe love to go stargazing on clear nights. (พวกเราชอบดูดาวในคืนที่ท้องฟ้าแจ่มใส)
Take a trip (v)/teɪk ə trɪp/ไปเที่ยวThey decided to take a trip to Paris for Valentine’s. (พวกเขาตัดสินใจไปเที่ยวปารีสในวันวาเลนไทน์)
คำศัพท์เกี่ยวกับกิจกรรมยอดนิยมในวันวาเลนไทน์

คำศัพท์เกี่ยวกับของขวัญวันวาเลนไทน์ยอดนิยม

คําศัพท์วันวาเลนไทน์ภาษาอังกฤษการออกเสียงความหมายตัวอย่างประโยค
Flower (n)/ˈflaʊər/ดอกไม้A bouquet of flowers is a common Valentine gift. (ช่อดอกไม้เป็นของขวัญวันวาเลนไทน์ที่นิยมกันมาก)
Chocolate (n)/ˈʧɒklət/ช็อกโกแลตAnn received a box of chocolates as a Valentine’s gift. (แอนได้รับกล่องช็อกโกแลตเป็นของขวัญวันวาเลนไทน์)
Jewelry (n)/ˈʤuːəlri/เครื่องประดับHe bought her a jewelry for Valentine’s Day. (เขาซื้อเครื่องประดับให้เธอในวันวาเลนไทน์)
Stuffed animal (n)/stʌft ˈænɪməl/ตุ๊กตาสัตว์ยัดนุ่นA stuffed animal is a sweet gift for Valentine’s. (ตุ๊กตาสัตว์ยัดนุ่นเป็นของขวัญน่ารักสำหรับวันวาเลนไทน์)
Perfume (n)/pɜːfjuːm/นํ้าหอมShe wore the perfume he gave her for Valentine. (เธอใช้น้ำหอมที่เขาให้เธอในวันวาเลนไทน์)
Teddy bear (n)/ˈtɛdi bɛər/ตุ๊กตาหมีJohn gave Susan a cute teddy bear on Valentine’s Day. (จอห์นให้ตุ๊กตาหมีน่ารักแก่ซูซานในวันวาเลนไทน์)
Heart-shaped pendant (n)/hɑːt ʃeɪpt ˈpɛndənt/จี้รูปหัวใจHe bought her a heart-shaped pendant as a token of his love. (เขาซื้อจี้รูปหัวใจให้เธอเป็นสัญลักษณ์แห่งความรัก)
Romantic card (n)/rəʊˈmæntɪk kɑːrd/การ์ดโรแมนติกI received a romantic card from my partner. (ฉันได้รับการ์ดโรแมนติกจากคนรักของฉัน)
Love coupons (n)/lʌv ˈkuːpɒnz/คูปองความรักHe made a booklet of love coupons for her. (เขาทำสมุดคูปองแห่งความรักให้เธอ)
Gift basket (n)/ɡɪft ˈbæskɪt/ตะกร้าของขวัญA gift basket filled with chocolates and flowers is a perfect Valentine’s gift. (ตะกร้าของขวัญที่เต็มไปด้วยช็อกโกแลตและดอกไม้เป็นของขวัญวันวาเลนไทน์ที่สมบูรณ์แบบ)
Handmade gift (n)/ˈhændmeɪd ɡɪft/ของขวัญแฮนด์เมดI gave her a handmade gift that I spent hours making. (ฉันให้ของขวัญแฮนด์เมดที่ฉันใช้เวลาหลายชั่วโมงในการทำกับเธอ)
Mug (n)/mʌɡ/แก้วกาแฟI gave him a Valentine’s mug with our picture on it. (ฉันให้แก้ววาเลนไทน์ที่มีรูปของเราอยู่บนนั้นกับเขา)
Bouquet (n)/buːˈkeɪ/ช่อดอกไม้David gave his wife a beautiful bouquet of roses on Valentine’s Day. (เดวิดให้ช่อดอกกุหลาบที่สวยงามแก่ภรรยาของเขาในวันวาเลนไทน์)
Handbag (n)/ˈhændbæɡ/กระเป๋าถือShe received a lovely handbag as a Valentine’s gift. (เธอได้รับกระเป๋าถือสวย ๆ เป็นของขวัญวันวาเลนไทน์)
Cosmetics (n)/kɒzˈmɛtɪks/เครื่องสำอางMy sister loves receiving cosmetics as gifts. (น้องสาวของฉันอยากได้เครื่องสำอางเป็นของขวัญมาก)
คำศัพท์เกี่ยวกับของขวัญวันวาเลนไทน์ยอดนิยม

>>> อ่านเพิ่มเติม:

คําศัพท์เกี่ยวกับ ดอกไม้ วาเลนไทน์ ภาษา อังกฤษ

คําศัพท์การออกเสียงความหมายตัวอย่างประโยค
Rose (n)/rəʊz/กุหลาบHe gave her a red rose on Valentine’s Day. (เขาให้กุหลาบแดงแก่เธอในวันวาเลนไทน์)
Red rose (n)/red rəʊz/กุหลาบแดงRed roses symbolize true love. (กุหลาบแดงเป็นสัญลักษณ์ของรักแท้)
Pink rose (n)/pɪŋk rəʊz/กุหลาบชมพูPink roses show admiration and sweetness. (กุหลาบสีชมพูแสดงถึงความชื่นชมและความอ่อนหวาน)
White rose (n)/waɪt rəʊz/กุหลาบขาวWhite roses represent pure love. (กุหลาบสีขาวแสดงถึงความรักที่บริสุทธิ์)
Bouquet (n)/buːˈkeɪ/ช่อดอกไม้He surprised her with a beautiful bouquet. (เขาเซอร์ไพรส์เธอด้วยช่อดอกไม้ที่สวยงาม)
Flower arrangement (n)/ˈflaʊər əˈreɪndʒmənt/การจัดดอกไม้The flower arrangement looks elegant. (การจัดดอกไม้ดูงดงามมาก)
Tulip (n)/ˈtjuːlɪp/ดอกทิวลิปTulips are popular Valentine flowers. (ดอกทิวลิปเป็นดอกไม้ที่นิยมในวันวาเลนไทน์)
Lily (n)/ˈlɪli/ดอกลิลลี่Lilies symbolize devotion and purity. (ดอกลิลลี่เป็นสัญลักษณ์ของความภักดีและความบริสุทธิ์)
Carnation (n)/ˌkɑːˈneɪʃən/ดอกคาร์เนชั่นCarnations are often used in Valentine bouquets. (ดอกคาร์เนชั่นมักใช้เป็นช่อดอกไม้ในวันวาเลนไทน์)
Daisy (n)/ˈdeɪzi/ดอกเดซี่Daisies represent innocence and joy. (ดอกเดซี่เป็นตัวแทนของความไร้เดียงสาและความสุข)
Orchid (n)/ˈɔːkɪd/ดอกกล้วยไม้Orchids symbolize luxury and love. (ดอกกล้วยไม้เป็นสัญลักษณ์ของความหรูหราและความรัก)
Sunflower (n)/ˈsʌnˌflaʊər/ดอกทานตะวันSunflowers show warmth and happiness. (ดอกทานตะวันแสดงถึงความอบอุ่นและความสุข)
Peony (n)/ˈpiːəni/ดอกโบตั๋นPeonies symbolize romance and prosperity. (ดอกโบตั๋นเป็นสัญลักษณ์ของความโรแมนติกและความเจริญรุ่งเรือง)
Baby’s breath (n)/ˈbeɪbiz breθ/ดอกยิปโซBaby’s breath adds softness to bouquets. (ดอกยิปโซช่วยเพิ่มความอ่อนโยนให้กับช่อดอกไม้)
Floral scent (n)/ˈflɔːrəl sent/กลิ่นดอกไม้The floral scent is very romantic. (กลิ่นหอมของดอกไม้ช่างโรแมนติกเหลือเกิน)
Flower shop (n)/ˈflaʊər ʃɒp/ร้านดอกไม้He went to a flower shop to buy roses. (เขาไปร้านขายดอกไม้เพื่อซื้อกุหลาบ)
Bloom (n)/bluːm/ดอกบานThe roses bloom beautifully in February. (กุหลาบเบ่งบานอย่างสวยงามในเดือนกุมภาพันธ์)
Petal (n)/ˈpetl/กลีบดอกShe touched the soft petals gently. (เธอสัมผัสกลีบดอกที่อ่อนนุ่มอย่างแผ่วเบา)
Stem (n)/stem/ก้านดอกไม้He cut the stem carefully. (เขาตัดก้านดอกไม้อย่างระมัดระวัง)
Vase (n)/vɑːz/แจกันShe put the flowers in a glass vase. (เธอนำดอกไม้ไปใส่ในแจกัน)
คําศัพท์เกี่ยวกับ ดอกไม้ วาเลนไทน์ ภาษา อังกฤษ

คำศัพท์ เกี่ยว กับวันวาเลนไทน์ 

คําศัพท์วาเลนไทน์การออกเสียงความหมายตัวอย่างประโยค
Heart (n)/hɑːrt/หัวใจ My heart belongs to you. (หัวใจของฉันเป็นของคุณ)
Love (n / v)/lʌv/ความรัก (n / v)Love is in the air on Valentine’s Day. (ความรักอบอวลอยู่ในอากาศช่วงวันวาเลนไทน์)
Sweetheart (n)/ˈswiːthɑːrt/สุดที่รัก (n)He is my sweetheart. (เขาคือที่รักของฉัน)
Admire (v)/ədˈmaɪə/ชื่นชม I truly admire you. (ฉันชื่นชมคุณจริงๆ)
Affection (n)/əˈfɛkʃən/ความรักใคร่ They express their affection on Valentine’s. (พวกเขาแสดงความรักต่อกันในวันวาเลนไทน์)
Romance (n / v)/ˈrəʊmæns/ความโรแมนติก / ความรัก They share a beautiful romance. (พวกเขามีความรักที่สวยงาม)
Crush (n / v)/krʌʃ/ปลื้ม / แอบชอบShe has a crush on him. (เธอแอบชอบเขา)
Love affair (n)/lʌv əˈfɛə/ความสัมพันธ์ชู้สาว / ความสัมพันธ์ลับThey had a secret love affair. (พวกเขามีความสัมพันธ์ลับ ๆ)
Soulmate (n)/ˈsəʊlmeɪt/เนื้อคู่ (n)He believes she is his soulmate. (เขาเชื่อว่าเธอคือเนื้อคู่ของเขา)
Heartthrob (n)/ˈhɑːtθrɒb/ขวัญใจHe is the heartthrob of the school. (เขาคือขวัญใจของโรงเรียน)
Commitment (n)/kəˈmɪtmənt/ความมุ่งมั่น พันธสัญญา การให้คํามั่นThey made a lifelong commitment to each other. (พวกเขาสัญญาว่าจะอยู่ด้วยกันตลอดไป)
Passion (n)/ˈpæʃən/กิเลส ความหลงใหลTheir passion for each other is undeniable. (ความรักของพวกเขานั้นไม่อาจปฏิเสธได้)
Adoration (n)/ˌædəˈreɪʃən/การบูชา ความคลั่งรักShe gazed at him with pure adoration. (เธอมองเขาด้วยความรักอันบริสุทธิ์)
Cherish (v)/ˈʧɛrɪʃ/ทะนุถนอม,เก็บHe will always cherish their memories. (เขาจะเก็บความทรงจำเหล่านั้นไว้ในใจเสมอ)
Devotion (n)/dɪˈvəʊʃən/ความภักดีHer devotion to him was evident. (ความภักดีของเธอที่มีต่อเขานั้นเห็นได้ชัดอย่างดเจน)
Enchantment (n)/ɪnˈʧɑːntmənt/ความลุ่มหลงThe whole evening was full of enchantment. (ค่ำคืนนั้นเต็มไปด้วยความลุ่มหลง)
Tenderness (n)/ˈtɛndəns/ความอ่อนโยนHe showed his tenderness in the most caring way. (เขาแสดงความอ่อนโยนของเขาออกมาในแบบที่เอาใจใส่ที่สุด)
Lovebirds (n)/ˈlʌvˌbɜːdz/คู่รักThe two of them are absolute lovebirds. (พวกเขาเป็นคู่รักที่หลงใหลกันจริง ๆ)
Infatuation (n)/ɪnˌfætʃʊˈeɪʃən/ความหลงใหลHis infatuation with her grew stronger every day. (ความหลงใหลของเขาที่มีต่อเธอเพิ่มมากขึ้นทุกวัน)
Yearning (n)/ˈjɜːnɪŋ/โหยหาShe felt a deep yearning to be with him. (เธอรู้สึกโหยหาเขาอย่างสุดซึ้ง)
Lovesick (adj)/ˈlʌvsɪk/คลั่งรัก เป็นไข้ใจJack was feeling lovesick after they parted ways. (หลังจากที่พวกเขาแยกทางกัน แจ็คก็รู้สึกคิดถึงคนรักอย่างมาก)
คำศัพท์ เกี่ยว กับวันวาเลนไทน์ 

คำศัพท์เกี่ยวกับคำเรียกขานในความสัมพันธ์โรแมนติก

คําศัพท์การออกเสียงความหมายตัวอย่างประโยค
Baby (n)/ˈbeɪbi/เบบี๋Good night, baby. Sweet dreams! (ราตรีสวัสดิ์นะเบบี๋ ฝันดีนะ)
Darling (n)/ˈdɑːrlɪŋ/สุดที่รักI miss you, darling. (ฉันคิดถึงคุณเหลือเกินที่รัก)
Honey (n)/ˈhʌni/หวานใจ,ที่รักDon’t worry, honey. I’m here. (ไม่ต้องห่วงนะที่รัก ฉันอยู่ตรงนี้)
Kitty (n)/ˈkɪti/คิตตี้,แมวน้อยCome here, my little kitty. (มานี่สิ เจ้าแมวน้อยของฉัน)
My sweetheart (n)/maɪ ˈswiːthɑːrt/ที่รักของฉันYou will always be my sweetheart. (เธอจะเป็นที่รักของฉันเสมอ)
My boo (n)/maɪ buː/คนรักของฉันHappy Valentine’s Day, my boo! (สุขสันต์วันวาเลนไทน์นะ คนรักของฉัน!)
My man / My boy (n)/maɪ mæn/ – /maɪ bɔɪ/ผู้ชายของฉันHe’s my man and I’m proud of him. (เขาคือผู้ชายของฉัน และฉันภูมิใจในตัวเขา)
My woman / My girl (n)/maɪ ˈwʊmən/ – /maɪ gɜːrl/ผู้หญิงของฉันShe’s my girl and my everything. (เธอคือผู้หญิงของผม และทุกสิ่งทุกอย่างของผม)
คำศัพท์เกี่ยวกับคำเรียกขานในความสัมพันธ์โรแมนติก

ค้นหาความหมายและการใช้คำว่า เบ๊บ ภาษาอังกฤษ พร้อมตัวอย่างการใช้ในชีวิตประจำวัน

คำศัพท์เกี่ยวกับความรักในแต่ละช่วงเวลา

ช่วงเวลาแห่งความรักที่กำลังเบ่งบาน

คําศัพท์การออกเสียงความหมายตัวอย่างประโยค
Love at first sight (n)/lʌv æt fɜːrst saɪt/รักแรกพบIt was love at first sight when they met. (พวกเขาตกหลุมรักกันตั้งแต่แรกเห็น)
To fall for somebody (v)/tuː fɔːl fɔːr ˈsʌmbədi/ตกหลุมรักใครสักคนI started to fall for her after a few dates. (ฉันเริ่มหลงรักเธอหลังจากออกเดทกันไม่กี่ครั้ง)
A blind date (n)/ə blaɪnd deɪt/นัดบอด (การนัดพบกับคนที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน)She went on a blind date last weekend. (เธอไปออกเดทแบบนัดบอดเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา)
A flirt (n)/ə flɜːrt/คนที่ชอบจีบคนอื่นHe’s a flirt and loves attention. (เขาเป็นคนเจ้าชู้และชอบเรียกร้องความสนใจ)
Flirtatious (adj)/flɜːrˈteɪʃəs/เจ้าชู้She gave him a flirtatious smile. (เธอส่งยิ้มเจ้าชู้ให้เขา)
To flirt (with someone) (v)/tuː flɜːrt/จีบ ขอบจีบHe was flirting with her at the party. (เขาขอจีบเธอในงานปาร์ตี้)
Pick-up line (n)/ˈpɪk ʌp laɪn/มุกจีบสาว/หนุ่มHe tried a funny pick-up line on her. (เขาพยายามเล่นมุกจีบแบบตลก ๆ กับเธอ)
ช่วงเวลาแห่งความรักที่กำลังเบ่งบาน

ช่วงเวลาแห่งรักอันเร่าร้อน

คําศัพท์/วลีการออกเสียงความหมายตัวอย่างประโยค
To be smitten with somebody (v)/tuː bi ˈsmɪtn wɪð ˈsʌmbədi/หลงรักใครสักคนHe is smitten with her from the first date. (เขาหลงรักเธอตั้งแต่เดทแรก)
To adore (v)/əˈdɔːr/เอ็นดู ชื่นชอบShe truly adores her husband. (เธอเอ็นดูสามีของเธอมาก)
Love each other unconditionally (v)/lʌv iːtʃ ˈʌðər ˌʌnkənˈdɪʃənəli/รักกันอย่างไม่มีเงื่อนไขThey love each other unconditionally. (พวกเขารักกันอย่างไม่มีเงื่อนไข)
Love you with all my heart (phrase)/lʌv juː wɪð ɔːl maɪ hɑːrt/รักคุณสุดหัวใจI love you with all my heart. (ฉันรักเธอสุดหัวใจ)
Lovebirds (n)/ˈlʌvbɜːrdz/คู่รักEveryone can see they’re lovebirds. (ทุกคนเห็นได้ชัดว่าพวกเขาเป็นคู่รักกัน)
I can hear wedding bells (idiom)/aɪ kən hɪr ˈwedɪŋ belz/รู้สึกว่าจะมีงานแต่งThey’re so happy together—I can hear wedding bells! (พวกเขามีความสุขด้วยกันมาก รู้สึกว่าจะมีงานแต่งแล้ว!)
Make a commitment (v)/meɪk ə kəˈmɪtmənt/ให้คำมั่นสัญญาHe’s ready to make a commitment. (เขาพร้อมที่จะให้คำมั่นสัญญาแล้ว)
To take the plunge (idiom)/tuː teɪk ðə plʌndʒ/ตัดสินใจจะแต่งงานThey decided to take the plunge this year. (พวกเขาตัดสินใจที่จะแต่งงานในปีนี้)
Accept one’s proposal (v)/əkˈsept wʌnz prəˈpoʊzl/ตอบรับคำขอแต่งงานShe accepted his proposal with tears of joy. (เธอตอบรับคำขอแต่งงานของเขาด้วยน้ำตาแห่งความสุข)
To tie the knot (idiom)/tuː taɪ ðə nɑːt/แต่งงาน สมรสThey will tie the knot in June. (พวกเขาจะแต่งงานกันในเดือนมิถุนายน)
ช่วงเวลาแห่งรักอันเร่าร้อน

ช่วงเวลาความรักจางหายไป

คําศัพท์/วลีการออกเสียงความหมายตัวอย่างประโยค
Break-up lines (n)/ˈbreɪk ʌp laɪnz/ประโยคบอกเลิกความสัมพันธ์He prepared some break-up lines before talking to her. (เขาได้เตรียมคำพูดบอกเลิกไว้บ้างก่อนที่จะคุยกับเธอ)
Have an affair (with someone) (v)/hæv ən əˈfer/เป็นชู้He was accused of having an affair with a coworker. (เขาถูกกล่าวหาว่าเป็นชู้กับเพื่อนร่วมงาน)
Play away from home (idiom)/pleɪ əˈweɪ frəm hoʊm/มีความสัมพันธ์นอกใจHe played away from home and broke her trust. (เขามีความสัมพันธ์นอกใจและทำลายความไว้วางใจของเธอ)
To split up (with someone) (v)/tuː splɪt ʌp/เลิกรา (กับใครบางคน)They decided to split up after many arguments. (พวกเขาตัดสินใจเลิกกันหลังจากทะเลาะกันมาหลายครั้ง)
Have a domestic / Have blazing rows (v)/hæv ə dəˈmestɪk/ – /ˈbleɪzɪŋ raʊz/ทะเลาะกัน / มีปากเสียงกันอย่างรุนแรงThey had a blazing row last night. (พวกเขาทะเลาะกันอย่างรุนแรงเมื่อคืนนี้)
Cheat on someone (v)/tʃiːt ɑːn ˈsʌmwʌn/นอกใจใครบางคนShe broke up with him after he cheated on her. (เธอบอกเลิกกับเขาหลังจากที่เขาไปนอกใจเธอ)
ช่วงเวลาความรักจางหายไป

>>> อ่านเพิ่มเติม:

สำนวนภาษาอังกฤษเกี่ยวกับความรักในวันวาเลนไทน์

สำนวนภาษาอังกฤษเกี่ยวกับความรักในวันวาเลนไทน์

เรียนรู้และทำความเข้าใจสำนวนภาษาอังกฤษที่ใช้บ่อย เพื่อสื่อสารได้อย่างเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น

สุขสันต์ วาเลนไทน์ ภาษาอังกฤษ

หลังจากเรียนคําศัพท์วันวาเลนไทน์และสำนวนภาษาอังกฤษเกี่ยวกับวันวาเลนไทน์แล้ว มาดูประโยคบอก สุขสันต์ วาเลนไทน์ ภาษาอังกฤษ ที่คุณสามารถส่งให้ “คนพิเศษ” ของคุณในวันพิเศษนี้กันนะ!

สุขสันต์ วาเลนไทน์ ภาษาอังกฤษ

ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคปชั่น Happy valentine’s day หวานๆ เพื่อส่งให้คนรักของคุณ

เรียนรู้และจดจำคําศัพท์ วันวาเลนไทน์ ภาษาอังกฤษ เพื่อช่วยให้คุณสื่อสาร ส่งคำอวยพร และบอกรักเป็นภาษาอังกฤษได้อย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากคํา ศัพท์วันวาเลนไทน์ ภาษาอังกฤษ พร้อม คํา อ่านแล้ว คุณยังสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับดอกไม้วันวาเลนไทน์ คำอวยพร คำศัพท์เกี่ยวกับวันวาเลนไทน์ และประวัติความเป็นมากับ ELSA Speak เพื่อให้เข้าใจความหมายของวันพิเศษนี้ได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

คุณกำลังสงสัยว่า whether คืออะไรและมีวิธีการใช้ whether อย่างไรอยู่ใช่ไหม? บทความนี้จะรวบรวมความรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับโครงสร้าง whether (รวมถึง whether or และ whether or not) ไว้อย่างครบถ้วน ในขณะเดียวกัน ELSA Speak จะช่วยคุณในการแยกความแตกต่างระหว่าง whether และ if  อย่างละเอียดที่สุด เพื่อป้องกันความสับสนในการใช้งาน whether

Whether คืออะไร?

Whether คือคำสันธาน (Conjunction) ในภาษาอังกฤษ มีความหมายว่า “ว่า…หรือไม่”, “ไม่ว่า…ก็ตาม” หรือ “หรือไม่ว่า” คำนี้ใช้เพื่อแสดงถึงความสงสัย ความไม่แน่นอน หรือเพื่อนำเสนอสองทางเลือกหรือความเป็นไปได้ในประโยคคำถามทางอ้อม หรือประโยครายงาน โดยปกติแล้ว Whether มักใช้ควบคู่กับ or หรือ or not เพื่อระบุทางเลือกเหล่านั้นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ตัวอย่าง:

Whether คืออะไร?

>>> อ่านเพิ่มเติม:

  • Subordinating Conjunctions ในภาษาอังกฤษ กลุ่มคำที่พบบ่อยพร้อมแบบฝึกหัด
  • Correlative conjunction คืออะไร? 10 คำสันธาน ภาษาอังกฤษทั่วไป

โครงสร้างและการใช้ Whether อย่างละเอียด

ด้านล่างนี้คือโครงสร้าง whether ที่พบบ่อยที่สุด ซึ่งได้รับการวิเคราะห์อย่างละเอียดพร้อมสูตรและตัวอย่างที่ชัดเจน เพื่อให้คุณสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างง่ายดาย

Whether ในประโยคคำถามทางอ้อม (นามานุประโยค)

นี่คือวิธีการใช้งานที่พบบ่อยที่สุด โดย whether จะใช้ในการรายงานคำถามแบบ Yes/No หรือคำถามเชิงเลือก ซึ่งทำหน้าที่เป็น นามานุประโยค (Noun Clause) ในประโยค

สูตร:

Subject (S) + Verb (V) + whether + S + V

ตัวอย่าง:

Whether ในประโยคคำถามทางอ้อม (นามานุประโยค)

โครงสร้าง Whether Or

เมื่อประโยคมีประธานเดียวกัน: โครงสร้างนี้ใช้เพื่อแสดงทางเลือกระหว่างความเป็นไปได้ทั้งสองอย่างหรือมากกว่านั้น โดยรูปแบบการเขียนจะแตกต่างกันไปตามลักษณะของประธาน

เมื่อประโยคย่อยมีประธานตัวเดียวกัน เราสามารถลดรูปโดยใช้โครงสร้าง whether + to V ได้

สูตร:

S + V + whether + to V + or + (to) V

ตัวอย่าง:

เมื่อประธานต่างกัน: เมื่อประโยคย่อยมีประธานคนละตัวกัน จำเป็นต้องใช้ประโยคเต็ม (Full Clause) ตามหลัง whether และ or

สูตร:

S + V + whether + S + V + or + S + V

ตัวอย่าง:

โครงสร้าง Whether Or

โครงสร้าง Whether Or Not

โครงสร้าง 1: Whether or not วางติดกัน

สูตร:

… whether or not + S + V …

ตัวอย่าง: I have to finish the report whether or not I feel tired. (ฉันต้องทำรายงานให้เสร็จ ไม่ว่าฉันจะรู้สึกเหนื่อยหรือไม่ก็ตาม)

โครงสร้าง 2: Or not วางท้ายประโยค

… whether + S + V + or not

ตัวอย่าง: Please tell me whether you can attend the meeting or not. (โปรดแจ้งให้ฉันทราบว่าคุณสามารถเข้าร่วมการประชุมได้หรือไม่)

โครงสร้าง Whether Or Not

Whether ตามด้วยคำกริยา Infinitive with “to” (to V)

Whether สามารถตามหลังโดยตรงด้วยวลีกริยาในรูป Infinitive (to V) ได้ ซึ่งมักจะใช้ตามหลังคำกริยาที่แสดงถึง ความคิดหรือการตัดสินใจ

สูตร:

S + V + whether + to V

ตัวอย่าง:

Whether ตามด้วยคำกริยา Infinitive with "to" (to V)

คำกริยาและคำคุณศัพท์ที่มักใช้ร่วมกับ whether

คำศัพท์บางคำมักปรากฏร่วมกับ whether อยู่เป็นประจำจนกลายเป็นกลุ่มคำที่ใช้คู่กัน

การเข้าใจโครงสร้างข้างต้นอย่างถ่องแท้เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณใช้ whether ได้อย่างยืดหยุ่นและเป็นธรรมชาติ ส่วนต่อไปจะเป็นส่วนสำคัญ: การแยกความแตกต่างระหว่าง whether และ if

คำกริยาและคำคุณศัพท์ที่มักใช้ร่วมกับ whether

เข้าใจ Either or neither nor แบบง่าย ๆ ใช้ได้จริงทันที

การแยกความแตกต่างระหว่าง whether และ if

นี่คือกับดักทางไวยากรณ์ที่สร้างความสับสนได้ง่ายที่สุด แม้ว่าทั้งคู่จะสามารถแปลว่า “ว่า…หรือไม่” ได้เหมือนกัน แต่ whether และ if ไม่ได้สามารถใช้แทนกันได้เสมอไป

กรณีที่สามารถใช้แทนกันได้

เมื่อทำหน้าที่นำหน้า นามานุประโยคที่เป็นกรรมในประโยคคำถามทางอ้อม ตามหลังคำกริยา เช่น ask, know, wonder, see, tell คุณสามารถเลือกใช้ได้ทั้ง whether หรือ if

ตัวอย่าง:

หมายเหตุ: ในภาษาที่เป็นทางการหรือในงานเขียนเชิงวิชาการ whether มักจะได้รับความนิยมและถูกเลือกใช้มากกว่า if

การแยกความแตกต่างระหว่าง whether และ if

กรณีที่ต้องใช้ Whether เท่านั้น

แม้ว่า whether และ if มักจะมีความหมายที่คล้ายคลึงกัน แต่ในภาษาอังกฤษมีกฎเกณฑ์ทางไวยากรณ์บางประการที่บังคับให้คุณต้องใช้ whether เท่านั้น

ด้านล่างนี้คือกรณีพิเศษ หากคุณใช้ if จะถือว่าผิดหลักไวยากรณ์ โปรดอ้างอิงจากตารางสรุปต่อไปนี้เพื่อให้ใช้งานได้อย่างถูกต้องที่สุด:

กรณีการใช้งานถูกผิด
ตามหลังบุพบท about, of, on, in…We had a discussion about whether to expand. (เราได้หารือกันว่าควรจะขยายกิจการดีหรือไม่)We had a discussion about if to expand.
วางไว้ต้นประโยคWhether we succeed depends on many factors. (การที่เราจะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย)If we succeed depends on many factors.
ใช้ร่วมกับกริยา infinitive (whether + to V)She didn’t know whether to stay or leave. (เธอไม่รู้ว่าควรจะอยู่ต่อหรือไปดี)She didn’t know if to stay or leave.
ใช้ควบคู่กับ or not โดยตรง (whether or not)I’ll do it whether or not you help me. (ฉันจะทำมัน ไม่ว่าคุณจะช่วยฉันหรือไม่ก็ตาม)I’ll do it if or not you help me.
การแจกแจงทางเลือกด้วย orTell me whether you want coffee, tea, or juice. (บอกฉันหน่อยว่าคุณต้องการกาแฟ ชา หรือน้ำผลไม้)Tell me if you want coffee, tea, or juice.
กรณีที่ต้องใช้ Whether เท่านั้น

กรณีที่ต้องใช้ If เท่านั้น

ใช้ในประโยคเงื่อนไข (Conditional Sentences) เพื่อแสดงถึงการสมมติหรือสถานการณ์ที่เป็นเงื่อนไข 

ตัวอย่าง:

กรณีที่ต้องใช้ If เท่านั้น

แบบฝึกหัดทบทวน

จงเติม whether หรือ if ลงในช่องว่างให้ถูกต้อง:

  1. I’m not sure ______ I can finish this on time.
  2. ______ you pass the exam depends on your effort.
  3. We talked about ______ we should invest in stocks.
  4. She asked me ______ I had seen her keys.
  5. ______ it rains, the event will be moved indoors.
  6. He can’t decide ______ to buy the house.
  7. Let me know ______ you can come ______ not.
  8. I wonder ______ he was telling the truth.
1. whether/if2. Whether3. whether4. where/if
5. If6. whether7. whether…or7. whether…or

ELSA Premium 1 year

8,497 บาท ->2,530 บาท

ELSA Premium Lifetime

9,999 บาท ->5,899 บาท

ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Conjunction อื่น ๆ:

  • แยกความแตกต่างการใช้ระหว่าง Despite/ In spite of/ Although แปลว่า/ Though/ Even though
  • วิธีใช้ Because, Because of และ So
  • Before มีความหมายว่าอะไร? โครงสร้าง วิธีการใช้และแบบฝึกหัด
  • Not only but also: วิธีใช้ ตัวอย่าง และแบบฝึกหัดพร้อมเฉลยอย่างละเอียด

หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจโครงสร้าง whether, วิธีการใช้ whether และการแยกความแตกต่างระหว่าง whether และ if ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ขอให้คุณฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอกับ ELSA Speak เพื่อให้นำไปใช้งานได้อย่างเป็นธรรมชาติและแม่นยำที่สุดนะ

การสอบ IELTS เป็นการวัดความสามารถทางภาษาที่เป็นที่ยอมรับและมีชื่อเสียงระดับโลกสำหรับการศึกษาต่อและการย้ายถิ่นฐาน ส่วนทักษะ IELTS Writing มักถูกมองว่าเป็นส่วนที่ท้าทายมาก โดยผู้เข้าสอบไม่เพียงแต่ต้องมีคำศัพท์ที่หลากหลายเท่านั้น แต่ยังต้องมีทักษะการคิดเชิงตรรกะและไวยากรณ์ที่แข็งแกร่งด้วย เพื่อให้ได้คะแนนตามเป้าหมาย ผู้เรียนจำเป็นต้องพัฒนากลยุทธ์การเรียนอย่างเป็นระบบและสำรวจวิธีการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพกับ ELSA Speak ดังรายละเอียดด้านล่างนี้

ภาพรวมโครงสร้างของข้อสอบ IELTS Writing

IELTS Writing เป็นหนึ่งในสี่ทักษะหลักของการสอบ IELTS ซึ่งเป็นการวัดทักษะการเขียนภาษาอังกฤษเชิงวิชาการและมีประสิทธิภาพได้อย่างแม่นยำ

โครงสร้างของข้อสอบ IELTS Writing ประกอบด้วยสองส่วนแยกกัน คือ Task 1 และ Task 2 ซึ่งทำต่อเนื่องกันภายในเวลาทั้งหมด 60 นาที ผลลัพธ์ของทักษะนี้คิดเป็น 25% ของคะแนน IELTS (Overall) โดยรวมของผู้สอบ

จุดประสงค์หลักของการสอบส่วนนี้ไม่ใช่เพียงแค่ทดสอบคำศัพท์หรือไวยากรณ์เท่านั้นแต่เป็นการประเมินความสามารถในการคิดเชิงตรรกะ ทักษะการวิเคราะห์และการสังเคราะห์ และความสามารถในการนำเสนอมุมมองส่วนตัวอย่างชัดเจนและโน้มน้าวใจ เพื่อตอบสนองความต้องการทางวิชาการหรือสถานการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริง

ข้อกำหนดพื้นฐานสำหรับ Task 1

นี่คือรอบวอร์มอัพซึ่งผู้สมัครจะต้องแสดงความสามารถในการสังเกต สังเคราะห์ข้อมูล หรือแก้ปัญหาโจทย์สั้น ๆ ภายในเวลาประมาณ 20 นาที ผู้สมัครต้องเขียนเรียงความสั้น ๆ อย่างน้อย 150 คำ

เนื้อหาของคำถามจะแตกต่างกันไปตามรูปแบบการสอบ สำหรับรูปแบบการสอบแบบวิชาการ (Academic) คำถามมักจะให้แผนภูมิ ตารางข้อมูล หรือแผนที่มา และผู้เข้าสอบจะต้องสรุปและเปรียบเทียบข้อมูลหลักอย่างเป็นกลาง

ในทางกลับกัน การสอบวัดระดับภาษาอังกฤษทั่วไป (General Training) กำหนดให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมเขียนจดหมาย (แบบทางการ กึ่งทางการ หรือไม่เป็นทางการ) เพื่อกล่าวถึงสถานการณ์เฉพาะในชีวิตส่วนตัวหรือชีวิตการทำงานของตนเอง

ข้อกำหนดพื้นฐานสำหรับ Task 1

ข้อกำหนดสำหรับ Task 2 อย่างละเอียด

ส่วนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากมีคะแนนมากกว่า Task 1 ถึงสองเท่า และต้องใช้ทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างเฉียบคมเพื่อปกป้องมุมมองของตันเอง ผู้เข้าสอบควรจัดสรรเวลาประมาณ 40 นาทีสำหรับส่วนนี้เพื่อเขียนเรียงความวิเคราะห์สังคมอย่างน้อย 250 คำ

ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบวิชาการหรือรูปแบบทั่วไป Task 2 มักจะมีโครงสร้างที่คล้ายคลึงกัน โดยกำหนดให้ผู้เข้าสอบอภิปรายประเด็นทางสังคม แสดงความคิดเห็นที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย หรือวิเคราะห์สาเหตุและแนวทางแก้ไขของปรากฏการณ์เฉพาะนั้น ๆ

ข้อกำหนดสำหรับ Task 2 อย่างละเอียด

>>> อ่านเพิ่มเติม:

  • IELTS SCORE – วิธีคำนวณคะแนนและเกณฑ์การให้คะแนนทั้ง 4 ทักษะ
  • [รวบรวม] 5,000 + คำศัพท์ IELTS ตามหัวข้อที่พบบ่อยที่สุด

เกณฑ์การให้คะแนนหลักสำหรับการทดสอบการเขียน

เพื่อให้ได้ IELTS score ตามที่ต้องการ ผู้เข้าสอบต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงเกณฑ์มาตรฐานทั้งสี่ประการที่ผู้ตรวจใช้ในการประเมินคุณภาพของเรียงความ IELTS Writing อย่างยุติธรรม

กรรมการจะไม่ให้คะแนนตามความรู้สึกส่วนตัว แต่จะพิจารณาจากเกณฑ์ที่กำหนดไว้โดยเฉพาะ ซึ่งแต่ละเกณฑ์คิดเป็น 25% ของคะแนนรวมทั้งหมด การเข้าใจปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้ผู้เข้าสอบปรับปรุงผลงานของตนเองและหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดที่ไม่พึงประสงค์ได้

ด้านล่างนี้คือรายละเอียดของเกณฑ์การให้คะแนน:

เกณฑ์เนื้อหาประเมินข้อกำหนดในการได้คะแนนสูง
Task Achievement / Response (ทำตามข้อกำหนดการสอบให้ครบถ้วน)ประเมินว่าคำตอบตรงตามข้อกำหนดของคำถามมากน้อยเพียงใดผู้สมัครต้องวิเคราะห์คำถามอย่างรอบคอบ ตอบอย่างตรงไปตรงมาและกระชับ อยู่ในประเด็น และพัฒนาความคิดของตนเองอย่างครบถ้วนด้วยหลักฐานที่น่าเชื่อถือ
Coherence and Cohesion (ความสอดคล้องและเชื่อมโยงกัน)ประเมินการเรียงลำดับความคิดอย่างมีเหตุผลและความสามารถในการเชื่อมโยงประโยคและย่อหน้าเข้าด้วยกันเรียงความต้องมีโครงสร้างที่ชัดเจน โดยใช้คำเชื่อมอย่างยืดหยุ่นเพื่อสร้างความลื่นไหลและช่วยให้ผู้อ่านติดตามลำดับความคิดได้ง่าย
Lexical Resource (คลังคําศัพท์)ประเมินความหลากหลายและความถูกต้องของการใช้คำศัพท์ผู้เขียนควรใช้คำศัพท์ที่หลากหลายเหมาะสมกับบริบท ผสมผสานวลีที่ใช้กันทั่วไป (collocations) และหลีกเลี่ยงการซ้ำคํา
Grammatical Range and Accuracy (ขอบเขตและความถูกต้องทางไวยากรณ์)ประเมินความสามารถในการใช้โครงสร้างทางไวยากรณ์ตั้งแต่ระดับง่ายไปจนถึงระดับซับซ้อนและอัตราการเกิดข้อผิดพลาดผู้สมัครต้องสามารถผสมผสานประโยคง่าย ประโยคซับซ้อน และประโยคผสมได้อย่างชำนาญ และลดข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์ขั้นพื้นฐานให้น้อยที่สุด
เกณฑ์การให้คะแนนหลักสำหรับการทดสอบการเขียน

ประเภทข้อสอบที่พบบ่อยเมื่อฝึก IELTS Writing practice

การระบุประเภทของคำถามแต่ละประเภทในข้อสอบ IELTS Writing ได้อย่างถูกต้อง จะช่วยให้ผู้เข้าสอบสามารถปรับความคิดและเลือกใช้โครงสร้างเรียงความที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละกรณีได้ทันทีเมื่ออ่านโจทย์การเขียน writing IELTS

ในระหว่างการเตรียมตัว คุณจะได้พบกับคำถามหลากหลายประเภท การเตรียมตัวอย่างละเอียดสำหรับแต่ละประเภทจะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงการถูกจับได้โดยไม่ทันตั้งตัวในระหว่างการสอบ

ประเภทข้อสอบที่พบบ่อยเมื่อฝึก IELTS Writing practice

กลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพสำหรับการฝึก IELTS Writing practice ที่บ้าน

กระบวนการทบทวนต้องอาศัยความอดทนควบคู่ไปกับวิธีการเรียนรู้ที่ชาญฉลาด เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนอย่างต่อเนื่องและก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ

ผู้เรียนหลายคนมักรู้สึกติดขัด ไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน ซึ่งด้านล่างนี้คือกลยุทธ์เฉพาะที่จะช่วยให้คุณพัฒนาทักษะ IELTS Writing practice ได้ทุกวัน:

กลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพสำหรับการฝึก IELTS Writing practice ที่บ้าน

ข้อควรรู้เมื่อเขียน IELTS Writing Task 1 และ Task 2

การจะพิชิตการสอบ IELTS Writing นั้น การเชี่ยวชาญทฤษฎีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ จากประสบการณ์จริง นี่คือกฎทองที่ผู้เข้าสอบควรจดจำเพื่อเพิ่มคะแนนและหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดที่ไม่ควรเกิด:

ตัวอย่างเรียง IELTS Writing ที่พบบ่อย

การระบุประเภทของเรียงความแต่ละประเภทอย่างแม่นยำเป็นขั้นตอนแรกและสำคัญที่สุดในการสร้างโครงร่าง (outline) เรียงความที่มีเหตุผล การเข้าใจลักษณะเฉพาะของแต่ละประเภทจะช่วยให้ผู้เข้าสอบหลีกเลี่ยงการออกนอกประเด็นและใช้เวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้านล่างนี้คือการจำแนกประเภทของเรียงความตัวอย่างโดยละเอียดที่คุณควรให้ความสนใจ:

IELTS Writing samples เฉพาะใน Task 1 (Academic)

ในส่วนของการสอบด้านวิชาการ ผู้เข้าสอบจะได้รับข้อมูลภาพและถูกขอให้เขียนรายงานสรุปอย่างน้อย 150 คำ ด้านล่างนี้คือรายงาน 7 ประเภทที่พบบ่อยที่สุด พร้อมลักษณะเฉพาะของแต่ละประเภท:

ตัวอย่างเรียงความเฉพาะสำหรับ Task 2 (การวิเคราะห์สังคม)

Task 2 ให้ผู้เข้าสอบเขียนเรียงความประมาณ 250 คำ เกี่ยวกับประเด็นทางสังคม เพื่อให้ได้คะแนนสูง คุณต้องแยกแยะความแตกต่างระหว่างคำถามหลักห้าประเภทต่อไปนี้ได้อย่างชัดเจน:

วิธีใช้ประโยชน์จาก IELTS Writing samples เพื่อเพิ่มคะแนนของคุณให้ได้มากที่สุด

การศึกษาตัวอย่างเรียงความที่ได้คะแนนสูงเป็นวิธีการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ หากผู้เรียนรู้วิธีวิเคราะห์และคัดกรองความรู้ แทนที่จะคัดลอกโดยไม่คิดไตร่ตรอง

IELTS Writing samples คุณภาพสูงเป็นแหล่งข้อมูลที่มีค่า อย่างไรก็ตาม จุดประสงค์ของการอ่านตัวอย่างเรียงความไม่ใช่การท่องจำ แต่เพื่อเรียนรู้กระบวนการคิดและแนวทางการเขียนของผู้เขียน

เมื่ออ่านตัวอย่างเรียงความระดับ 9.0 ให้สังเกตวิธีการที่ผู้เขียนแนะนำหัวข้อ วิธีการใช้คำเชื่อมเพื่อเปลี่ยนย่อหน้า และวิธีการยกตัวอย่างเพื่อสนับสนุนข้อโต้แย้ง จงจดบันทึกคำที่มักใช้ร่วมกันและโครงสร้างประโยคที่มีประสิทธิภาพเพื่อนำไปใช้ในการเขียนของคุณเอง การนำความรู้จากตัวอย่างเรียงความมาปรับใช้จะทำให้การเขียนของคุณเป็นธรรมชาติและน่าเชื่อถือมากขึ้น

วิธีใช้ประโยชน์จาก IELTS Writing samples เพื่อเพิ่มคะแนนของคุณให้ได้มากที่สุด

โดยสรุปแล้ว เพื่อให้ได้คะแนนสูงในการสอบการเขียน IELTS Writing ผู้เรียนจำเป็นต้องผสมผสานการเรียนรู้โครงสร้างของการสอบ การเข้าใจเกณฑ์การให้คะแนน และการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอเข้าด้วยกันอย่างลงตัว เริ่มต้นเส้นทางสู่การพิชิตภาษาอังกฤษและเพิ่มคะแนนของคุณให้สูงสุดได้แล้ววันนี้ ด้วยการสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งจาก ELSA Speak และแผนการที่มุ่งมั่น!

IELTS Writing Task 1 เป็นข้อสอบที่ประเมินความสามารถในการอธิบาย วิเคราะห์ และเปรียบเทียบข้อมูล – เป็นปัจจัยสำคัญในการทำคะแนนให้สูง เพื่อพิชิตข้อนี้คุณจำเป็นต้องเข้าใจประเภทข้อสอบ IELTS Task 1 อย่างชัดเจน การจัดลำดับความคิดอย่างเป็นระบบ และการใช้ภาษาเชิงวิชาการอย่างแม่นยำ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจแต่ละรูปแบบของคำถาม พร้อมตัวอย่างคำตอบในบทความ IELTS Task 1 กลยุทธ์การทำข้อสอบที่มีประสิทธิภาพ และแบบฝึกหัดของ IELTS Task 1

ภาพรวมเกี่ยวกับ IELTS Writing 

ภาพรวมเกี่ยวกับ IELTS Writing 

ประเภทของบทความ IELTS Writing Task 1 และกลยุทธ์ในการเขียน

กราฟเส้น (Line graph)

กราฟเส้นใช้สำหรับแสดงข้อมูลที่รวบรวมได้ หรือการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยในช่วงเวลาที่กำหนด ข้อมูลทั้งหมดจะเชื่อมต่อกันด้วยเส้น กราฟเส้นประกอบด้วยแกน x และแกน y

ในบรรดาแผนภูมิประเภทต่างๆ ที่ใช้ในการเขียน IELTS Writing Task 1 กราฟเส้นเป็นหนึ่งในกราฟที่ง่ายที่สุดในการอธิบายการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้ม ผู้สอบต้องเขียนย่อหน้าอธิบายข้อมูลที่แสดงในกราฟแต่ห้ามแสดงความคิดเห็นส่วนตัว

ในระหว่างการทำข้อสอบต้องสังเกต: ใช้แกน x และแกน y ของกราฟเพื่อทำความเข้าใจข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับหน่วยและเวลา กำหนดจำนวนเส้นที่แสดงในกราฟ สังเกตจุดเริ่มต้น จุดสิ้นสุด การเพิ่มขึ้นและการลดลงของเส้น และทำการเปรียบเทียบอย่างละเอียด

กราฟเส้น (Line graph)

ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ Speaking IELTS เพื่อทำความเข้าใจรูปแบบคำถามและเตรียมตัวตอบอย่างมั่นใจตั้งแต่เริ่มต้น

กราฟแท่ง (Bar chart)

กราฟแท่ง – Bar Chart เป็นกราฟประเภทหนึ่งที่มีแท่งสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีความยาวแตกต่างกัน ซึ่งแสดงค่าต่างๆ กัน แท่งอาจแสดงในแนวตั้งหรือแนวนอนก็ได้ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของกราฟ อย่างไรก็ตาม วิธีการเขียนและวิเคราะห์ข้อมูลยังคงไม่เปลี่ยนแปลง 

กราฟแท่งส่วนใหญ่ใช้เพื่อเปรียบเทียบและแสดงความแตกต่างของข้อมูล ปัจจัย หรือแนวโน้มในช่วงเวลาต่างๆ ความซับซ้อนของกราฟขึ้นอยู่กับจำนวนแท่งและค่าที่แนบมากับแท่งเหล่านั้น

ข้อควรสังเกตเมื่อวิเคราะห์กราฟแท่ง- Bar Chart:

กราฟแท่ง (Bar chart)

แผนภูมิวงกลม (Pie chart)

แผนภูมิวงกลมมักใช้เพื่อแสดงข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ณ จุดเวลาต่างๆ หรือพร้อมกัน ในแง่ของรูปแบบ แผนภูมิวงกลมมักแบ่งออกเป็นส่วนย่อยๆ ด้วยสีหรือสัญลักษณ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่กำลังวิเคราะห์

โดยทั่วไปแล้ว แผนภูมิวงกลมมักมีคำอธิบายประกอบที่มุมเพื่ออธิบายแต่ละองค์ประกอบให้ชัดเจน เมื่อวิเคราะห์แผนภูมิวงกลม (Pie Chart) คุณต้องเปรียบเทียบและเน้นความแตกต่างระหว่างแผนภูมิ เปรียบเทียบองค์ประกอบต่างๆ ว่าอันไหนใหญ่ที่สุด อันไหนเล็กที่สุด และความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบเหล่านั้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในแผนภูมิ

ข้อควรสังเกตเมื่อวิเคราะห์แผนภูมิวงกลม – Pie Chart:

แผนภูมิวงกลม (Pie chart)

ตารางข้อมูล (Table)

เช่นเดียวกับ Bar Chart ตารางข้อมูลแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ ตารางที่แสดงการเปลี่ยนแปลงตามเวลา และตารางที่ไม่แสดงการเปลี่ยนแปลงตามเวลา อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับแผนภูมิประเภทอื่น ข้อมูลในตารางมักค่อนข้างซับซ้อนและต้องใช้ความอดทนและสมาธิสูงจากผู้ทำข้อสอบในการติดตามแนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงไป

ข้อควรสังเกตเมื่อวิเคราะห์ตารางข้อมูล:

ตารางข้อมูล (Table)

แผนภูมิกระบวนการ (Process)

ไม่เหมือนกับแผนภูมิประเภทอื่นๆ ในการเขียน IELTS Writing Task 1 แผนภูมิกระบวนการไม่มีข้อมูล แผนภูมิประเภทนี้แสดงให้เห็นถึงกระบวนการผลิต การสร้าง หรือการพัฒนาของวัตถุเฉพาะ

เนื่องจากแผนภูมิประเภทนี้ไม่มีข้อมูล คุณจึงเพียงแค่ต้องรวบรวมข้อมูลที่มีอยู่และพัฒนาให้เป็นเรียงความที่สมบูรณ์ แผนภูมิกระบวนการมี 2 รูปแบบที่พบได้ทั่วไป ได้แก่ แผนภูมิที่อธิบายกระบวนการทางธรรมชาติ และแผนภูมิที่อธิบายกระบวนการที่มนุษย์สร้างขึ้น เรียงความทั้ง 2 ประเภทใช้ไวยากรณ์ โครงสร้างประโยค และคำศัพท์ที่คล้ายคลึงกัน

บทความประเภทนี้อธิบายถึงกระบวนการเจริญเติบโตตามธรรมชาติโดยปราศจากการแทรกแซงของมนุษย์ ตัวอย่างเช่น วงจรชีวิตของปลา การเจริญเติบโตของพืช หรือวัฏจักรของน้ำ เนื่องจากลักษณะของแผนภาพนี้ ทุกขั้นตอนควรได้รับการอธิบายโดยใช้ภาษาที่แสดงการกระทำ

แผนภูมิ Natural Process

ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ IELTS Score เพื่อทำความเข้าใจระบบคะแนนและการประเมินผลอย่างถูกต้อง

ภาพและข้อมูลในแผนภาพกระบวนการนี้แสดงถึงกระบวนการที่มนุษย์สร้างขึ้น ไม่ใช่กระบวนการทางธรรมชาติ ซึ่งต้องอาศัยการแทรกแซงและผลกระทบจากมนุษย์ ตัวอย่างเช่น การผลิตอาหารกระป๋องหรือการแปลงพลังงานไฟฟ้า ขั้นตอนของกระบวนการนี้แสดงโดยใช้ภาษาที่เน้นการถูกกระทำ

Man-made Process chart

แผนที่ (Map)

วิธีการเขียนบทความ Writing IELTS Task 1 – Map เน้นการอธิบายพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่อยู่อาศัย สถานที่ หรือสถานที่เฉพาะเจาะจงในช่วงเวลาที่กำหนด โดยทั่วไป ความถี่ที่จะออกประเภท Map นี้จะน้อยกว่าประเภทอื่น แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณสามารถละเลยมันได้

โดยทั่วไปแล้วข้อสอบแบบ Map มี 2 ประเภท:

แผนที่ (Map)

เรียนรู้การบอกทาง ภาษาอังกฤษ เพื่อสื่อสารทิศทางและสถานที่ได้อย่างถูกต้องและมั่นใจในชีวิตประจำวัน

กราฟผสม (Multiple chart)

กราฟผสม Mixed Charts ใน IELTS Writing Task 1 คือแผนภูมิที่รวมข้อมูลจากกราฟ 2 ประเภทแตกต่างกัน เพื่อทำข้อสอบแบบนี้ให้เสร็จสมบูรณ์ คุณต้องให้ข้อมูลเปรียบเทียบ อธิบายความเหมือนและความแตกต่างระหว่างข้อมูล และอย่าลืมเน้นความสัมพันธ์ระหว่างแผนภูมิทั้งสอง

โดยทั่วไปกราฟผสมจะแสดงแผนภูมิ 2 ประเภทขึ้นไป เช่น:

กราฟผสม (Multiple chart)

เกณฑ์การให้คะแนนบทความ IELTS Writing Task 1

Task Response – การตอบโจทย์ (25%)

เกณฑ์นี้จะประเมินว่าบทความที่คุณเขียนตอบโจทย์ตรงประเด็นและสอดคล้องกับเนื้อหาหรือไม่ ใน Task 1 คุณต้องตอบคำถามทั่วไปที่ระบุไว้ และให้หลักฐานและข้อโต้แย้งที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ นี่จะเป็นเกณฑ์ที่จะช่วยให้ผู้ตรวจประเมินความรู้โดยรวมและกระบวนการคิดของคุณ

Coherence and cohesion – ความเชื่อมโยงและความเป็นเหตุเป็นผล (25%)

ความสอดคล้องจะทำให้การเขียนเข้าใจง่ายขึ้น ก็เป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินเช่นกัน Coherence หมายถึงการจัดระเบียบและการเรียงลำดับข้อมูล ในขณะที่ cohesion หมายถึงความสัมพันธ์ภายในงานเขียน ในส่วนการเขียน IELTS Writing ผู้ตรวจข้อสอบให้ความสนใจอย่างมากกับความสอดคล้อง ความเชื่อมโยง และความสัมพันธ์ของความคิดระหว่างย่อหน้าต่างๆ

Lexical resource – คลังคำศัพท์ (25%)

Lexical resource เป็นเกณฑ์หนึ่งในการประเมินความสามารถในการใช้คำศัพท์และคลังคำที่หลากหลายในบทความ เกณฑ์นี้ประเมินจากหลายปัจจัย ได้แก่:

Grammatical range and accuracy – โครงสร้างและความถูกต้องทางไวยากรณ์ (25%)

Grammatical Range: นี่คือความสามารถในการใช้โครงสร้างทางไวยากรณ์ได้อย่างยืดหยุ่น ผู้ตรวจข้อสอบไม่เพียงแต่ประเมินโครงสร้างทางไวยากรณ์ที่หลากหลายเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับโครงสร้างที่ซับซ้อนและประโยคสลับตำแหน่งด้วย Grammatical Accuracy: นี่เป็นเกณฑ์ในการประเมินความถูกต้องของโครงสร้างทางไวยากรณ์ ผู้ตรวจจะประเมินข้อผิดพลาดที่คุณทำและความรุนแรงของข้อผิดพลาดเหล่านั้น

เกณฑ์การให้คะแนนบทความ IELTS Writing Task 1

วิธีเขียน Writing Task 1 อย่างละเอียด

ก่อนเริ่มทำข้อสอบคุณควรพิจารณาประเด็นต่อไปนี้:

วิธีเขียน Writing Task 1 อย่างละเอียด

การเขียน Introduction

สำหรับส่วนบทนำ คุณควรระบุข้อมูลที่ให้มาในโจทย์ คุณต้องเขียนเพียง 1-2 ประโยคเพื่อนำเสนอเนื้อหาของแผนภูมิและจุดเวลาสำคัญที่ควรทราบ เพื่อให้ Introduction สื่อถึงเนื้อหาของ Task 1 ได้อย่างสมบูรณ์ คุณสามารถ Paraphrase เนื้อหาจากโจทย์ใหม่ได้ คุณสามารถใช้วิธีต่อไปนี้ในการเขียน Introduction:

>> ดูเพิ่มเติม: Topic sentence คืออะไร? โครงสร้างที่พบบ่อยในข้อสอบ IELTS

การเขียน Introduction

การเขียน Overview

สำหรับการเขียน IELTS Writing Task 1 คุณไม่จำเป็นต้องเขียนบทสรุป แต่คุณต้องเขียน Overview แทน ภาพรวม (Overview) ใช้สรุปประเด็นสำคัญทั้งหมดให้กระชับยิ่งขึ้น ให้แสดงพารามิเตอร์/ข้อมูลในตารางโดยย่อ

แม้ว่าบทสรุปจะอยู่ตอนท้ายของเรียงความเสมอ แต่ overview สามารถอยู่ตอนต้นหรือตอนท้ายก็ได้ อย่างไรก็ตาม ควรวาง overview ไว้ต่อจากประโยคเปิดอย่างชาญฉลาด วิธีนี้จะช่วยให้ผู้ตรวจเข้าใจว่าส่วนนี้แสดงถึง “general overview” หรือ “overall trend” ของแผนภูมิในข้อสอบ

หมายเหตุ: เมื่อแผนภูมิมีข้อมูลมากเกินไปและคุณไม่สามารถหาประเด็นหลักได้ ให้วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ต้นจนจบ เน้นการวิเคราะห์ตัวเลขสูงสุดและต่ำสุด รวมถึงจุดที่มีความผันผวนและการเปลี่ยนแปลงในแผนภูมิ

การเขียน Overview

การเขียน Details

โปรดจำไว้ว่า การเขียน IELTS Writing Task 1 มีคะแนนเพียง ⅓ ของคะแนนรวมทั้งหมด การใช้เวลามากเกินไปกับ Task 1 จะส่งผลเสียต่อความสามารถในการทำ Task 2 ให้สำเร็จ ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือการวิเคราะห์แต่ละแผนภูมิแยกกัน คุณสามารถอ้างอิงขั้นตอนต่อไปนี้:

ข้อสังเกต:

การเขียน Details

ตัวอย่างบทความ IELTS Writing Task 1

ตัวอย่างที่ 1: แบบ Pie chart

Task 1:  The pie charts below show the percentage of housing owned and rented in the UK in 1991 and 2007. Summarise the information by selecting and reporting the main features, and make comparisons where relevant. Write at least 150 words.

The two pie charts illustrate the proportions of households in the UK that were either owned or rented in 1991 and 2007. Overall, home ownership was the dominant form of housing in both years, while social housing consistently accounted for the smallest share.

In 1991, owned homes represented 60% of all accommodation, making it by far the most common category. Social rented properties ranked second at 23%, whereas private rentals made up a smaller portion at 11%. Social housing contributed the remaining 6%, forming only a minor segment of the total.

By 2007, the share of homeowners had climbed to 70%, showing a notable 10% rise over the 16-year period. This growth corresponded with a decline in social rented homes, which fell to 17%. Private renting remained stable at 11%, although the actual number of privately rented properties increased because the total number of homes expanded during this time.

Social housing experienced the most dramatic reduction, dropping from 6% to just 2% in 2007, and continued to be the least common type of housing.

(175 words)

ตัวอย่างบทความ IELTS Writing Task 1

ตัวอย่างที่ 1: แบบ Table

Task 1: The table with the percentage of students in six different departments in 2011. Summarize the information by selecting and reporting the main features, and make comparisons where relevant. Write at least 150 words.

The given table illustrates data on different aspects of undergraduates who took six different majors at an Australian University in 2011.

Overall, while the social science departments attracted the majority of female students, there were a large number of undergraduates who preferred learning IT and engineering at university.

Specifically, most females were in favor of humanities majors (72%) and the educational sector (68%). While there were slightly more than half of this population studied Science and Physics (52% and 56%, respectively), they seemed less appealing to technological majors such as information technology and engineering which accounted for roughly 15%.

It is also clear that the proportion of non-native English speakers and overseas undergraduates took the leading position in science and technology majors. In particular, approximately half of students whose first language was not English enrolled in the IT department, which was followed by science (45%) and engineering (42%) majors. Whereas the physics department experienced 38% of enrolment of this group, humanities and pedagogy attracted nearly 15% of undergraduates.

The same pattern can be observed in the percentage of students born in other foreign countries. The physics and IT departments had the highest percentage of enrolment (56%), and engineering held second place with 48%. Other departments were listed in decreasing order as follows: science, education, and humanities, with 31%, 23%, and 20% respectively.

ตัวอย่างบทความ IELTS Writing Task 1

>>> อ่านเพิ่มเติม:

ข้อควรระวังและข้อผิดพลาดที่พบบ่อยใน IELTS Writing 1

ข้อควรระวังทั่วไป

เนื่องจากเป็นเรียงความเชิงวิชาการ โปรดระวังสิ่งต่อไปนี้:

ข้อควรระวังทั่วไป

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

การเขียน IELTS Writing Task 1 ยากที่สุดใน IELTS และเป็นส่วนที่ทำให้ผู้สอบเสียคะแนนได้ง่ายจากความผิดพลาดเล็กน้อยที่ไม่จำเป็น มาเรียนรู้เพื่อหลีกเลี่ยงและแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้กัน

Word choice – การเลือกใช้คำไม่เหมาะสม

ผู้สอบจำนวนมากมักเลือกใช้คำที่เป็นภาษาพูดหรือไม่เป็นทางการ ซึ่งไม่สอดคล้องกับสำนวนเชิงวิชาการ การใช้คำที่ไม่เป็นทางการจะลดความน่าเชื่อถือของบทความ และอาจสะท้อนให้เห็นว่าผู้สอบมีคลังคำศัพท์ทางวิชาการจำกัด

Spelling – การสะกดผิด

ควรใช้คำศัพท์ที่คุ้นเคยและมั่นใจว่าสะกดถูกต้องเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียคะแนนโดยไม่จำเป็น แม้ว่าคำอย่าง Don’t, Won’t, Doesn’t จะใช้บ่อยในชีวิตประจำวัน แต่ไม่เหมาะกับการเขียนเชิงวิชาการ ควรเขียนเต็มเป็น will not, do not, does not เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียคะแนนโดยไม่จำเป็น

ช่นเดียวกับการใช้คำย่อ ผู้สอบหลายคนยังเขียนตัวเลขเป็นตัวเลขแทนคำ ซึ่งอาจทำให้เสียคะแนนโดยไม่รู้ตัว สำหรับตัวเลขง่าย ๆ เช่น 10 days, 3 years ควรเขียนเป็น ten days, three years.

ข้อผิดพลาดด้านไวยากรณ์

Relative clause – ความผิดพลาดในอนุประโยคสัมพัทธ์: การใช้อนุประโยคสัมพัทธ์ได้รับการสนับสนุนทั้งในส่วนการเขียน IELTS Writing Academic & Writing IELTS General ไม่ใช่แค่เฉพาะใน Task 1 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย ได้แก่ การสับสนระหว่างเครื่องหมายจุลภาคและจุด และการใช้ประธานและกริยาในอนุประโยคสัมพัทธ์กันอย่างไม่เหมาะสม

ข้อผิดพลาดด้านการเรียบเรียงความคิด

ถึงแม้ว่าผู้เข้าสอบหลายคนจะมีความเข้าใจในเนื้อหาเป็นอย่างดี แต่ก็ยังเสียคะแนนโดยไม่จำเป็นเนื่องจากข้อผิดพลาดพื้นฐานในส่วน IELTS Writing Task 1 ตารางด้านล่างนี้จะช่วยให้คุณระบุข้อผิดพลาดแต่ละข้อ สาเหตุที่คะแนนของคุณลดลง และวิธีการแก้ไขได้อย่างชัดเจน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยผลกระทบเหตผลทำให้คะแนนของคุณถึงลดลงวิธีแก้ไข
ไม่มี Overviewคะแนนลดลงถึง Band 5 ทันทีผู้ตรวจถือว่า Overview เป็นส่วน “บังคับ” เพื่อแสดงความเข้าใจภาพรวมเขียน Overview แยกต่างหาก 1 ย่อหน้า (2–3 ประโยค) โดยไม่ใส่ตัวเลข
รายการตัวเลขมากเกินไปบทความยาวเกินไป ขาดจุดโฟกัส และไม่มีการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบTask Achievement เน้นการคัดเลือกข้อมูล ไม่ใช่การรายการเลือกเฉพาะตัวเลขโดดเด่น: สูงสุด – ต่ำสุด – เพิ่มขึ้นมาก – ลดลงมาก
Paraphrase ผิดหรือเปลี่ยนความหมายผู้ตรวจมองว่าคุณเข้าใจโจทย์ผิดแสดงถึงการตีความข้อมูลผิด → เสียคะแนนหนักParaphrase ให้ถูกต้อง โดยคงความหมายของคำสำคัญ (ปี หัวข้อ ประเทศ ฯลฯ)
เขียนเกิน 200 คำเสี่ยงต่อการผิดไวยากรณ์ ซ้ำความคิด และเยิ่นเย้อจำนวนคำที่เหมาะสมคือ 170-190 คำ การเขียนยาวกว่านั้นไม่ได้ทำให้คะแนนของคุณดีขึ้น และยังทำให้คุณมีโอกาสผิดพลาดมากขึ้นด้วยเขียนโครงร่างโดยย่อ: Introduction → Overview → เนื้อหาหลัก 2 ย่อหน้า
ไม่แบ่งย่อหน้าอย่างชัดเจนบทความขาดความเป็นเหตุเป็นผล อ่านยากCoherence & Cohesion ถูกหักคะแนนมากแบ่งเป็น 4 ย่อหน้ามาตรฐาน: บทนำ – Overview – Body 1 – Body 2
คำอธิบายโดยละเอียดแยกตามปี/มูลค่าเสียเวลาและไม่เน้นประเด็นหลักข้อสอบ IELTS ไม่ได้ประเมินทักษะของคุณเมื่อเขียนเยอะ แต่ประเมินความสามารถในการสรุปข้อมูลรวบรวมช่วงเวลาที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันเข้าด้วยกัน
ใช้หน่วยผิด (%, ล้าน, พันล้าน, tonnes ฯลฯ)ข้อมูลผิดพลาดอย่างสิ้นเชิงและทำให้เข้าใจผิดนี่เป็นข้อผิดพลาด factual (ผิดพลาดทางข้อเท็จจริง) → หักคะแนนจำนวนมากตรวจสอบแกน y แกน x และหน่วยบนแผนภูมิทุกครั้งก่อนเขียน
ใช้คำอธิบายแนวโน้มไม่เหมาะสมผู้ตรวจประเมินว่าคุณไม่เข้าใจข้อมูลการตีความข้อมูลผิดพลาดส่งผลเสียต่อ Task Achievement เนื่องจากข้อมูลไม่ถูกต้องใช้คำที่เหมาะสม: slightly, sharply, dramatically, steadily…
ใช้โครงสร้างประโยคซ้ำ ๆบทความไม่แปลกใหม่ ขาดความเป็นวิชาการข้อผิดพลาดนี้แสดงให้เห็นว่าทักษะด้านไวยากรณ์ของคุณอ่อนแอและไม่หลากหลายเปลี่ยนโครงสร้างประโยค: ประโยคเปรียบเทียบ ประโยคกรรมวาจก “There was…”, “The figure for…”
วิเคราะห์กราฟผิดเสียคะแนนทั้งข้อเป็นความผิดพลาดร้ายแรง แสดงว่าไม่เข้าใจข้อมูลใช้เวลา 1 นาทีแรกระบุประเภทกราฟ – หน่วย – key features – แนวโน้ม
ข้อผิดพลาดด้านการเรียบเรียงความคิด
ข้อผิดพลาดด้านการเรียบเรียงความคิด

การใช้ตัวเลขอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ

เพื่อให้ได้คะแนนสูง คุณควรใช้ตัวเลขอย่างถูกต้อง คัดเลือกเฉพาะข้อมูลสำคัญ และใช้เพื่อสนับสนุนการอธิบาย ไม่ใช่การลิสต์แบบกลไก

ควรทำไม่ควรทำ
เลือกตัวเลขเด่น: สูงสุด ต่ำสุด เพิ่มขึ้นมาก ลดลงมากใช้โครงสร้างเปรียบเทียบ: higher than, slightly more than, roughly double…ระบุหน่วยให้ถูกต้อง (%, tonnes, people, million).เขียนตัวเลขทั้งหมดเรียงตามปีหรือแต่ละแถวคำนวณตัวเลขเพิ่มเติมที่ไม่ได้แสดงในกราฟ (ไม่บวก ลบ คูณ หารเอง)
การใช้ตัวเลขอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ

IELTS Writing Task 1 ไม่ได้ยากเกินไป หากคุณเข้าใจโครงสร้าง รู้จักวิเคราะห์ข้อมูล และฝึกฝนอย่างถูกวิธี หวังว่าคำแนะนำ ตัวอย่าง และบทความ IELTS Task 1 จะช่วยให้คุณเข้าใจการเขียนในแต่ละรูปแบบได้ชัดเจนยิ่งขึ้น อย่าลืมฝึกทำแบบฝึกหัด IELTS Task 1 เพิ่มเติมกับ ELSA Speak เพื่อพัฒนาคุณภาพงานเขียนและพิชิตคะแนนสูงในการสอบ IELTS ครั้งต่อไป

IELTS Reading เป็นหนึ่งในส่วนของข้อสอบที่สำคัญที่สุด ซึ่งต้องใช้ความสามารถในการอ่านอย่างรวดเร็ว แม่นยำ และประมวลผลข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้จะรวบรวมข้อมูลอย่างครบถ้วนเกี่ยวกับโครงสร้างข้อสอบ รูปแบบคำถามที่พบบ่อย เคล็ดลับ IELTS Reading practice ตลอดจน IELTS Reading pdf และ IELTS Reading practice pdf เพื่อช่วยให้คุณเรียนอย่างถูกวิธีและเพิ่มคะแนนให้สูงขึ้นได้

ข้อสอบ IELTS Reading คืออะไร?

IELTS Reading มีสองรูปแบบ ได้แก่ Academic และ General Training ทั้งสองแบบประกอบด้วยคำถาม 40 ข้อในรูปแบบที่คล้ายกัน แต่ระดับความยาก หัวข้อ และความเป็นเชิงวิชาการของบทความจะแตกต่างกัน

เป้าหมายของส่วนสอบนี้ไม่ใช่การอ่านทำความเข้าใจทั้งหมด แต่เป็นการค้นหาตำแหน่งข้อมูลอย่างรวดเร็ว จับกลยุทธ์ให้ถูกต้อง และหาคำตอบอย่างแม่นยำเพื่อเพิ่มคะแนนให้สูงที่สุด คะแนนรวมอิงจาก 40 คำถาม และจะถูกแปลงเป็น Band Score ซึ่งแตกต่างกันในทั้งสองรูปแบบ

ข้อสอบ IELTS Reading คืออะไร?

เรียนรู้เกี่ยวกับ IELTS Score เพื่อเข้าใจระบบการให้คะแนนและวางแผนการสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การทดสอบ IELTS Reading ประกอบด้วยคำถามทั้งหมด 40 ข้อ คิดเป็นคะแนนเต็ม 40 คะแนน คำตอบที่ถูกต้องแต่ละข้อจะได้รับหนึ่งคะแนน ซึ่งจะถูกนำไปแปลงเป็นระดับคะแนน (Band Score) ตามเกณฑ์ของ IELTS สิ่งนี้ทำให้ส่วนการทดสอบมีความโปร่งใสเป็นอย่างยิ่ง: ยิ่งคุณตอบถูกมากเท่าไร ระดับคะแนนของคุณก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น โดยที่ไม่มีการให้คะแนนตามระดับความยากง่ายของแต่ละคำถามแต่อย่างใด

ในระหว่างเวลาการทำข้อสอบ 60 นาที ผู้เข้าสอบจะต้องจัดการเวลาด้วยตนเอง เนื่องจากข้อสอบ IELTS Reading ไม่มีการจัดสรรเวลาเพิ่มเติมเพื่อถ่ายโอนคำตอบลงในกระดาษคำตอบ ทุกขั้นตอนจะถูกนับรวมอยู่ในเวลาสอบเพียงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น ดังนั้น กลยุทธ์ในการแบ่งเวลาให้แก่บทอ่าน (passages) ทั้งสามส่วนจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง

ข้อสอบจะประกอบด้วยบทอ่านสามส่วนซึ่งมีความยาวและระดับความยากที่เพิ่มขึ้นตามลำดับ Passage 1 มักจะง่าย และเน้นไปที่ข้อมูลเชิงข้อเท็จจริง ในขณะที่ Passage 2 ต้องการการวิเคราะห์ที่สูงขึ้น และ Passage 3 มีความซับซ้อนมากที่สุด โดยมีเนื้อหาเชิงวิชาการที่ลึกซึ้งและการให้เหตุผลที่ซับซ้อนหลายชั้น

อย่างไรก็ตาม ผู้เข้าสอบมีสิทธิ์ที่จะเลือกทำข้อสอบตามลำดับที่ตนเองต้องการ โดยขึ้นอยู่กับจุดแข็งของแต่ละบุคคล ผู้เข้าสอบหลายคนเลือกที่จะเริ่มทำ Passage 2 ก่อน แล้วจึงย้อนกลับมาทำ Passage 1 หรือเลือกทำ Passage 3 ก่อนเพื่อใช้ความได้เปรียบทางด้านเวลา นอกจากนี้ ยังอนุญาตให้มีการสลับไปมาระหว่างคำถามต่าง ๆ ได้ โดยไม่มีข้อผูกมัดใด ๆ เกี่ยวกับลำดับการทำข้อสอบ

ข้อสอบ IELTS Reading คืออะไร?

ข้อสอบ IELTS Reading ให้คะแนนอย่างไร?

คะแนน IELTS Reading จะถูกคำนวณจากคะแนนดิบ (Raw Score) หากคุณตอบถูก คุณจะได้รับ 1 คะแนน (การทดสอบประกอบด้วยคำถามทั้งหมด 40 ข้อ) หลังจากได้รับคะแนนดิบแล้ว คุณจะต้องนำไปเปรียบเทียบตัวอย่าง: หากคุณได้รับคะแนนดิบในช่วง 30-31 คะแนน ระดับคะแนน (Band Score) ที่เทียบเท่าคือ 7.0 และหากคุณได้รับคะแนนดิบในช่วง 32-34 คะแนน ระดับคะแนนที่เทียบเท่าคือ 7.5 ท้ายที่สุด คุณจะต้องนำระดับคะแนน (Band Score) ของทุกส่วนมารวมกันและคำนวณหาคะแนนเฉลี่ย จากนั้นจึงสรุปผลคะแนนรวมทั้งหมด

ข้อสอบ IELTS Reading ให้คะแนนอย่างไร?

ทักษะที่จำเป็นใน IELTS Reading

เพื่อให้ได้คะแนนสูงในการทดสอบ IELTS Reading ผู้เข้าสอบจำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญในทักษะหลัก 3 ประการ 

ทักษะนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจโครงสร้างของแต่ละย่อหน้า และสามารถระบุส่วนที่มีข้อมูลสำคัญได้ การ Skimming อย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยให้คุณประหยัดเวลาได้อย่างมาก และไม่ทำให้คุณ “หลงทาง” ในกองตัวอักษรของบทอ่านเชิงวิชาการที่ยาวและยาก

ข้อมูลจำเพาะมักจะเป็นตัวเลข, ปี, เดือน, ชื่อเฉพาะ, สถานที่ หรือศัพท์เฉพาะที่กล่าวซ้ำในคำถาม
การ Scanning ช่วยให้คุณสามารถระบุตำแหน่งของย่อหน้าที่มีคำตอบได้ภายในไม่กี่วินาที แทนที่จะต้องอ่านบทอ่านทั้งหมดซ้ำอีกครั้งอย่างสิ้นเปลืองเวลา นี่คือทักษะที่มีความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับ Sentence Completion, Table Completion หรือ Multiple Choice

หลังจากระบุย่อหน้าที่ถูกต้องแล้ว คุณจำเป็นต้องอ่านประโยคหรือกลุ่มประโยคที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด วิเคราะห์ความหมาย ระบุคำพ้องความหมาย (paraphrasing) และตัดตัวเลือกที่ก่อให้เกิดความสับสนออก
นี่คือขั้นตอนที่ตัดสินว่าคุณจะสามารถเลือกคำตอบที่ถูกต้องได้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคำถามรูปแบบที่ยาก เช่น True/False/Not Given หรือ Matching Information

ทักษะที่จำเป็นใน IELTS Reading

>> อ่านเพิ่มเติม: Topic sentence คืออะไร? โครงสร้างที่พบบ่อยในข้อสอบ IELTS

รูปแบบคำถามต่าง ๆ ใน IELTS Reading

การทดสอบ IELTS Reading มีคำถามรวมทั้งหมด 40 ข้อ โดยแต่ละบทอ่านจะมีคำถามประมาณ 13-14 ข้อ คำถามจะถูกแบ่งออกเป็น 14 ประเภท ดังต่อไปนี้:

Matching Headings Questions

Task: เลือกหัวข้อ (Title/Heading) ที่เหมาะสมสำหรับแต่ละย่อหน้าหรือแต่ละส่วนย่อยในบทอ่าน

Skills:

Tips:

Matching Information Questions

Task: ระบุย่อหน้าที่มีข้อมูลซึ่งถูกอธิบายไว้ในคำถาม

Skills:

Tips:

Matching Features (People/Places/Things)

Task: จับคู่ความคิดเห็น ข้อมูล หรือผลการวิจัย ให้เข้ากับบุคคล/กลุ่มบุคคล/สิ่งของที่ระบุไว้ในรายการ

Skills:

Tips:

Matching Sentence Endings

Task: จับคู่ส่วนหน้าของประโยคกับส่วนท้ายที่เหมาะสม เพื่อสร้างประโยคที่สมบูรณ์

Skills:

Tips:

Multiple Choice – Single Answer

Task: เลือกคำตอบที่ถูกต้อง 1 ข้อ จากตัวเลือก A, B, C หรือ D

Skills:

Tips:

Multiple Choice – Multiple Answers

Task: เลือกคำตอบที่ถูกต้อง 2-3 ข้อ ตามคำแนะนำของโจทย์

Skills:

Tips:

True / False / Not Given

Task: ประเมินข้อมูลในคำถามเทียบกับเนื้อหาในบทอ่าน

Skills:

Tips:

Yes / No / Not Given

Task: ระบุว่าผู้เขียนเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย หรือไม่ได้กล่าวถึงความคิดเห็นที่ถูกระบุไว้

Skills:

Tips:

Sentence Completion

Task:  เติมคำในช่องว่างเพื่อให้ประโยคสมบูรณ์

Skills:

Tips:

Summary Completion

Task: เติมคำในส่วนสรุป (Summary) ของบทอ่าน (โดยการค้นหาคำด้วยตนเอง หรือเลือกคำจากกล่องตัวเลือกที่ให้มา)

Skills:

Tips:

Note Completion

Task: เติมคำที่ขาดหายไปลงในรูปแบบของ Notes/Bullet Points 

Skills:

Tips:

Table Completion

Task: เติมข้อมูลที่ขาดหายไปลงในตารางสรุป (Table Completion)

Skills:

Tips:

Flow-chart Completion

Task: เติมคำในแผนภาพที่อธิบายกระบวนการ (Flow Chart) (flow chart)

Skills:

Tips:

Diagram Label Completion

Task: เติมคำลงในป้ายชื่อของภาพวาด แผนผัง หรือแบบจำลอง

Skills:

Tips:

รูปแบบคำถามต่าง ๆ ใน IELTS Reading

>> อ่านเพิ่มเติม:

เคล็ดลับการฝึกฝน IELTS Reading ให้ได้คะแนนสูง 

เพื่อให้ได้ระดับคะแนน (Band Score) สูงในการทดสอบ IELTS Reading คุณจำเป็นต้องเข้าใจเทคนิคในการทำข้อสอบและเข้าใจรูปแบบคำถามแต่ละประเภทอย่างชัดเจน นี่คือเคล็ดลับในการฝึกฝนที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยคุณปรับปรุงความเร็วในการอ่านและเพิ่มความแม่นยำในการทำข้อสอบ

ทำความเข้าใจรูปแบบคำถามทั้งหมดใน IELTS Reading อย่างชัดเจน

ก่อนที่จะเริ่มฝึกฝนในเชิงลึก คุณต้องทราบอย่างชัดเจนว่ามีคำถามทั้งสิ้น 14 ประเภทที่อาจปรากฏในการทดสอบ การทำความเข้าใจโครงสร้างและข้อกำหนดของแต่ละประเภทจะช่วยให้คุณกำหนดทิศทางการอ่านและการค้นหาคำตอบได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ฝึกฝนทักษะการอ่านเพื่อทำความเข้าใจและทักษะการค้นหาข้อมูล

ในการทดสอบ IELTS Reading คุณจะต้องรวมทักษะหลักสองประการเข้าด้วยกัน:

การฝึกฝนทั้งสองทักษะควบคู่กันจะช่วยให้คุณจัดการกับบทความได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น

ทำความเข้าใจเคล็ดลับในการทำข้อสอบ True/False/Not Given และ Yes/No/Not Given

นี่คือรูปแบบคำถามที่สร้างความสับสนมากที่สุด คุณต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่า:

ปรับปรุงความเร็วในการอ่านและกลยุทธ์การทำข้อสอบ

ผู้เข้าสอบจำนวนมากอ่านช้าเกินไป หรือพยายามทำความเข้าใจบทความทั้งหมด ควรเปลี่ยนไปใช้แนวทางดังต่อไปนี้:

ศึกษาเรียนรู้กลยุทธ์ของผู้เข้าสอบที่ได้ Band 8 – 9

การอ้างอิงวิธีการเรียนรู้ของผู้ที่ได้คะแนนสูงจะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของวิธีการเตรียมตัวที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น:

ประเมินจุดแข็ง – จุดอ่อนของตนเอง

ในระหว่างการฝึกฝนทำข้อสอบ คุณควรประเมินสิ่งเหล่านี้:

จากนั้น ให้นำข้อมูลดังกล่าวไปปรับกลยุทธ์การฝึกฝนของคุณให้เหมาะสม

เคล็ดลับการฝึกฝน IELTS Reading ให้ได้คะแนนสูง 

รวมชุดข้อสอบจำลอง IELTS Reading พร้อมคำตอบโดยละเอียด

คุณสามารถดาวน์โหลดชุดข้อสอบ IELTS Reading Test ด้านล่างนี้เพื่อนำไปฝึกฝนเพิ่มเติมได้ ชุดเอกสารนี้มีส่วนคำตอบ ดังนั้น ควรให้ความสำคัญกับการทำข้อสอบด้วยตนเองก่อน จากนั้นจึงนำมาเปรียบเทียบเพื่อเรียนรู้และทำความเข้าใจวิธีการจัดการกับคำถามแต่ละประเภท

เมื่อฝึกฝนทำข้อสอบจากชุดเอกสารหรือหนังสือใด ๆ ห้ามดูคำตอบทันที การวิเคราะห์ด้วยตนเองและทดลองใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ ก่อน จะช่วยให้คุณเข้าใจอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นและยกระดับทักษะ Reading ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

ลิงก์สำหรับดาวน์โหลดชุดข้อสอบ Reading จริงพร้อมเฉลย:

แนะนำชุดเอกสาร IELTS Reading Practice PDF

เพื่อให้การฝึกฝนมีประสิทธิภาพและพัฒนาทักษะการอ่านเพื่อทำความเข้าใจ คุณควรใช้ชุดเอกสาร IELTS Reading ที่รวบรวมไว้ในรูปแบบ PDF เอกสารเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะให้แบบฝึกหัดที่เป็นไปตามโครงสร้างของข้อสอบจริงเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมกับคำตอบ คำอธิบาย และเคล็ดลับในการทำข้อสอบด้วย ด้านล่างนี้คือแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้:

1. ชุด Cambridge IELTS (Cambridge 1 – Cambridge 20) – PDF + Audio + Answer Keys

ด้านล่างนี้คือชุดหนังสือ IELTS Cambridge ที่มีการแชร์ต่อ ซึ่งรวม Cam 1- 20 ฉบับเต็มในรูปแบบ PDF + Audio และชุดคำอธิบายโดยละเอียดสำหรับเล่ม 7-19 ส่วนชุดคำอธิบายเล่มอื่น ๆ มีดังนี้:

2. IELTS Official Practice Materials (OPM)

3. IELTS Trainer (Oxford University Press)

4. IELTS Reading Recent Actual Tests (Vol 1 – 8)

5. ชุดคำถาม IELTS Reading 14 ประเภท – เอกสารฝึกฝนตามรูปแบบ (PDF)

เว็บไซต์การศึกษา IELTS ที่เชื่อถือได้หลายแห่งนำเสนอชุดแบบฝึกหัดตามรูปแบบคำถาม เช่น:

6. เว็บไซต์ฝึกฝน Reading ที่มีไฟล์ PDF ให้ดาวน์โหลด

แนะนำชุดเอกสาร IELTS Reading Practice PDF

คำถามที่พบบ่อย 

คะแนน IELTS Reading 20/40 คิดเป็น Band Score เท่าใด?

อยู่ที่ประมาณ Band Score 5.0 – 5.5 ขึ้นอยู่กับข้อสอบของแต่ละปี

จะทำอย่างไรเพื่อให้ได้ 8.5 ในส่วน IELTS Reading?

มุ่งเน้นไปที่การ เพิ่มความเร็วในการอ่าน ทำความเข้าใจคำหลัก (Keywords) อย่างแม่นยำ ฝึกฝนทำข้อสอบจริงจำนวนมา และพัฒนาทักษะ Skim-Scan

การเตรียมตัวสอบ IELTS Reading นั้นไม่ยาก หากคุณเข้าใจโครงสร้างของข้อสอบอย่างชัดเจน มีความเข้าใจในวิธีการอย่างถ่องแท้และใช้เอกสารที่ถูกต้อง และควรนำเคล็ดลับ IELTS Reading practice ไปใช้ทันที และใช้ควบคู่ไปกับชุด IELTS Reading practice pdf เพื่อปรับปรุงความเร็ว ความแม่นยำ และ เพิ่มระดับคะแนนให้สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอกับ ELSA Speak ทุกวันจะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมาย Reading ที่คุณต้องการได้นะคะ

ผู้เรียนหลายคนมักสงสัยว่า อาการนาม Gerund คือ อะไร? และจะใช้มันอย่างไรให้ถูกต้อง ในบทความนี้ คุณจะได้เรียนรู้อย่างถ่องแท้เกี่ยวกับแนวคิดของ อาการนาม หลักการพื้นฐาน การใช้ที่พบบ่อยที่สุด พร้อมแบบฝึกหัดปฏิบัติเพื่อฝึกฝนทักษะการใช้ Gerund ได้อย่างถูกต้องนะ!

อาการนาม (Gerund) คือ อะไร?

อาการนาม (Gerund) เป็นคำกริยาที่เติม -ing ต่อท้าย แต่ทำหน้าที่เป็นคำนามในประโยค สามารถทำหน้าที่เป็นประธาน กรรม หรือส่วนเติมเต็มได้ ใช้เพื่ออ้างถึงการกระทำหรือสถานะ ซึ่งเป็นแนวคิดทั่วไป

อาการนาม เกิดจากการเติม -ing ต่อท้ายกริยา

ตัวอย่าง:

อาการนาม รูปแบบเชิงลบเกิดจากการเติม “not” ไว้หน้า V-ing 

ตัวอย่าง:

นอกจากนี้ คุณยังสามารถเพิ่มคำคุณศัพท์แสดงความเป็นเจ้าของก่อน อาการนาม เพื่อแสดงประธานที่กำลังกระทำได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น:

อาการนาม (Gerund) คือ อะไร?

ตำแหน่งของ อาการนาม (Gerund) ในประโยคภาษาอังกฤษ 

ในภาษาอังกฤษ อาการนาม สามารถอยู่หน้ากรรมเหมือนกริยา และสามารถอยู่ในตำแหน่งใดก็ได้ที่คำนามสามารถอยู่ได้ ตำแหน่งของอาการนามในประโยค:

ตำแหน่งของ อาการนาม (Gerund) ในประโยคภาษาอังกฤษ 

วิธีการใช้ อาการนาม (Gerund) ในภาษาอังกฤษ

อาการนามสามารถทำหน้าที่ได้หลากหลาย เช่น ประธาน กรรม และส่วนขยายในประโยค จึงมักถูกใช้ในการสื่อสารภาษาอังกฤษ ต่อไปนี้คือวิธีการใช้อาการนามที่จำง่าย

อาการนาม เป็นประธานในประโยค

อาการนาม (Gerund) สามารถทำหน้าที่เป็นประธานของประโยคได้ นั่นคือ การกระทำที่กล่าวถึงนั้นเป็นประธานของประโยค

Gerund / Gerund phrase + V + …

ตัวอย่าง:

วิธีการใช้ อาการนาม (Gerund) ในภาษาอังกฤษ

อาการนาม เป็นกรรมของกริยา

อาการนาม ใช้เป็นกรรมตรงของกริยาบางคำในประโยค

S + V + Gerund / Gerund phrase

ตัวอย่าง:

อาการนาม เป็นกรรมของกริยา

อาการนาม ทำหน้าที่ขยายคํากริยา

อาการนาม ใช้เป็นคำเสริมกริยาในประโยค ช่วยเพิ่มความหมายให้กับประธานหรือกริยาหลัก

S + V + (to be) + Gerund / Gerund phrase

ตัวอย่าง:

อาการนาม ทำหน้าที่ขยายคํากริยา

อาการนาม ใช้หลังคำบุพบทและคำสันธาน

อาการนาม ใช้หลังคำบุพบท (on, in, by, at, without, of, about,…) หรือคําสันธาน (after, before, when, while,…)

ตัวอย่าง:

อาการนาม ใช้หลังคำบุพบทและคำสันธาน

>> อ่านเพิ่มเติม: แยกแยะ Part of Speech 9 ประเภทในภาษาอังกฤษ: หลักการใช้ ตัวอย่าง แบบฝึกหัดโดยละเอียด

กรณีที่ควรทราบเมื่อใช้อาการนาม (Gerund)

Verb ที่ตามด้วย gerund

กริยาบางคำในภาษาอังกฤษมักจะตามด้วย gerund (-ing) การรู้จักกลุ่มกริยาเหล่านี้จะช่วยให้คุณใช้ประโยคได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรมชาติมากขึ้น

กริยา (Verb)ความหมายตัวอย่าง
admitยอมรับThe boy admitted making a mistake. (เด็กชายยอมรับว่าทำผิด)
anticipateคาดการณ์He anticipated traveling abroad next year. (เขาคาดหวังว่าจะได้ไปเที่ยวต่างประเทศปีหน้า)
appreciateชื่นชม I don’t appreciate being interrupted. (ฉันไม่ชอบให้ใครมาขัดจังหวะ)
avoidหลีกเลี่ยงI avoided answering her question. (ฉันเลี่ยงที่จะตอบคำถามของเธอ)
bearทนI can’t bear waiting for a long time. (ฉันทนรอนานไม่ได้)
detestเกลียดชังShe detests speaking in public. (เธอเกลียดการพูดในที่สาธารณะ)
considerพิจารณาI will consider going to the dentist. (ฉันจะพิจารณาเรื่องไปหาหมอฟัน)
preferชอบมากกว่าI preferred cycling to running. (ฉันชอบปั่นจักรยานมากกว่าวิ่ง)
delayล่าช้า He delayed leaving for work. (เขาเลื่อนการออกไปทำงาน)
denyปฏิเสธHe denied having taken part in the crime. (เขาปฏิเสธว่าไม่ได้มีส่วนร่วมในคดี)
discussอภิปรายThey discuss opening a new shop. (พวกเขาคุยกันเรื่องเปิดร้านใหม่)
can’t helpไม่ได้I can’t help falling in love with you. (ฉันห้ามใจไม่ให้ตกหลุมรักคุณไม่ได้เลย)
finishเสร็จI finished washing the dishes. (ฉันล้างจานเสร็จแล้ว)
needต้องการMy car needs repairing. (รถฉันต้องซ่อมแล้ว)
imagine / fancyจินตนาการ นึกภาพCan you imagine walking on the moon? (คุณนึกภาพการเดินบนดวงจันทร์ออกไหม)
keepต่อไปYou should keep practicing your English. (คุณควรฝึกภาษาอังกฤษต่อไป)
mentionพูดถึงShe mentioned going to the library. (เธอพูดถึงการไปห้องสมุด)
mindเกร็งใจI don’t mind opening the window. (ฉันไม่รังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างรถ)
missคิดถึงI miss traveling with my family. (ฉันคิดถึงการไปเที่ยวกับครอบครัว)
enjoyชอบI enjoy working out with friends. (ฉันชอบออกกำลังกายกับเพื่อน ๆ)
quitเลิกI quit smoking three years ago. (ฉันเลิกสูบบุหรี่มาสามปีแล้ว)
postponeเลื่อนLet’s postpone skiing until tomorrow. (เลื่อนการเล่นสกีไปเป็นพรุ่งนี้ดีกว่า)
recallนึกถึง ระลึกI don’t recall coming here before. (ฉันจำไม่ได้ว่าเคยมาที่นี่มาก่อน)
spendใช้ (เวลา เงิน)I will spend all night studying English. (ฉันจะใช้เวลาทั้งคืนเพื่อเรียนภาษาอังกฤษ)
practiceฝึกฝนThese athletes practice running every day. (นักกีฬาเหล่านี้ฝึกซ้อมวิ่งทุกวัน)
riskเสี่ยงDon’t risk insulting your colleague. (อย่าเสี่ยงที่จะดูถูกเพื่อนร่วมงานของคุณ)
resistต่อต้าน อดใจไม่ไหวI couldn’t resist eating ice cream. (ฉันอดใจไม่ไหวที่จะกินไอศกรีม)
suggestแนะนำ เสนอWe suggested raising the fees. (เราเสนอให้ขึ้นค่าธรรมเนียม)
can’t standทนไม่ได้I can’t stand laughing at him. (ฉันทนหัวเราะเยาะเขาไม่ได้)
tolerateอดทนWe will not tolerate bullying in any form. (เราจะไม่ยอมให้มีการกลั่นแกล้งทุกรูปแบบ)
Verb ที่ตามด้วย gerund

กริยาบางคำในภาษาอังกฤษสามารถมี gerund (V-ing) หรือ to-infinitive ประกอบได้โดยไม่ทำให้ความหมายของประโยคเปลี่ยนไป ช่วยให้ผู้เรียนมีการปรับใช้ในการแสดงออกมากขึ้น

กริยา (Verb)ความหมายตัวอย่าง
beginเริ่มIt began raining. / It began to rain. (ฝนเริ่มตกแล้ว)
startเริ่มShe started crying. / She started to cry. (เธอเริ่มร้องไห้)
continueต่อไปHe continued working after a short break. / He continued to work after a short break. (เขาทำงานต่อหลังจากพักไปครู่หนึ่ง)
likeชอบI like reading books. / I like to read books. (ฉันชอบอ่านหนังสือ)
loveชื่นชอบ / รักShe loves cooking. / She loves to cook. (เขาชอบทําอาหาร)
hateเกลียดI hate waiting in long lines. / I hate to wait in long lines. (ฉันเกลียดการรอคิวยาวๆ)
preferชอมมากกว่าI prefer walking to driving. / I prefer to walk rather than drive. (ฉันชอบเดินมากกว่าขับรถ)
can’t bearทนไม่ได้I can’t bear seeing animals suffer. / I can’t bear to see animals suffer. (ฉันทนเห็นสัตว์ทรมานไม่ได้)
intendตั้งใจHe intends studying abroad. / He intends to study abroad. (เขาตั้งใจจะไปเรียนต่อต่างประเทศ)
proposeเสนอShe proposed going out for dinner. / She proposed to go out for dinner. (เธอเสนอให้ออกไปทานอาหารเย็นข้างนอก)
กริยาตามไปสามารถใช้ Gerund หรือ to-Infinitive (ความหมายคล้ายกัน)

เมื่อพบคำกริยาต่อไปนี้ การเลือกใช้ V-ing หรือ to V ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของไวยากรณ์เท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อความหมายของประโยคด้วย ดังนั้น คุณจำเป็นต้องเข้าใจความแตกต่างอย่างชัดเจนเพื่อนำไปใช้ได้อย่างถูกต้องในแต่ละสถานการณ์

กริยา (Verb)ความหมายตัวอย่าง
stop(Gerund) หยุดทำบางสิ่งบางอย่างSuddenly everyone stopped talking. (ทันใดนั้นทุกคนก็หยุดพูด)
(To-inf) หยุดทำบางอย่างเพื่อทําสิ่งอื่นI stopped to fill in the form. (ฉันหยุดเพื่อกรอกแบบฟอร์ม)
try(Gerund) ลองทําอะไรบางอย่างดูI try putting on this shirt. (ฉันลองใส่เสื้อตัวนี้)
(To-inf) พยายามทําอะไรบางอย่างI try to finish my homework. (ฉันพยายามทำการบ้านให้เสร็จ)
remember(Gerund) จำสิ่งที่คุณทำในอดีตI remember seeing her on the bus. (ฉันจำได้ว่าเจอเธอบนรถบัส)
(To-inf) จำสิ่งที่คุณต้องทำในอนาคตRemember to see him tomorrow. (อย่าลืมเจอเขาพรุ่งนี้นะ)
regret(Gerund) เสียใจกับสิ่งที่คุณทำในอดีตI regret having been rude to him. (ฉันเสียใจที่พูดจาหยาบคายกับเขา)
(To-inf) เสียใจกับสิ่งที่คุณต้องทำในปัจจุบัน/อนาคตI regret to say that you failed the test. (ฉันเสียใจที่ต้องบอกว่าเธอสอบตก)
like / love / hate(Gerund) งานอดิเรก/พูดถึงนิสัยShe likes reading books. (เธอชอบอ่านหนังสือ)
(To-inf) ชอบในกรณีเฉพาะShe likes to read books in the garden. (เธอชอบอ่านหนังสือในสวน)
forget(Gerund) ลืมสิ่งที่คุณได้ทำI’ll never forget buying my first house. (ฉันจะไม่มีวันลืมตอนที่ซื้อบ้านหลังแรก)
(To-inf) ลืมสิ่งที่คุณต้องทำI forgot to buy coffee, so I had to drink tea instead. (ฉันลืมซื้อกาแฟ เลยต้องดื่มชาแทน)
learn(Gerund) เรียนรู้ในชั้นเรียน/ทฤษฎีI learn swimming at school. (ฉันเรียนว่ายน้ำที่โรงเรียน)
(To-inf) เรียนรู้/ทำจากประสบการณ์I learn to stay calm under pressure. (ฉันเรียนรู้ที่จะสงบสติอารมณ์ภายใต้ความกดดัน)
กริยาที่ตามมาสามารถเป็น Gerund หรือ To-Infinitive ก็ได้ แต่ความหมายจะแตกต่างกัน

กริยาบางคำสามารถตามด้วย gerund (V-ing) และ to-infinitive  แต่เมื่อใช้ to-infinitive จำเป็นต้องมีกรรมอยู่ตรงกลางเพื่อให้ประโยคมีความสมเหตุสมผล

กริยา (Verb)ความหมายตัวอย่าง
adviseให้คําแนะนํา/ปรึกษาShe advised checking the first option. (เธอแนะนำให้ตรวจสอบตัวเลือกแรก)
She advised me to check the first option. (เธอแนะนำให้ฉันเลือกตัวเลือกแรก)
recommendแนะนําThe plumber recommended buying a new faucet. (ช่างประปาแนะนำให้ซื้อก๊อกน้ำใหม่)
The plumber recommended me to buy a new faucet. (ช่างประปาแนะนำให้ฉันซื้อก๊อกน้ำใหม่)
allowอนุญาตThey don’t allow smoking in public places. (เขาไม่อนุญาตให้สูบบุหรี่ในที่สาธารณะ)
They don’t allow people to smoke in public places. (เขาไม่อนุญาตให้ทุกคนสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ)
permitอนุมัติHe doesn’t permit keeping pets on the premises. (เขาไม่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์เลี้ยงในบริเวณนี้)
He doesn’t permit tenants to keep pets on the premises. (เขาไม่อนุญาตให้ผู้เช่าเลี้ยงสัตว์เลี้ยงในบริเวณนี้)
forbidห้ามThe manager forbade entering the park. (ผู้จัดการห้ามเข้าสวนสาธารณะ)
The manager forbade everyone to enter the park. (ผู้จัดการห้ามทุกคนเข้าสวนสาธารณะ)
requireต้องการThe project required working as a team. (โครงการนี้ต้องการให้เราทำงานเป็นทีม)
The project required us to work as a team. (โครงการนี้ต้องการให้เราทำงานเป็นทีม)
กริยาสามารถตามด้วย Gerunds (รูปแบบ Ing) และ to-Inf V ได้ แต่ต้องมี "กรรม" ใน to-Infv

คำคุณศัพท์ตามด้วย อาการนาม

คำคุณศัพท์บางคำจะตามด้วย อาการนาม (V-ing) เช่น

ตัวอย่าง: I am interested in making video game. (ฉันสนใจกับการทำวิดีโอเกม) 

→ interested in เป็นคำคุณศัพท์ ตามด้วยอาการนาม making video game

คำคุณศัพท์ตามด้วย อาการนาม

ใช้ อาการนาม หลังวลีกริยาและสำนวน

กริยาวลี / สำนวนที่ตามด้วยอาการนาม (V-ing) เช่น:

ตัวอย่าง: She insisted on paying the bill. (เธอยืนกรานที่จะจ่ายบิล)

→ she เป็นประธานของประโยค และ insist on เป็นกริยาวลี และตามด้วย อาการนาม paying the bill

ใช้ อาการนาม หลังวลีกริยาและสำนวน

วิธีแยกแยะระหว่าง อาการนาม (gerund) กับคํานาม (noun)

ผู้เริ่มเรียนภาษาอังกฤษส่วนใหญ่มักสับสนระหว่างการใช้คำนามและอาการนาม ความแตกต่างระหว่างคำนามและอาการนามมีดังนี้:

ตัวอย่าง:

อาการนาม: Ploy should avoid eating too much meat.

→ พลอยควรหลีกเลี่ยงการทานเนื้อสัตว์มากเกินไป

คํานาม: Chai should avoid violent activities.

→ ชายควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมรุนแรง

ตัวอย่าง:

อาการนาม: Using smartphones is popular now.

→ การใช้สมาร์ทโฟนเป็นที่นิยมในปัจจุบัน

คํานาม: The popularity of smartphones increase nowadays.

→ สมาร์ทโฟนเริ่มดังมากขึ้นในปัจจุบัน

ตัวอย่าง:

อาการนาม: Doing exercise regularly brings many benefits.

→ การออกกำลังกายสม่ำเสมอมีประโยชน์มากมาย

คํานาม: Marry drives her regular route to work.

→ แมรี่ขับรถไปทำงานตามเส้นทางปกติของเธอ

วิธีแยกแยะระหว่าง อาการนาม (gerund) กับคํานาม (noun)

วิธีแยกแยะระหว่าง อาการนาม (gerund) กับกริยา (verb)

แม้ว่าอาการนามและกริยาจะมีรูปแบบของกริยาเหมือนกัน แต่หน้าที่ของพวกมันจะแตกต่างกัน จุดที่จะช่วยให้คุณแยกแยะระหว่างกริยากับอาการนามในภาษาอังกฤษ:

ตัวอย่าง:

อาการนาม: Cooking is very easy.

→ การทำอาหารง่ายมาก

คํากริยา: If I solve this exercise, I will get a high score.

→ ถ้าฉันทำแบบฝึกหัดนี้ได้สำเร็จ ฉันจะได้คะแนนสูง

อาการนาม: I enjoy studying English and Biology at school.

→ ฉันชอบเรียนภาษาอังกฤษและชีววิทยาที่โรงเรียน

คํากริยา: I study English and Biology at school.

→ ฉันเรียนภาษาอังกฤษและชีววิทยาที่โรงเรียน

ตัวอย่าง:

สามารถพูดว่า: I want him to meet her at coffee shop.

→ ฉันอยากให้เขาเจอเธอที่ร้านกาแฟ

แต่ไม่สามารถพูดว่า: I want him meeting her at coffee shop.

วิธีแยกแยะระหว่าง อาการนาม (gerund) กับกริยา (verb)

แบบฝึกหัดเกี่ยวกับ อาการนาม

หลังจากที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับตำแหน่งและหน้าที่ของอาการนามในภาษาอังกฤษแล้ว โปรดทำแบบฝึกหัด เกี่ยวกับอาการนามด้านล่างนี้ให้เสร็จ

แบบฝึกหัดที่ 1: จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุด 

  1. My friends advise me….(choose/ choosing/ to choose) that university.
  2. They delay….(send/to send/ sending) this letter to their president.
  3. Last month, my sister came back home after…. (finish/to finish/finishing) her studies at university. 
  4. We can’t help…(use/ to use/ using) this equipment for our work.
  5. I am sorry. I am so busy with…(work/ to work/working) that I don’t have time to call you back.
  6. My brother has difficulty in…(find/to find/finding) job in this city.
  7. We want them….(do/to do/doing) this for her.
  8. Nobody needs….(meet/to meet/meeting) her anymore.
  9. Thank you so much for….(accept/to accept/accepting) our proposal. We are looking forward to….(meet/to meet/meeting) you next month.
  10.  Why don’t you object to…(choose/to choose/choosing) her as our new director?
  11. Don’t do it!….(Plant/To plant/Planting) cannabis is illegal.
  12. I have decided ….(buy/to buy/buying) those shoes at this shop.
  13. They offered us…. (arrange/ to arrange/arranging) room for us without surcharge fee.
  14.  We don’t like…(meet/to meet/ meeting) this guy at her place.
  15.  She promised…(come/to come/coming) back before I fly to Paris.

เฉลย

  1. My friends advise me to choose that university.
  2. They delay sending this letter to their president.
  3. Last month, my sister came back home after finishing her studies at university.
  4. We can’t help using this equipment for our work.
  5. I am sorry. I am so busy with work that I don’t have time to call you back.
  6. My brother has difficulty in finding job in this city.
  7. We want them to do this for her.
  8. Nobody needs to meet her anymore.
  9. Thank you so much for accepting our proposal. We are looking forward to meeting you next month.
  10. Why don’t you object to choosing her as our new director?
  11. Don’t do it! Planting cannabis is illegal.
  12. I have decided to buy those shoes at this shop.
  13. They offered us to arrange room for us without surcharge fee.
  14. We don’t like meeting this guy at her place.
  15. She promised to come back before I fly to Paris

แบบฝึกหัดที่ 2: จงเขียนประโยคใหม่โดยใช้อาการนาม (Gerund)

  1. It is important to protect the environment.
    → …………………………………………………………………
  2. She said that she would stop smoking, but she didn’t.
    → …………………………………………………………………
  3. It is difficult to learn a new language at this age.
    → …………………………………………………………………
  4. He admitted that he had stolen the money.
    → …………………………………………………………………
  5. I think you should avoid talking about politics at the meeting.
    → …………………………………………………………………
  6. To finish this report on time is impossible.
    → …………………………………………………………………
  7. The teacher suggested that we should review the lesson.
    → …………………………………………………………………
  8. I like to play the piano in the evening.
    → …………………………………………………………………
  9. It took me two hours to complete this project.
    → …………………………………………………………………
  10. She is surprised to hear the news.
    → …………………………………………………………………

เฉลย:

  1. Protecting the environment is important.
  2. She said she would stop smoking, but she didn’t.
  3. Learning a new language at this age is difficult.
  4. He admitted stealing the money.
  5. I think you should avoid talking about politics at the meeting.
  6. Finishing this report on time is impossible.
  7. The teacher suggested reviewing the lesson.
  8. I like playing the piano in the evening.
  9. Completing this project took me two hours.
  10. Hearing the news surprised her.

แบบฝึกหัดที่ 3: ประโยคแต่ละประโยคมีข้อผิดพลาดที่เกี่ยวข้องกับอาการนาม ลองค้นหาและแก้ไขให้ถูกต้อง

  1. He denied to cheat in the exam.
    → …………………………………………………………………
  2. She suggested to go to the beach this weekend.
    → …………………………………………………………………
  3. I look forward to see you again soon.
    → …………………………………………………………………
  4. They had difficulty to find accommodation in Tokyo.
    → …………………………………………………………………
  5. She spent two hours to clean the kitchen.
    → …………………………………………………………………
  6. The manager doesn’t mind to work late.
    → …………………………………………………………………
  7. He kept to interrupt me during the meeting.
    → …………………………………………………………………
  8. The businessman admitted to pay a bribe.
    → …………………………………………………………………
  9. My father is used to wake up early every day.
    → …………………………………………………………………
  10. The teacher prevented us to use our mobile phones in class.
    → …………………………………………………………………

เฉลย

  1. He denied cheating in the exam.
  2. She suggested going to the beach this weekend.
  3. I look forward to seeing you again soon.
  4. They had difficulty finding accommodation in Tokyo.
  5. She spent two hours cleaning the kitchen.
  6. The manager doesn’t mind working late.
  7. He kept interrupting me during the meeting.
  8. The businessman admitted paying a bribe.
  9. My father is used to waking up early every day.
  10. The teacher prevented us from using our mobile phones in class.

คําถามที่พบบ่อย

  1. Gerund and infinitive ใช้ต่างกันยังไง?

อาการนาม (Gerund) = V-ing, ใช้เป็นคำนาม; คํากริยา (To-infinitive) = to + V, มักระบุจุดประสงค์หรืออนาคต

  1. ควรใช้ Gerund ตอนไหน?

ใช้อาการนามเป็นประธาน กรรม ส่วนขยาย หรือหลังคำบุพบทและกริยาบางคำ

  1. Gerund ใช้อะไรขยาย?

อาการนามอาจขยายได้โดยใช้คำคุณศัพท์ คำวิเศษณ์ หรือวลีขยาย เช่น คำนาม

  1. Gerund กับ present participle ต่างกันอย่างไร?

อาการนาม = V-ing ใช้เหมือนคํานาม; กริยาปัจจุบันกาล = V-ing ใช้เป็นคำคุณศัพท์หรือเพื่อสร้างกาลที่เน้นความต่อเนื่อง

ELSA Premium 1 year

8,497 บาท ->2,530 บาท

ELSA Premium Lifetime

9,999 บาท ->5,899 บาท

บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจอาการนาม รวมถึงวิธีการรู้จักและใช้ Gerund ในภาษาอังกฤษแต่ละสถานการณ์ได้อย่างถ่องแท้ นี่คือความรู้พื้นฐานที่จะช่วยให้คุณเขียนประโยคได้สอดคล้อง เป็นธรรมชาติ และถูกต้องตามหลักไวยากรณ์มากขึ้น โปรดติดตามบทความต่อไปกับ ELSA Speak เพื่อเพิ่มความรู้ด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษของคุณนะ!