Author: CTV PM

ผู้เรียนหลายคนมักสงสัยว่า อาการนาม Gerund คือ อะไร? และจะใช้มันอย่างไรให้ถูกต้อง ในบทความนี้ คุณจะได้เรียนรู้อย่างถ่องแท้เกี่ยวกับแนวคิดของ อาการนาม หลักการพื้นฐาน การใช้ที่พบบ่อยที่สุด พร้อมแบบฝึกหัดปฏิบัติเพื่อฝึกฝนทักษะการใช้ Gerund ได้อย่างถูกต้องนะ!

อาการนาม (Gerund) คือ อะไร?

อาการนาม (Gerund) เป็นคำกริยาที่เติม -ing ต่อท้าย แต่ทำหน้าที่เป็นคำนามในประโยค สามารถทำหน้าที่เป็นประธาน กรรม หรือส่วนเติมเต็มได้ ใช้เพื่ออ้างถึงการกระทำหรือสถานะ ซึ่งเป็นแนวคิดทั่วไป

อาการนาม เกิดจากการเติม -ing ต่อท้ายกริยา

ตัวอย่าง:

อาการนาม รูปแบบเชิงลบเกิดจากการเติม “not” ไว้หน้า V-ing 

ตัวอย่าง:

นอกจากนี้ คุณยังสามารถเพิ่มคำคุณศัพท์แสดงความเป็นเจ้าของก่อน อาการนาม เพื่อแสดงประธานที่กำลังกระทำได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น:

อาการนาม (Gerund) คือ อะไร?

ตำแหน่งของ อาการนาม (Gerund) ในประโยคภาษาอังกฤษ 

ในภาษาอังกฤษ อาการนาม สามารถอยู่หน้ากรรมเหมือนกริยา และสามารถอยู่ในตำแหน่งใดก็ได้ที่คำนามสามารถอยู่ได้ ตำแหน่งของอาการนามในประโยค:

ตำแหน่งของ อาการนาม (Gerund) ในประโยคภาษาอังกฤษ 

วิธีการใช้ อาการนาม (Gerund) ในภาษาอังกฤษ

อาการนามสามารถทำหน้าที่ได้หลากหลาย เช่น ประธาน กรรม และส่วนขยายในประโยค จึงมักถูกใช้ในการสื่อสารภาษาอังกฤษ ต่อไปนี้คือวิธีการใช้อาการนามที่จำง่าย

อาการนาม เป็นประธานในประโยค

อาการนาม (Gerund) สามารถทำหน้าที่เป็นประธานของประโยคได้ นั่นคือ การกระทำที่กล่าวถึงนั้นเป็นประธานของประโยค

Gerund / Gerund phrase + V + …

ตัวอย่าง:

วิธีการใช้ อาการนาม (Gerund) ในภาษาอังกฤษ

อาการนาม เป็นกรรมของกริยา

อาการนาม ใช้เป็นกรรมตรงของกริยาบางคำในประโยค

S + V + Gerund / Gerund phrase

ตัวอย่าง:

อาการนาม เป็นกรรมของกริยา

อาการนาม ทำหน้าที่ขยายคํากริยา

อาการนาม ใช้เป็นคำเสริมกริยาในประโยค ช่วยเพิ่มความหมายให้กับประธานหรือกริยาหลัก

S + V + (to be) + Gerund / Gerund phrase

ตัวอย่าง:

อาการนาม ทำหน้าที่ขยายคํากริยา

อาการนาม ใช้หลังคำบุพบทและคำสันธาน

อาการนาม ใช้หลังคำบุพบท (on, in, by, at, without, of, about,…) หรือคําสันธาน (after, before, when, while,…)

ตัวอย่าง:

อาการนาม ใช้หลังคำบุพบทและคำสันธาน

>> อ่านเพิ่มเติม: แยกแยะ Part of Speech 9 ประเภทในภาษาอังกฤษ: หลักการใช้ ตัวอย่าง แบบฝึกหัดโดยละเอียด

กรณีที่ควรทราบเมื่อใช้อาการนาม (Gerund)

Verb ที่ตามด้วย gerund

กริยาบางคำในภาษาอังกฤษมักจะตามด้วย gerund (-ing) การรู้จักกลุ่มกริยาเหล่านี้จะช่วยให้คุณใช้ประโยคได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรมชาติมากขึ้น

กริยา (Verb)ความหมายตัวอย่าง
admitยอมรับThe boy admitted making a mistake. (เด็กชายยอมรับว่าทำผิด)
anticipateคาดการณ์He anticipated traveling abroad next year. (เขาคาดหวังว่าจะได้ไปเที่ยวต่างประเทศปีหน้า)
appreciateชื่นชม I don’t appreciate being interrupted. (ฉันไม่ชอบให้ใครมาขัดจังหวะ)
avoidหลีกเลี่ยงI avoided answering her question. (ฉันเลี่ยงที่จะตอบคำถามของเธอ)
bearทนI can’t bear waiting for a long time. (ฉันทนรอนานไม่ได้)
detestเกลียดชังShe detests speaking in public. (เธอเกลียดการพูดในที่สาธารณะ)
considerพิจารณาI will consider going to the dentist. (ฉันจะพิจารณาเรื่องไปหาหมอฟัน)
preferชอบมากกว่าI preferred cycling to running. (ฉันชอบปั่นจักรยานมากกว่าวิ่ง)
delayล่าช้า He delayed leaving for work. (เขาเลื่อนการออกไปทำงาน)
denyปฏิเสธHe denied having taken part in the crime. (เขาปฏิเสธว่าไม่ได้มีส่วนร่วมในคดี)
discussอภิปรายThey discuss opening a new shop. (พวกเขาคุยกันเรื่องเปิดร้านใหม่)
can’t helpไม่ได้I can’t help falling in love with you. (ฉันห้ามใจไม่ให้ตกหลุมรักคุณไม่ได้เลย)
finishเสร็จI finished washing the dishes. (ฉันล้างจานเสร็จแล้ว)
needต้องการMy car needs repairing. (รถฉันต้องซ่อมแล้ว)
imagine / fancyจินตนาการ นึกภาพCan you imagine walking on the moon? (คุณนึกภาพการเดินบนดวงจันทร์ออกไหม)
keepต่อไปYou should keep practicing your English. (คุณควรฝึกภาษาอังกฤษต่อไป)
mentionพูดถึงShe mentioned going to the library. (เธอพูดถึงการไปห้องสมุด)
mindเกร็งใจI don’t mind opening the window. (ฉันไม่รังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างรถ)
missคิดถึงI miss traveling with my family. (ฉันคิดถึงการไปเที่ยวกับครอบครัว)
enjoyชอบI enjoy working out with friends. (ฉันชอบออกกำลังกายกับเพื่อน ๆ)
quitเลิกI quit smoking three years ago. (ฉันเลิกสูบบุหรี่มาสามปีแล้ว)
postponeเลื่อนLet’s postpone skiing until tomorrow. (เลื่อนการเล่นสกีไปเป็นพรุ่งนี้ดีกว่า)
recallนึกถึง ระลึกI don’t recall coming here before. (ฉันจำไม่ได้ว่าเคยมาที่นี่มาก่อน)
spendใช้ (เวลา เงิน)I will spend all night studying English. (ฉันจะใช้เวลาทั้งคืนเพื่อเรียนภาษาอังกฤษ)
practiceฝึกฝนThese athletes practice running every day. (นักกีฬาเหล่านี้ฝึกซ้อมวิ่งทุกวัน)
riskเสี่ยงDon’t risk insulting your colleague. (อย่าเสี่ยงที่จะดูถูกเพื่อนร่วมงานของคุณ)
resistต่อต้าน อดใจไม่ไหวI couldn’t resist eating ice cream. (ฉันอดใจไม่ไหวที่จะกินไอศกรีม)
suggestแนะนำ เสนอWe suggested raising the fees. (เราเสนอให้ขึ้นค่าธรรมเนียม)
can’t standทนไม่ได้I can’t stand laughing at him. (ฉันทนหัวเราะเยาะเขาไม่ได้)
tolerateอดทนWe will not tolerate bullying in any form. (เราจะไม่ยอมให้มีการกลั่นแกล้งทุกรูปแบบ)
Verb ที่ตามด้วย gerund

กริยาบางคำในภาษาอังกฤษสามารถมี gerund (V-ing) หรือ to-infinitive ประกอบได้โดยไม่ทำให้ความหมายของประโยคเปลี่ยนไป ช่วยให้ผู้เรียนมีการปรับใช้ในการแสดงออกมากขึ้น

กริยา (Verb)ความหมายตัวอย่าง
beginเริ่มIt began raining. / It began to rain. (ฝนเริ่มตกแล้ว)
startเริ่มShe started crying. / She started to cry. (เธอเริ่มร้องไห้)
continueต่อไปHe continued working after a short break. / He continued to work after a short break. (เขาทำงานต่อหลังจากพักไปครู่หนึ่ง)
likeชอบI like reading books. / I like to read books. (ฉันชอบอ่านหนังสือ)
loveชื่นชอบ / รักShe loves cooking. / She loves to cook. (เขาชอบทําอาหาร)
hateเกลียดI hate waiting in long lines. / I hate to wait in long lines. (ฉันเกลียดการรอคิวยาวๆ)
preferชอมมากกว่าI prefer walking to driving. / I prefer to walk rather than drive. (ฉันชอบเดินมากกว่าขับรถ)
can’t bearทนไม่ได้I can’t bear seeing animals suffer. / I can’t bear to see animals suffer. (ฉันทนเห็นสัตว์ทรมานไม่ได้)
intendตั้งใจHe intends studying abroad. / He intends to study abroad. (เขาตั้งใจจะไปเรียนต่อต่างประเทศ)
proposeเสนอShe proposed going out for dinner. / She proposed to go out for dinner. (เธอเสนอให้ออกไปทานอาหารเย็นข้างนอก)
กริยาตามไปสามารถใช้ Gerund หรือ to-Infinitive (ความหมายคล้ายกัน)

เมื่อพบคำกริยาต่อไปนี้ การเลือกใช้ V-ing หรือ to V ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของไวยากรณ์เท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อความหมายของประโยคด้วย ดังนั้น คุณจำเป็นต้องเข้าใจความแตกต่างอย่างชัดเจนเพื่อนำไปใช้ได้อย่างถูกต้องในแต่ละสถานการณ์

กริยา (Verb)ความหมายตัวอย่าง
stop(Gerund) หยุดทำบางสิ่งบางอย่างSuddenly everyone stopped talking. (ทันใดนั้นทุกคนก็หยุดพูด)
(To-inf) หยุดทำบางอย่างเพื่อทําสิ่งอื่นI stopped to fill in the form. (ฉันหยุดเพื่อกรอกแบบฟอร์ม)
try(Gerund) ลองทําอะไรบางอย่างดูI try putting on this shirt. (ฉันลองใส่เสื้อตัวนี้)
(To-inf) พยายามทําอะไรบางอย่างI try to finish my homework. (ฉันพยายามทำการบ้านให้เสร็จ)
remember(Gerund) จำสิ่งที่คุณทำในอดีตI remember seeing her on the bus. (ฉันจำได้ว่าเจอเธอบนรถบัส)
(To-inf) จำสิ่งที่คุณต้องทำในอนาคตRemember to see him tomorrow. (อย่าลืมเจอเขาพรุ่งนี้นะ)
regret(Gerund) เสียใจกับสิ่งที่คุณทำในอดีตI regret having been rude to him. (ฉันเสียใจที่พูดจาหยาบคายกับเขา)
(To-inf) เสียใจกับสิ่งที่คุณต้องทำในปัจจุบัน/อนาคตI regret to say that you failed the test. (ฉันเสียใจที่ต้องบอกว่าเธอสอบตก)
like / love / hate(Gerund) งานอดิเรก/พูดถึงนิสัยShe likes reading books. (เธอชอบอ่านหนังสือ)
(To-inf) ชอบในกรณีเฉพาะShe likes to read books in the garden. (เธอชอบอ่านหนังสือในสวน)
forget(Gerund) ลืมสิ่งที่คุณได้ทำI’ll never forget buying my first house. (ฉันจะไม่มีวันลืมตอนที่ซื้อบ้านหลังแรก)
(To-inf) ลืมสิ่งที่คุณต้องทำI forgot to buy coffee, so I had to drink tea instead. (ฉันลืมซื้อกาแฟ เลยต้องดื่มชาแทน)
learn(Gerund) เรียนรู้ในชั้นเรียน/ทฤษฎีI learn swimming at school. (ฉันเรียนว่ายน้ำที่โรงเรียน)
(To-inf) เรียนรู้/ทำจากประสบการณ์I learn to stay calm under pressure. (ฉันเรียนรู้ที่จะสงบสติอารมณ์ภายใต้ความกดดัน)
กริยาที่ตามมาสามารถเป็น Gerund หรือ To-Infinitive ก็ได้ แต่ความหมายจะแตกต่างกัน

กริยาบางคำสามารถตามด้วย gerund (V-ing) และ to-infinitive  แต่เมื่อใช้ to-infinitive จำเป็นต้องมีกรรมอยู่ตรงกลางเพื่อให้ประโยคมีความสมเหตุสมผล

กริยา (Verb)ความหมายตัวอย่าง
adviseให้คําแนะนํา/ปรึกษาShe advised checking the first option. (เธอแนะนำให้ตรวจสอบตัวเลือกแรก)
She advised me to check the first option. (เธอแนะนำให้ฉันเลือกตัวเลือกแรก)
recommendแนะนําThe plumber recommended buying a new faucet. (ช่างประปาแนะนำให้ซื้อก๊อกน้ำใหม่)
The plumber recommended me to buy a new faucet. (ช่างประปาแนะนำให้ฉันซื้อก๊อกน้ำใหม่)
allowอนุญาตThey don’t allow smoking in public places. (เขาไม่อนุญาตให้สูบบุหรี่ในที่สาธารณะ)
They don’t allow people to smoke in public places. (เขาไม่อนุญาตให้ทุกคนสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ)
permitอนุมัติHe doesn’t permit keeping pets on the premises. (เขาไม่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์เลี้ยงในบริเวณนี้)
He doesn’t permit tenants to keep pets on the premises. (เขาไม่อนุญาตให้ผู้เช่าเลี้ยงสัตว์เลี้ยงในบริเวณนี้)
forbidห้ามThe manager forbade entering the park. (ผู้จัดการห้ามเข้าสวนสาธารณะ)
The manager forbade everyone to enter the park. (ผู้จัดการห้ามทุกคนเข้าสวนสาธารณะ)
requireต้องการThe project required working as a team. (โครงการนี้ต้องการให้เราทำงานเป็นทีม)
The project required us to work as a team. (โครงการนี้ต้องการให้เราทำงานเป็นทีม)
กริยาสามารถตามด้วย Gerunds (รูปแบบ Ing) และ to-Inf V ได้ แต่ต้องมี "กรรม" ใน to-Infv

คำคุณศัพท์ตามด้วย อาการนาม

คำคุณศัพท์บางคำจะตามด้วย อาการนาม (V-ing) เช่น

ตัวอย่าง: I am interested in making video game. (ฉันสนใจกับการทำวิดีโอเกม) 

→ interested in เป็นคำคุณศัพท์ ตามด้วยอาการนาม making video game

คำคุณศัพท์ตามด้วย อาการนาม

ใช้ อาการนาม หลังวลีกริยาและสำนวน

กริยาวลี / สำนวนที่ตามด้วยอาการนาม (V-ing) เช่น:

ตัวอย่าง: She insisted on paying the bill. (เธอยืนกรานที่จะจ่ายบิล)

→ she เป็นประธานของประโยค และ insist on เป็นกริยาวลี และตามด้วย อาการนาม paying the bill

ใช้ อาการนาม หลังวลีกริยาและสำนวน

วิธีแยกแยะระหว่าง อาการนาม (gerund) กับคํานาม (noun)

ผู้เริ่มเรียนภาษาอังกฤษส่วนใหญ่มักสับสนระหว่างการใช้คำนามและอาการนาม ความแตกต่างระหว่างคำนามและอาการนามมีดังนี้:

ตัวอย่าง:

อาการนาม: Ploy should avoid eating too much meat.

→ พลอยควรหลีกเลี่ยงการทานเนื้อสัตว์มากเกินไป

คํานาม: Chai should avoid violent activities.

→ ชายควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมรุนแรง

ตัวอย่าง:

อาการนาม: Using smartphones is popular now.

→ การใช้สมาร์ทโฟนเป็นที่นิยมในปัจจุบัน

คํานาม: The popularity of smartphones increase nowadays.

→ สมาร์ทโฟนเริ่มดังมากขึ้นในปัจจุบัน

ตัวอย่าง:

อาการนาม: Doing exercise regularly brings many benefits.

→ การออกกำลังกายสม่ำเสมอมีประโยชน์มากมาย

คํานาม: Marry drives her regular route to work.

→ แมรี่ขับรถไปทำงานตามเส้นทางปกติของเธอ

วิธีแยกแยะระหว่าง อาการนาม (gerund) กับคํานาม (noun)

วิธีแยกแยะระหว่าง อาการนาม (gerund) กับกริยา (verb)

แม้ว่าอาการนามและกริยาจะมีรูปแบบของกริยาเหมือนกัน แต่หน้าที่ของพวกมันจะแตกต่างกัน จุดที่จะช่วยให้คุณแยกแยะระหว่างกริยากับอาการนามในภาษาอังกฤษ:

ตัวอย่าง:

อาการนาม: Cooking is very easy.

→ การทำอาหารง่ายมาก

คํากริยา: If I solve this exercise, I will get a high score.

→ ถ้าฉันทำแบบฝึกหัดนี้ได้สำเร็จ ฉันจะได้คะแนนสูง

อาการนาม: I enjoy studying English and Biology at school.

→ ฉันชอบเรียนภาษาอังกฤษและชีววิทยาที่โรงเรียน

คํากริยา: I study English and Biology at school.

→ ฉันเรียนภาษาอังกฤษและชีววิทยาที่โรงเรียน

ตัวอย่าง:

สามารถพูดว่า: I want him to meet her at coffee shop.

→ ฉันอยากให้เขาเจอเธอที่ร้านกาแฟ

แต่ไม่สามารถพูดว่า: I want him meeting her at coffee shop.

วิธีแยกแยะระหว่าง อาการนาม (gerund) กับกริยา (verb)

แบบฝึกหัดเกี่ยวกับ อาการนาม

หลังจากที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับตำแหน่งและหน้าที่ของอาการนามในภาษาอังกฤษแล้ว โปรดทำแบบฝึกหัด เกี่ยวกับอาการนามด้านล่างนี้ให้เสร็จ

แบบฝึกหัดที่ 1: จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุด 

  1. My friends advise me….(choose/ choosing/ to choose) that university.
  2. They delay….(send/to send/ sending) this letter to their president.
  3. Last month, my sister came back home after…. (finish/to finish/finishing) her studies at university. 
  4. We can’t help…(use/ to use/ using) this equipment for our work.
  5. I am sorry. I am so busy with…(work/ to work/working) that I don’t have time to call you back.
  6. My brother has difficulty in…(find/to find/finding) job in this city.
  7. We want them….(do/to do/doing) this for her.
  8. Nobody needs….(meet/to meet/meeting) her anymore.
  9. Thank you so much for….(accept/to accept/accepting) our proposal. We are looking forward to….(meet/to meet/meeting) you next month.
  10.  Why don’t you object to…(choose/to choose/choosing) her as our new director?
  11. Don’t do it!….(Plant/To plant/Planting) cannabis is illegal.
  12. I have decided ….(buy/to buy/buying) those shoes at this shop.
  13. They offered us…. (arrange/ to arrange/arranging) room for us without surcharge fee.
  14.  We don’t like…(meet/to meet/ meeting) this guy at her place.
  15.  She promised…(come/to come/coming) back before I fly to Paris.

เฉลย

  1. My friends advise me to choose that university.
  2. They delay sending this letter to their president.
  3. Last month, my sister came back home after finishing her studies at university.
  4. We can’t help using this equipment for our work.
  5. I am sorry. I am so busy with work that I don’t have time to call you back.
  6. My brother has difficulty in finding job in this city.
  7. We want them to do this for her.
  8. Nobody needs to meet her anymore.
  9. Thank you so much for accepting our proposal. We are looking forward to meeting you next month.
  10. Why don’t you object to choosing her as our new director?
  11. Don’t do it! Planting cannabis is illegal.
  12. I have decided to buy those shoes at this shop.
  13. They offered us to arrange room for us without surcharge fee.
  14. We don’t like meeting this guy at her place.
  15. She promised to come back before I fly to Paris

แบบฝึกหัดที่ 2: จงเขียนประโยคใหม่โดยใช้อาการนาม (Gerund)

  1. It is important to protect the environment.
    → …………………………………………………………………
  2. She said that she would stop smoking, but she didn’t.
    → …………………………………………………………………
  3. It is difficult to learn a new language at this age.
    → …………………………………………………………………
  4. He admitted that he had stolen the money.
    → …………………………………………………………………
  5. I think you should avoid talking about politics at the meeting.
    → …………………………………………………………………
  6. To finish this report on time is impossible.
    → …………………………………………………………………
  7. The teacher suggested that we should review the lesson.
    → …………………………………………………………………
  8. I like to play the piano in the evening.
    → …………………………………………………………………
  9. It took me two hours to complete this project.
    → …………………………………………………………………
  10. She is surprised to hear the news.
    → …………………………………………………………………

เฉลย:

  1. Protecting the environment is important.
  2. She said she would stop smoking, but she didn’t.
  3. Learning a new language at this age is difficult.
  4. He admitted stealing the money.
  5. I think you should avoid talking about politics at the meeting.
  6. Finishing this report on time is impossible.
  7. The teacher suggested reviewing the lesson.
  8. I like playing the piano in the evening.
  9. Completing this project took me two hours.
  10. Hearing the news surprised her.

แบบฝึกหัดที่ 3: ประโยคแต่ละประโยคมีข้อผิดพลาดที่เกี่ยวข้องกับอาการนาม ลองค้นหาและแก้ไขให้ถูกต้อง

  1. He denied to cheat in the exam.
    → …………………………………………………………………
  2. She suggested to go to the beach this weekend.
    → …………………………………………………………………
  3. I look forward to see you again soon.
    → …………………………………………………………………
  4. They had difficulty to find accommodation in Tokyo.
    → …………………………………………………………………
  5. She spent two hours to clean the kitchen.
    → …………………………………………………………………
  6. The manager doesn’t mind to work late.
    → …………………………………………………………………
  7. He kept to interrupt me during the meeting.
    → …………………………………………………………………
  8. The businessman admitted to pay a bribe.
    → …………………………………………………………………
  9. My father is used to wake up early every day.
    → …………………………………………………………………
  10. The teacher prevented us to use our mobile phones in class.
    → …………………………………………………………………

เฉลย

  1. He denied cheating in the exam.
  2. She suggested going to the beach this weekend.
  3. I look forward to seeing you again soon.
  4. They had difficulty finding accommodation in Tokyo.
  5. She spent two hours cleaning the kitchen.
  6. The manager doesn’t mind working late.
  7. He kept interrupting me during the meeting.
  8. The businessman admitted paying a bribe.
  9. My father is used to waking up early every day.
  10. The teacher prevented us from using our mobile phones in class.

คําถามที่พบบ่อย

  1. Gerund and infinitive ใช้ต่างกันยังไง?

อาการนาม (Gerund) = V-ing, ใช้เป็นคำนาม; คํากริยา (To-infinitive) = to + V, มักระบุจุดประสงค์หรืออนาคต

  1. ควรใช้ Gerund ตอนไหน?

ใช้อาการนามเป็นประธาน กรรม ส่วนขยาย หรือหลังคำบุพบทและกริยาบางคำ

  1. Gerund ใช้อะไรขยาย?

อาการนามอาจขยายได้โดยใช้คำคุณศัพท์ คำวิเศษณ์ หรือวลีขยาย เช่น คำนาม

  1. Gerund กับ present participle ต่างกันอย่างไร?

อาการนาม = V-ing ใช้เหมือนคํานาม; กริยาปัจจุบันกาล = V-ing ใช้เป็นคำคุณศัพท์หรือเพื่อสร้างกาลที่เน้นความต่อเนื่อง

ELSA Premium 1 ปี

8,497 บาท – 1,899 บาท

ELSA Premium ตลอดชีพ

7,999 บาท -> 4,029 บาท

บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจอาการนาม รวมถึงวิธีการรู้จักและใช้ Gerund ในภาษาอังกฤษแต่ละสถานการณ์ได้อย่างถ่องแท้ นี่คือความรู้พื้นฐานที่จะช่วยให้คุณเขียนประโยคได้สอดคล้อง เป็นธรรมชาติ และถูกต้องตามหลักไวยากรณ์มากขึ้น โปรดติดตามบทความต่อไปกับ ELSA Speak เพื่อเพิ่มความรู้ด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษของคุณนะ!

หากคุณกำลังเรียนไวยากรณ์ โครงสร้างประโยค หรือ Tense ต่าง ๆ ในภาษาอังกฤษ ก็อาจสงสัยว่า “กรรม (object)” คืออะไรใช่ไหม? บทความด้านล่างนี้จะจะพามาเรียนรู้เกี่ยวกับกรรมในภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นวิธีใช้ ตำแหน่ง และหน้าที่ของกรรมในประโยค เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจได้อย่างครบถ้วนยิ่งขึ้น

Object คือ

กรรม (Object) ในภาษาอังกฤษ คือองค์ประกอบหนึ่งของภาคแสดง (Predicate) มักวางหลังคำกริยา คำสันธาน หรือคำบุพบท มีหน้าที่ช่วยให้ความหมายของประโยคชัดเจนยิ่งขึ้น หรือแสดงความเชื่อมโยงระหว่างกรรมต่าง ๆ ผ่านคำสันธาน ในหนึ่งประโยคสามารถมีกรรมได้หลายตัว และมักอยู่กลางประโยคหรือท้ายประโยค

ตัวอย่าง:

object คือ

ตำแหน่งของกรรม (Object)

ตำแหน่งของกรรมในภาษาอังกฤษมักอยู่หลังคำกริยา คำบุพบท หรือคำสันธาน ในหนึ่งประโยคอาจมีกรรมหนึ่งตัวหรือหลายตัว อย่างไรก็ตาม กรรมจะสามารถวางได้เฉพาะส่วนกลางประโยคหรือท้ายประโยคเท่านั้น (ส่วนต้นประโยคเป็นประธาน) เมื่อในประโยคมีกรรมสองตัว คือ กรรมตรง และ กรรมรอง ลำดับของกรรมจะขึ้นอยู่กับว่ามีคำบุพบทตามมาหรือไม่

1. ตำแหน่งของกรรมเมื่อมีคำบุพบทตามหลัง

ตัวอย่าง:

2. ตำแหน่งของกรรมเมื่อไม่มีคำบุพบท

ตัวอย่าง: My teacher has given me homework. (ครูของฉันให้การบ้านกับฉัน)

ตำแหน่งของกรรม (object)

Object ทำหน้าที่อะไร?

ในไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ กรรม (Object – O) เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ประโยคสมบูรณ์และชัดเจนขึ้น กรรมไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มข้อมูลเท่านั้น แต่ยังบ่งบอกถึงผู้หรือสิ่งที่ได้รับผลจากการกระทำ ทำให้ความหมายในประโยคกระชับและเข้าใจง่ายขึ้น ด้านล่างนี้คือหน้าที่หลักของกรรม:

1. เพิ่มความหมายให้กับคำกริยา

ประโยคภาษาอังกฤษจะไม่สมบูรณ์หากขาดกรรมในกรณีที่คำกริยาต้องการผู้รับการกระทำ กรรมทำให้กริยามี “เป้าหมาย” ที่จะกระทำ ช่วยหลีกเลี่ยงไม่ให้ประโยคขาดความหมาย

ตัวอย่าง: She bought a new dress. (เธอซื้อชุดใหม่หนึ่งชุด)

→ ในตัวอย่างนี้ a new dress คือกรรม ช่วยระบุสิ่งที่คำกริยา bought กระทำต่อ

2. แสดงผู้หรือสิ่งที่ได้รับผลจากการกระทำ

Object ช่วยระบุว่า “ใคร” หรือ “อะไร” เป็นผู้ได้รับผล ทำให้ผู้อ่านหรือผู้ฟังเข้าใจเหตุการณ์ได้ชัดเจนขึ้น

ตัวอย่าง: He kicked the ball. (เขาเตะลูกบอล)

→ The ball คือกรรมตรง ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้รับผลโดยตรงจากการกระทำ kicked

3. ใช้ร่วมกับคำบุพบทเพื่อสร้างวลีบุพบท (Prepositional Phrase)

เมื่อ object ปรากฏในวลีบุพบท กรรมจะอยู่หลังคำบุพบทเสมอ ช่วยให้ความหมายของวลีสมบูรณ์ขึ้น วลีบุพบทมักใช้เพื่อบอกเวลา สถานที่ สาเหตุ หรือวัตถุประสงค์

ตัวอย่าง: She is waiting for her friend. (เธอกำลังรอเพื่อนของเธอ)

→ her friend เป็นกรรมของคำบุพบท for ทำให้วลี for her friend มีความหมายครบถ้วน

4. ทำให้ประโยคชัดเจนขึ้นเมื่อมีกรรมหลายตัว (กรรมตรงและกรรมรอง)

คำกริยาบางคำในภาษาอังกฤษต้องใช้กรรมสองตัว:

ตัวอย่าง: He gave me a book. (เขาให้หนังสือหนึ่งเล่มแก่ฉัน)

Object ทำหน้าที่อะไร?

>>> อ่านเพิ่มเติม: แยกแยะ Part of Speech 9 ประเภทในภาษาอังกฤษ: หลักการใช้ ตัวอย่าง แบบฝึกหัดโดยละเอียด

Object มี 3 ลักษณะ อะไรบ้าง ในภาษาอังกฤษ?

ในภาษาอังกฤษ ตำแหน่งและความหมายของ Object ในประโยคสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทดังนี้:

Object มี 3 ลักษณะ อะไรบ้าง ในภาษาอังกฤษ?

กรรมตรง (Direct Object)

กรรมตรงคือผู้หรือสิ่งที่ได้รับผลจากการกระทำโดยตรง กรรมตรงมักเป็นคำนามหรือสรรพนามที่บ่งบอกคนหรือสิ่งของ และจะอยู่หลังคำกริยาเสมอ

ตัวอย่าง: Lily makes a cake for her mom’s birthday (ลิลี่ทำเค้กวันเกิดให้แม่ของเธอ)

→ Cake คือกรรมตรง เพราะเป็นสิ่งที่ถูกทำขึ้นโดยการกระทำของ Lily

กรรมตรง (Direct Object)

กรรมรอง (Indirect Object)

กรรมรองคือผู้หรือสิ่งที่ได้รับผลจากการกระทำทางอ้อม ต้องผ่านกรรมตรงก่อน กรรมรองอาจเป็นคำนามหรือสรรพนามเช่นกัน

โดยทั่วไป กรรมรองอยู่หลังกรรมตรง และอาจมีหรือไม่มีคำบุพบทคั่นกลางก็ได้

ตัวอย่าง: Can I borrow your book? (ฉันขอยืมหนังสือของคุณได้ไหม?)

→ ประโยคนี้มีกรรมสองตัวคือ I และ your book

กรรมรอง (Indirect Object)

กรรมของคำบุพบท (Object of a preposition)

กรรมของคำบุพบทคือคำนาม สรรพนาม หรือกลุ่มนามที่อยู่หลังคำบุพบทโดยตรง เพื่อทำให้ความหมายของวลีบุพบทสมบูรณ์ บอกว่าใครหรืออะไรมีความเกี่ยวข้องกับตำแหน่ง การกระทำ หรือความสัมพันธ์

โครงสร้าง: คำบุพบท + กรรมของคำบุพบท

ตัวอย่าง: The book is on the bookshelf. (หนังสือวางอยู่บนชั้น)

ในประโยคนี้:

กรรมของคำบุพบท (Object of a preposition)

การแยกความแตกต่างระหว่างกรรมตรงและกรรมรอง

การแยกแยะกรรมตรง (Direct Object) และกรรมรอง (Indirect Object) เป็นสิ่งสำคัญในการทำความเข้าใจโครงสร้างประโยค เมื่อคุณรู้หลักพื้นฐานแล้ว คุณจะสามารถระบุประเภทของกรรมได้ง่ายขึ้นทั้งในการเขียนและการพูด

กรรมไม่เคยอยู่ลำพัง แต่ต้องมีความสัมพันธ์กับกริยา คำบุพบท หรือคำสันธาน อย่างไรก็ตาม วิธีการใช้กรรมตรงและกรรมรองมีความแตกต่างกันดังนี้:

นอกจากนี้ เพื่อแยกความแตกต่างระหว่างกรรมตรงและกรรมรอง คุณสามารถสังเกตตำแหน่งของกรรมในประโยคได้

ตัวอย่าง: He showed her the painting. → her เป็นกรรมรอง, the painting เป็นกรรมตรง

ตัวอย่าง: He showed the painting to her. → the painting เป็นกรรมตรง, her เป็นกรรมรอง

ตัวอย่าง

  1. Mark writes his friend a letter.

his friend → กรรมรอง

a letter → กรรมตรง

(ไม่มีคำบุพบท กรรมตัวหน้าคือกรรมรอง กรรมตัวหลังคือกรรมตรง)

  1. Mark writes a letter to his friend.

a letter → กรรมตรง

his friend → กรรมรอง

(มีคำบุพบท to กรรมที่ตามหลังคำบุพบทเป็นกรรมรอง)

การแยกความแตกต่างระหว่างกรรมตรงและกรรมรอง

รูปแบบของ object ในประโยค

ในประโยค กรรมอาจปรากฏได้หลายรูปแบบ เช่น คำนาม, กริยารูป to-infinitive, กริยารูป V-ing, สรรพนามบุรุษ หรืออนุประโยค

กรรมที่เป็นคำนาม

คำนามและกลุ่มคำนามสามารถทำหน้าที่เป็นกรรมตรงหรือกรรมรองในประโยคได้ โดยมักอยู่หลังคำกริยาหรือคำบุพบท ทำหน้าที่เพิ่มเติมความหมายให้การกระทำ ทำให้ประโยคชัดเจนและสมบูรณ์

คำนามจะเป็นกรรมเมื่อเป็นสิ่งที่ได้รับผลจากการกระทำ หรือเป็นผู้/สิ่งที่ได้รับการส่งต่อของการกระทำทางอ้อม

ตัวอย่างกรรมตรง: I help my father fix the chair. (ฉันช่วยพ่อซ่อมเก้าอี้)

→ the chair เป็นคำนามทำหน้าที่กรรมตรง เพราะเป็นสิ่งที่ถูกกระทำโดยตรงจากกริยา fix

ตัวอย่างกรรมรอง: He sent her a letter. (เขาส่งจดหมายให้เธอ)

→ her เป็นกรรมรอง (ผู้รับการกระทำ) a letter เป็นกรรมตรง (สิ่งที่ถูกส่ง)

ตัวอย่างกรรมตรง & กรรมรอง: He sent a letter to her. (เขาส่งจดหมายให้เธอ)

→ a letter ยังคงเป็นกรรมตรง

→ her เป็นกรรมรองเพราะอยู่หลังคำบุพบท to

กรรมที่เป็นคำนาม

กรรมที่เป็นกริยา-ing (Gerund Object)

นอกจากคำนามและกลุ่มคำนามแล้ว gerund (กริยาที่เติม -ing แล้วทำหน้าที่เป็นคำนาม) ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของกรรมที่พบได้บ่อยเช่นกัน Gerund เกิดจากการเติม -ing หลังคำกริยา ทำให้กริยานั้นกลายเป็นคำนามภายในประโยค

ในหลายกรณี คำกริยาบางคำต้องการให้กริยาที่ตามหลังอยู่ในรูป V-ing เสมอ ซึ่ง V-ing ในตำแหน่งนี้จะทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยาหลัก

ตัวอย่าง: She enjoys swimming in the ocean. (เธอชอบว่ายน้ำในมหาสมุทร)
→ swimming เป็น gerund ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา enjoys

คำกริยาหลายคำในภาษาอังกฤษที่ต้องตามด้วยกรรมรูป V-ing เสมอ ได้แก่:

Admit (ยอมรับ)Enjoy (ชอบ/เพลิดเพลิน)Suggest (แนะนำ/เสนอ)
Appreciate (ซาบซึ้ง)Finish (ทำเสร็จ)Consider (พิจารณา)
Avoid (หลีกเลี่ยง)Miss (คิดถึง/พลาด)Mind (ขัดข้อง/รังเกียจ)
Can’t help (อด…ไม่ได้)Postpone (เลื่อน)Recall (นึกออก)
Delay (ล่าช้า/ทำให้ล่าช้า)Practice (ฝึกฝน)Risk (เสี่ยง)
Deny (ปฏิเสธ)Quit (เลิก)Repeat (ทำซ้ำ)
Resist (ต่อต้าน/อดทนไม่ทำ)Resume (ทำต่อ)Resent (ไม่พอใจ/ขุ่นเคือง)
กรรมที่เป็นกริยา-ing (Gerund Object)

กรรมที่เป็นสรรพนามบุรุษ

สรรพนามบุรุษ (Personal Pronouns) มี 2 รูป คือ รูปประธาน (subject pronouns) และ รูปกรรม (object pronouns)

รูปประธานรูปกรรม
IMe
YouYou
HeHim
SheHer
ItIt
WeUs
TheyThem

สรรพนามบุรุษจะทำหน้าที่เป็นกรรมเมื่อมันเป็นผู้รับการกระทำโดยตรงหรือโดยอ้อมจากกริยา หรือเมื่อยืนหลังบุพบทเพื่อทำให้ความหมายของวลีบุพบทสมบูรณ์

ตัวอย่าง – กรรมตรง (Direct Object): I saw her at the library yesterday. (เมื่อวานฉันเห็นเธอที่ห้องสมุด)

→ her เป็นกรรมตรง ถูกกริยา saw กระทำโดยตรง

ตัวอย่าง – กรรมรอง (Indirect Object): She gave me a gift. (เธอมอบของขวัญให้ฉัน)

→ me เป็นกรรมรอง (ผู้รับ) และ a gift เป็นกรรมตรง

ตัวอย่าง – กรรมของบุพบท (Object of Preposition): This present is for him. (ของขวัญนี้สำหรับเขา)

→ him เป็นกรรมของบุพบท for ทำให้ความหมายของวลีบุพบทสมบูรณ์

กรรมที่เป็นสรรพนามบุรุษ

กรรมที่เป็นกริยารูปอินฟินิทีฟมี “to” (to V)

ในบางกรณี กริยาในประโยคสามารถตามด้วยกริยาอีกตัวหนึ่งในรูป to V (to-infinitive) เมื่อกริยารูป to V นี้ทำหน้าที่เป็นส่วนที่รับกริยา มันจะถือว่าเป็น Object ของกริยานั้น

คำกริยาที่มักตามด้วย to V: agree, attempt, claim, decide, demand, desire, expect, fail, forget, hesitate, hope, intend, learn, need, offer, plan, prepare, pretend, refuse, seem, strive, tend, want, wish,…

ตัวอย่าง: Nam decides to stay home for a few days. (นามตัดสินใจอยู่บ้านไม่กี่วัน.)

กรรมที่เป็นกริยารูปอินฟินิทีฟมี “to” (to V)

กรรมที่เป็นกริยารูป V-ing 

เช่นเดียวกับ to–V กริยาบางคำเมื่อตามหลังด้วยกริยาอีกคำหนึ่งในรูป V-ing กริยา V-ing นั้นจะถือว่าเป็น “กรรม” ในประโยค

กริยาที่ต้องตามด้วย V-ing ได้แก่: admit, appreciate, avoid, can’t help, delay, deny, resist, enjoy, finish, miss, postpone, practice, quit, resume, suggest, consider, mind, recall, risk, repeat, resent

ตัวอย่าง: I consider visiting Da Lat when I have time. (ฉันวางแผนไปเยือนดาลัตเมื่อมีเวลา).

กรรมที่เป็นกริยารูป V-ing

กรรมเป็นอนุประโยค

ในภาษาอังกฤษ กรรม (Object) ไม่ได้จำกัดอยู่แค่คำเดี่ยว คำนาม กลุ่มคำนาม หรือกริยารูป gerund เท่านั้น แต่ยังอาจเป็น อนุประโยค (clause) ได้ด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้น อนุประโยคดังกล่าวจะทำหน้าที่เป็นวัตถุที่รับผลกระทบโดยตรงจากคำกริยาในประโยค

อนุประโยคจะกลายเป็นกรรมต่อเมื่อมันยืนอยู่หลังคำกริยาเพื่อชี้ชัดว่าการกระทำมุ่งไปยังใครหรืออะไร โดยส่วนใหญ่จะเป็น อนุประโยคชนิดคำนาม (noun clause) ซึ่งมักขึ้นต้นด้วยคำเช่น what, how, where, why, whether, if เป็นต้น

ตัวอย่าง: She knows how he feels without saying a word. (เธอรู้ว่าเขารู้สึกอย่างไรโดยไม่ต้องพูดสักคำ)

→ how he feels without saying a word เป็นอนุประโยคชนิดคำนาม ทำหน้าที่เป็น กรรมตรง ของคำกริยา knows

กรรมเป็นอนุประโยค

กรรมที่เป็นคำคุณศัพท์

กรรมในภาษาอังกฤษยังสามารถเป็น คําคุณศัพท์ ภาษาอังกฤษที่ทำหน้าที่แทนคำนามกลุ่ม ได้ เมื่อคำคุณศัพท์ทำหน้าที่เช่นนี้ มันไม่เพียงบรรยายลักษณะเท่านั้น แต่ยังยืนแทนกลุ่มคนหรือสิ่งของ และทำหน้าที่เป็นกรรมในประโยคด้วย

ตัวอย่าง: We must help the poor. (พวกเราต้องช่วยเหลือคนยากจน)

→ the poor เป็นคำคุณศัพท์ที่ใช้แทนกลุ่มคนยากจน ทำหน้าที่เป็น กรรมตรง ของคำกริยา help

กรรมที่เป็นคำคุณศัพท์

แบบฝึกหัดเกี่ยวกับกรรม (Object) ในภาษาอังกฤษ

แบบฝึกหัด 1: เขียนประโยคใหม่โดยใช้คำที่ให้มา – ระวังวางตำแหน่ง object ให้ถูกต้อง:

  1. me / please? / Can you / the salt, / pass
  2. bedtime. / read / at / a short story / my children / always / I
  3. for 500US. / me / sell / wants to / My brother / his old car /
  4. me / get / Could you / a couple of sandwiches / at / the café?
  5. a better job. / Maybe / will find / the agency / you
  6. shouldn’t we / them / are visiting, / If you parents / some dinner? / cook
  7. Could you / this money / Alice? / to / give
  8. someone else. / I’m sorry / the job / offered / but / we’ve / to
  9. you / wrote / to / When was / a friend? / a letter / the last time.
  10. Shall I / some tickets / us? / for / book

เฉลย: 

  1. Can you pass me the salt, please?
  2. I always read my children a short story at bedtime.
  3. My brother wants to sell me his old car for 500 USD.
  4. Could you get me a couple of sandwiches at the café?
  5. Maybe the agency will find you a better job.
  6. If your parents are visiting, shouldn’t we cook them some dinner?
  7. Could you give this money to Alice?
  8. I’m sorry but we’ve offered the job to someone else.
  9. When was the last time you wrote a letter to a friend?
  10. Shall I book some tickets for us?

แบบฝึกหัด 2: แบบทดสอบปรนัย เลือก object ที่ถูกต้อง

  1. She loves ____ very much.

A. him

B. he

C. she

D. her

  1. I don’t know ____.

A. they

B. she

C. them

D. we

  1. Can you help ____ with this problem?

A. I

B. me

C. my

D. mine

  1. We invited ____ to our wedding

A. their

B. they

C. theirs

D. them

  1. Please give this book to ____.

A. her

B. she

C. hers

D. herself

  1. I saw ____ at the bus stop this morning.

A. he

B. him

C. his

D. he’s

  1. Don’t tell ____ the secret!

A. us

B. we

C. our

D. ours

  1. My mom is waiting for ____.

A. them

B. they

C. their

D. theirs

  1. The teacher asked ____ to answer the question.

A. me

B. I

C. my

D. mine

  1. I met ____ in the park yesterday.

A. she

B. her

C. hers

D. herself

เฉลย:

12345678910
เฉลยACBDABAAAB

คำถามที่พบบ่อย 

Objects มีอะไรบ้าง?

Objects ประกอบด้วย Direct Object (กรรมตรง), Indirect Object (กรรมรอง) และ Object of a Preposition (กรรมของคำบุพบท)

Subject + Verb + Object คือ?

เป็นโครงสร้างประโยคพื้นฐานในภาษาอังกฤษ: Subject + Verb + Object เช่น: She reads a book.

Object มี อะไร บ้าง?

Object อาจเป็นคน สิ่งของ หรือเหตุการณ์ที่การกระทำมีผลถึง

Object ทํา หน้าที่ อะไร?

Object คือผู้ที่รับหรือได้รับผลจากการกระทำที่ทำโดย subject

กรรม Object คือ?

ในประโยคซับซ้อนหรือประโยคผสม (complex/compound sentences) วัตถุอาจเป็นกรรมตรงหรือกรรมรองที่มาพร้อมกับหลายอนุประโยค

Object Pronoun คือ?

มีรูปแบบเป็นสรรพนามที่ทำหน้าที่เป็นกรรม เช่น: me, you, him, her, it, us, them

Object ใช้ ยัง ไง?

Direct object คือ?

กรรมตรง (Direct object) คือกรรมที่รับผลโดยตรงจากคำกริยา เช่น: I eat an apple. → an apple คือ direct object.

ELSA Premium 1 ปี

8,497 บาท – 1,899 บาท

ELSA Premium ตลอดชีพ

7,999 บาท -> 4,029 บาท

แม้ว่าหลักการเกี่ยวกับกรรม object คืออะไรจะไม่ซับซ้อนมาก แต่ในบางกรณีก็ยังเกิดความสับสนได้ง่าย ดังนั้นควรฝึกบ่อย ๆ และทำความเข้าใจจากชุดแบบฝึกหัดไวยากรณ์ของ ELSA Speak เพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของคุณอย่างรอบด้านนะคะ!

คุณกำลังมองหาวิธีพูดคำว่าป่วยภาษาอังกฤษเพื่อสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพเมื่อคุณไม่สบายอยู่ใช่ไหม? บทความนี้รวบรวมประโยคสื่อสาร คำศัพท์เกี่ยวกับอาการป่วย ป่วย ภาษาอังกฤษ คํา อ่าน ตัวอย่างบทสนทนา และสำนวนที่ใช้บ่อยไว้อย่างครบถ้วน ซึ่งจะช่วยให้คุณอธิบายอาการป่วย พูดคุยกับแพทย์ หรือขอลาป่วยได้อย่างมั่นใจ ทั้งในสภาพแวดล้อมการเรียนรู้และการทำงาน

วิธีพูดว่าป่วยภาษาอังกฤษ

คำว่า sick ในภาษาอังกฤษใช้หมายถึงอาการป่วยโดยทั่วไป สำนวนที่ใช้บ่อยที่สุดในการบอกว่าฉันป่วย ภาษาอังกฤษคือ I’m sick

ต่อไปนี้เป็นสำนวนอื่น ๆ ที่จะช่วยให้คุณระบุเกี่ยวกับภาวะสุขภาพของคุณได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

วิธีพูดทั่วไป

เมื่อคุณรู้สึกไม่สบายและอยากจะบอกเพื่อนหรือเพื่อนร่วมงานแต่ไม่อยากให้พวกเขากังวลมากเกินไปและรู้รายละเอียด ให้ใช้ประโยคบอกเล่าทั่วไปต่อไปนี้: 

วิธีพูดวิธีพูดทั่วไปว่าป่วยภาษาอังกฤษ

>>อ่านเพิ่มเติม: 10+ วิธีพูด Get well soon ช่วยให้คุณพูดภาษาอังกฤษเพราะขึ้นและเป็นมืออาชีพมากขึ้น

วิธีพูดอย่างละเอียด

เมื่ออธิบายภาวะสุขภาพของคุณ คุณสามารถใช้ประโยคต่อไปนี้เพื่ออธิบายอาการเจ็บป่วย ภาษาอังกฤษ ได้:

คําศัพท์เกี่ยวกับ อาการเจ็บป่วย ภาษาอังกฤษ พร้อม คํา อ่าน

โรคภัยไข้เจ็บ (Disease) เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นในชีวิต หลายคนมักพูดว่า “การไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเป็นลาภอันประเสริฐ” และโรคภัยไข้เจ็บมักมาพร้อมกับอาการ (Symptom) ต่าง ๆ ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าร่างกายกำลังป่วยเป็นโรคอะไร

คําศัพท์การออกเสียงความหมาย
Cold/kəʊld/หวัด
Cough/kɒf/ไอ
Sore throat/sɔː ˈθrəʊt/เจ็บคอ
Headache/ˈhedeɪk/ปวดหัว
Stomachache/ˈstʌmək eɪk/ปวดท้อง
Toothache/ˈtuːθ eɪk/ปวดฟัน
Earache/ˈɪəreɪk/ปวดหู
Cramp/kræmp/ปวดเกร็ง
Numb/nʌm/ชา
Infection/ɪnˈfekʃən/การติดเชื้อ
Broken leg/arm/ˈbrəʊkən leɡ / ɑːm/แขนหัก / ขาหัก
Rash/ræʃ/ผื่น
Diarrhea/ˌdaɪəˈrɪə/ท้องเสีย
Runny nose/ˈrʌni nəʊz/น้ำมูกไหล
Migraine/ˈmiːɡreɪn/ไมเกรน
Allergic reaction/əˈlɜːdʒɪk riˈækʃən/อาการแพ้
Vomit / Throw up/ˈvɒmɪt/ /θrəʊ ʌp/อาเจียน
Nausea/ˈnɔːziə/คลื่นไส้
Food poisoning/fuːd ˈpɔɪzənɪŋ/อาหารเป็นพิษ
Stroke/strəʊk/โรคหลอดเลือดสมอง
Cancer/ˈkænsə(r)/มะเร็ง
Diabetes/ˌdaɪəˈbiːtiːz/โรคเบาหวาน
Asthma/ˈæsmə/โรคหอบหืด
Hypertension/ˌhaɪpəˈtenʃən/ความดันโลหิตสูง
Fever/ˈfiːvə(r)/ไข้
Backache/ˈbækeɪk/ปวดหลัง
Dizziness/ˈdɪzinəs/เวียนศีรษะ
Fatigue/fəˈtiːɡ/อ่อนเพลีย
Insomnia/ɪnˈsɒmniə/นอนไม่หลับ
Bruise/bruːz/ฟกช้ำ
Bleeding/ˈbliːdɪŋ/เลือดออก
Cramps (menstrual)/kræmps/ปวดเกร็ง (ประจำเดือน)
Constipation/ˌkɒnstɪˈpeɪʃən/ท้องผูก
Flu (Influenza)/fluː/ไข้หวัดใหญ่
Sneeze/sniːz/จาม
Swelling/ˈswelɪŋ/บวม
Itchy/ˈɪtʃi/คัน
Shortness of breath/ˈʃɔːtnəs əv breθ/หายใจถี่
Chest pain/tʃest peɪn/เจ็บหน้าอก
High temperature/haɪ ˈtemprətʃə(r)/อุณหภูมิสูง
Loss of appetite/lɒs əv ˈæpɪtaɪt/เบื่ออาหาร

ประโยค อาการเจ็บป่วย ภาษาอังกฤษ

คำศัพท์ชื่อโรคที่พบบ่อยในภาษาอังกฤษ

ชื่อภาษาอังกฤษของโรคการออกเสียงความหมาย
Acne/ˈæk.ni/สิว
Alzheimer’s disease/ˈælts.haɪ.mərz dɪˈziːz/โรคอัลไซเมอร์
Appendicitis/əˌpɛn.dɪˈsaɪ.tɪs/ไส้ติ่งอักเสบ
Arthritis/ɑːrˈθraɪ.tɪs/โรคข้ออักเสบ
Asthma/ˈæs.mə/โรคหอบหืด
Athlete’s foot/ˈæθ.liːts fʊt/โรคน้ำกัดเท้า
Bronchitis/brɒŋˈkaɪ.tɪs/โรคหลอดลมอักเสบ
Cancer/ˈkæn.sər/มะเร็ง
Chickenpox/ˈtʃɪk.ɪn.pɒks/อีสุกอีใส
Colitis/kəˈlaɪ.tɪs/ลำไส้ใหญ่อักเสบ
COVID-19/ˌkoʊ.vɪd.naɪnˈtiːn/โควิด-19
Depression/dɪˈprɛʃ.ən/ภาวะซึมเศร้า
Diabetes/ˌdaɪ.əˈbiː.tɪs/โรคเบาหวาน
Eczema/ˈɛk.sɪ.mə/โรคเรื้อน
Flu/fluː/ไข้หวัดใหญ่
Gout/ɡaʊt/โรคเกาต์
Genital warts/ˈdʒɛn.ɪ.təl wɔːrts/หูดที่อวัยวะเพศ
Heart Attack/hɑːrt əˈtæk/หัวใจวาย
Heart disease/hɑːrt dɪˈziːz/โรคหัวใจ
High blood pressure/haɪ blʌd ˈprɛʃ.ər/ความดันโลหิตสูง
HIV/AIDS/ˌeɪtʃ.aɪˈviː/ /eɪdz/เอชไอวี/เอดส์
Hypothyroidism/ˌhaɪ.poʊˈθaɪ.rɔɪ.dɪz.əm/ภาวะไทรอยด์ทำงานน้อย
Hyperthyroidism/ˌhaɪ.pərˈθaɪ.rɔɪ.dɪz.əm/ภาวะไทรอยด์ทำงานมากเกิน
Influenza/ˌɪn.fluˈɛn.zə/ไข้หวัดใหญ่
Malaria/məˈleə.ri.ə/มาลาเรีย
Measles/ˈmiː.zəlz/โรคหัด
Mumps/mʌmps/คางทูม
Migraine/ˈmaɪ.ɡreɪn/ไมเกรน
Obsessive-compulsive disorder (OCD)/əbˈsɛs.ɪv kəmˈpʌl.sɪv dɪsˈɔːr.dər/โรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD)
Osteoarthritis/ˌɒs.ti.oʊ.ɑːrˈθraɪ.tɪs/โรคข้อเข่าเสื่อม
Polio/ˈpoʊ.li.oʊ/โรคโปลิโอ
Pneumonia/njuːˈmoʊ.ni.ə/โรคปอดบวม
Psoriasis/səˈraɪ.ə.sɪs/โรคสะเก็ดเงิน
Ringworm/ˈrɪŋ.wɜːrm/โรคขี้กลาก
Rubella/ruːˈbɛl.ə/โรคหัดเยอรมัน
Schizophrenia/ˌskɪt.səˈfriː.ni.ə/โรคจิตเภท
Shingles/ˈʃɪŋ.ɡəlz/โรคงูสวัด
Smallpox/ˈsmɔːl.pɒks/ไข้ทรพิษ
Stroke/stroʊk/โรคหลอดเลือดสมอง
Tuberculosis/tjuːˌbɜːr.kjəˈloʊ.sɪs/วัณโรค
Typhoid fever/ˈtaɪ.fɔɪd ˈfiː.vər/ไข้ไทฟอยด์
คำศัพท์ชื่อโรคที่พบบ่อยในภาษาอังกฤษ

วิธี ถาม อาการเจ็บป่วย ภาษาอังกฤษ

เมื่อคุณต้องการถามใครสักคนเกี่ยวกับสุขภาพหรืออาการของเขา ภาษาอังกฤษมีประโยคคําถามที่เป็นธรรมชาติและใช้งานง่ายมากมาย ต่อไปนี้คือตัวอย่างประโยคที่พบบ่อยที่สุดและความหมายในภาษาไทย:

วิธี ถาม อาการเจ็บป่วย ภาษาอังกฤษ

>> อ่านเพิ่มเติม: How Are You คืออะไร? วิธีตอบและใช้เป็นภาษาอังกฤษให้ถูกต้อง

ตัวอย่าง บทสนทนา ถามอาการป่วย ภาษาอังกฤษ

เมื่อคุณไปพบแพทย์หรือพูดคุยกับคนป่วย คุณสามารถใช้คำถามภาษาอังกฤษต่อไปนี้เพื่อถามเกี่ยวกับสุขภาพของพวกเขาได้ ด้านล่างคำถามแต่ละข้อมีคำอธิบายความหมายเพื่อให้คุณเข้าใจและจดจำง่ายขึ้น

บทสนทนาที่ 1: คุณหมอถามคนไข้เรื่องอาการเจ็บคอ

Doctor: “Good morning. What brings you here today?” (อรุณสวัสดิ์ครับ วันนี้มีอาการอะไรถึงมาพบคุณหมอครับ?)

Patient: “Good morning, doctor. My throat feels very sore and I’ve been coughing a lot.” (อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณหมอ ฉันรู้สึกเจ็บคอมาก แล้วก็ไอบ่อยมากด้วยค่ะ)

Doctor: “Your throat looks a bit scruffy. Do you get sweating and shivering?” (คอของคุณดูโทรมๆ หน่อย เหงื่อออกและตัวสั่นหรือเปล่าครับ)

Patient: “Yes, especially at night.” (มีค่ะ โดยเฉพาะเวลากลางคืนค่ะ)

Doctor: “Okay, let me examine you. Please breathe deeply.” (โอเคครับ ผมขอตรวจหน่อยนะครับ หายใจเข้าลึก ๆ นะครับ)

บทสนทนาที่ 2: คุณหมอสอบถามคนไข้เกี่ยวกับอาการของระบบย่อยอาหาร

Doctor: “So what brings you here?” (วันนี้มีเรื่องอะไรให้คุณหมอมาตรวจครับ?)

Patient: “I’ve had stomach pain since yesterday, and I felt nauseous after eating.” (ฉันปวดท้องตั้งแต่เมื่อวาน และรู้สึกคลื่นไส้หลังจากทานอาหารค่ะ)

Doctor: “What did you eat yesterday?” (เมื่อวานคุณทานอะไรบ้างครับ?)

Patient: “Mainly seafood. After that, the pain started.” (ส่วนใหญ่เป็นอาหารทะเลค่ะ หลังจากนั้นอาการปวดก็เริ่มขึ้น)

Doctor: “Have you taken any medicine so far?” (คุณได้ทานยาอะไรมาบ้างหรือยังครับ?)

Patient: “No, not yet.” (ยังเลยค่ะ)

Doctor: “Alright. I’ll run a quick check and see what’s going on.” (ได้ครับ เดี๋ยวผมจะตรวจดูอาการให้ครับ)

บทสนทนาที่ 3: หมอถามคนไข้เรื่องไข้หวัดใหญ่

Doctor: “How’re you doing today?” (วันนี้คุณเป็นยังไงบ้างครับ?)

Patient: “I’m still very tired. I have a fever and my body aches.” (ยังเหนื่อยอยู่เลยค่ะ มีไข้และปวดเมื่อยตามตัว)

Doctor: “Do you get sweating and shivering?” (คุณเหงื่อออกและตัวสั่นไหมครับ?)

Patient: “Yes, especially when the fever goes up.” (มีค่ะ โดยเฉพาะเวลาที่ไข้ขึ้นสูง)

Doctor: “Have you taken any medicine so far?” (คุณได้กินยาอะไรมาบ้างหรือยังครับ?)

Patient: “Just some paracetamol.” (แค่พาราเซตามอลค่ะ)

Doctor: “Okay. Do you have any other questions?” (โอเคครับ คุณมีคำถามอื่นอีกไหมครับ?)

ตัวอย่าง บทสนทนา ถามอาการป่วย ภาษาอังกฤษ

คําถามที่พบบ่อย

คนป่วยภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร?

คำภาษาอังกฤษสำหรับผู้ป่วยคือ: Patient – ผู้ป่วย / คนไข้

“ป่วย” ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร?

คำว่า “ป่วย” ในภาษาอังกฤษคือ: “to be sick” หรือ “to be ill.”

สำนวนภาษาอังกฤษเกี่ยวกับความเจ็บป่วย 

นอกจากจะใช้คำว่า sick เพื่อหมายถึงการเจ็บป่วยแล้ว เจ้าของภาษายังมักใช้คำอื่น ๆ แทนความหมายอีกมากมายโดยไม่ใช้คำนี้ ต่อไปนี้คือสำนวนภาษาอังกฤษทั่วไปที่ใช้พูดถึงการป่วย

ELSA Premium 1 ปี

8,497 บาท – 1,899 บาท

ELSA Premium ตลอดชีพ

7,999 บาท -> 4,029 บาท

การเรียนรู้วิธีพูดคําว่าป่วยภาษาอังกฤษจะช่วยให้คุณอธิบายอาการ ปรึกษาแพทย์ หรือขอลาป่วยได้อย่างมั่นใจมากขึ้น อย่าลืมฝึกฝนบทสนทนา คำศัพท์เกี่ยวกับโรค และสำนวนที่ใช้บ่อย เพื่อพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษในสถานการณ์ทางการแพทย์ในชีวิตประจำวันที่ ELSA Speak นะ

TOEIC เป็นหนึ่งในใบรับรองภาษาอังกฤษระดับนานาชาติที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน และถูกใช้กันอย่างแพร่หลายเพื่อประเมินความสามารถในการสื่อสารในสภาพแวดล้อมการทำงานแบบมืออาชีพ แล้ว โทอิค คือ? ข้อสอบ TOEIC มีส่วนประกอบอะไรบ้าง และมีวิธีการคิดคะแนนอย่างไร? มาดูรายละเอียดในบทความด้านล่างนี้เพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างข้อสอบ TOEIC และเตรียมตัวให้พร้อมที่สุดสำหรับการสอบที่กำลังจะมาถึงกันเถอะ

โทอิค คือ?

TOEIC (Test of English for International Communication) คือข้อสอบวัดระดับภาษาอังกฤษระดับนานาชาติ ที่ออกแบบมาเพื่อประเมินความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในสภาพแวดล้อมการทำงานและการสื่อสารแบบมืออาชีพ ข้อสอบ TOEIC ถูกพัฒนาและควบคุมโดย ETS (Educational Testing Service) ซึ่งเป็นองค์กรทดสอบทางการศึกษาชั้นนำของโลกที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกา

TOEIC ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ปี 1979 และได้กลายเป็นมาตรฐานการประเมินความสามารถภาษาอังกฤษที่ได้รับความนิยมทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากบริษัท องค์กรระหว่างประเทศ และมหาวิทยาลัยหลายแห่ง คะแนนสอบ TOEIC สะท้อนระดับความชำนาญในการใช้ภาษาอังกฤษของผู้สอบในสถานการณ์จริง เช่น การสื่อสารในที่ทำงาน การเขียนและตอบอีเมล การเข้าร่วมประชุม หรือการประมวลข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษ

โทอิค คือ?

ใบรับรอง TOEIC ใช้สำหรับอะไร?

ใบรับรอง TOEIC มีคุณภาพในการใช้งานจริงสูงและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั่วโลก ข้อสอบนี้ถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ด้านการศึกษาและอาชีพหลากหลาย ดังนี้:

ใบรับรอง TOEIC ใช้สำหรับอะไร?

รูปแบบข้อสอบ TOEIC ที่พบมากในปัจจุบัน

ปัจจุบัน ข้อสอบ TOEIC ถูกจัดสอบในหลายรูปแบบ เพื่อประเมินความสามารถภาษาอังกฤษของผู้สอบอย่างรอบด้าน และให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ในการเรียนและการทำงานของแต่ละคน

TOEIC Listening & Reading

นี่คือรูปแบบข้อสอบ TOEIC ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ประกอบด้วยสองส่วนคือ การฟังเพื่อความเข้าใจ (Listening) และการอ่านเพื่อความเข้าใจ (Reading) ข้อสอบเป็นแบบปรนัยทั้งหมด โดยมีคะแนนรวมสูงสุด 990 คะแนน (แต่ละส่วน 495 คะแนน) ผลสอบสะท้อนความสามารถในการเข้าใจและประมวลผลภาษาอังกฤษในสถานการณ์สื่อสารที่เกี่ยวข้องกับงานประจำวัน

TOEIC Speaking & Writing

ข้อสอบประเภทนี้มุ่งประเมินทักษะการพูดและการเขียนภาษาอังกฤษในสภาพแวดล้อมการทำงานระดับสากล ผู้สอบจะทำแบบฝึกหัด เช่น ตอบคำถาม พูดบรรยายรูปภาพ เขียนอีเมล หรือแสดงความคิดเห็น ข้อสอบมีระบบให้คะแนนแยกเฉพาะของแต่ละทักษะ โดยรวมสูงสุด 400 คะแนน

TOEIC Bridge

TOEIC Bridge เป็นเวอร์ชันย่อของข้อสอบ TOEIC ออกแบบมาสำหรับผู้เริ่มต้นหรือผู้ที่มีระดับภาษาอังกฤษพื้นฐาน โครงสร้างข้อสอบง่ายกว่า ช่วยให้ผู้สอบทำความคุ้นเคยกับรูปแบบมาตรฐานของ TOEIC และประเมินความสามารถภาษาอังกฤษในระดับเริ่มต้นได้อย่างเหมาะสม

รูปแบบข้อสอบ TOEIC ที่พบมากในปัจจุบัน

โครงสร้างข้อสอบ TOEIC แบบละเอียด

ข้อสอบ TOEIC ในปัจจุบันแบ่งออกเป็นสองรูปแบบหลัก ได้แก่ การสอบ 2 ทักษะ (ฟัง – อ่าน) และการสอบ 4 ทักษะ (ฟัง – พูด – อ่าน – เขียน) ซึ่งรูปแบบ 2 ทักษะเป็นรูปแบบที่นิยมมากที่สุดทั่วโลก

โครงสร้างข้อสอบ TOEIC แบบ 2 ทักษะ

ในการสอบรูปแบบนี้ ผู้สอบจะทำโจทย์ปรนัยทั้งหมด 200 ข้อ ภายในเวลา 120 นาที ข้อสอบประกอบด้วยสองส่วนหลัก ได้แก่:

ทักษะจำนวนคำถามเนื้อหาเวลาทำแบบทดสอบ
Listening (ฟัง)100บรรยายภาพ: 6 ข้อถาม–ตอบ: 25 ข้อบทสนทนาสั้น: 39 ข้อบทพูดยาว: 30 ข้อ45 นาที
Reading (อ่าน)100เติมประโยคให้สมบูรณ์: 30 ข้อเติมข้อความในย่อหน้า: 16 ข้อการอ่านเพื่อความเข้าใจ: 54 ข้อ75 นาที

ข้อสอบ TOEIC แบบ 2 ทักษะมุ่งเน้นการประเมินความสามารถในการฟังและอ่านภาษาอังกฤษในสภาพแวดล้อมการทำงานจริง ช่วยให้ผู้สอบแสดงทักษะการประมวลผลข้อมูล ความเข้าใจบทสนทนา และการอ่านเอกสารเชิงวิชาชีพภาษาอังกฤษได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงสร้างข้อสอบ TOEIC แบบ 4 ทักษะ

ในรูปแบบ TOEIC 4 ทักษะ ผู้สอบจะทำแบบทดสอบทั้งหมดครอบคลุมการฟัง การอ่าน การพูด และการเขียน รวมทั้งหมด 219 ข้อ ภายในเวลาประมาณ 200 นาที ข้อสอบนี้ช่วยประเมินความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษอย่างครบถ้วน ทั้งการสื่อสาร การประมวลผลข้อมูล และการแสดงความเห็นในสภาพแวดล้อมการทำงานระดับสากล

ทักษะจำนวนคำถามเนื้อหาเวลาทำแบบทดสอบ
Listening (ฟัง)100บรรยายภาพ: 6 ข้อ

ถาม–ตอบ: 25 ข้อ

บทสนทนาสั้น: 39 ข้อ

บทพูดยาว: 30 ข้อ
45 นาที
Reading (อ่าน)100เติมประโยคให้สมบูรณ์: 30 ข้อ

เติมข้อความในย่อหน้า: 16 ข้อ

การอ่านเพื่อความเข้าใจ: 54 ข้อ
75 นาที
Speaking (พูด)11อ่านบทความออกเสียง: 2 ข้อ

บรรยายภาพ: 2 ข้อ

ตอบคำถามสั้น: 3 ข้อ

ตอบคำถามจากข้อมูลที่กำหนด: 3 ข้อ

นำเสนอความคิดเห็นส่วนตัว: 1 ข้อ
20 นาที
Writing (เขียน)8เขียนบรรยายภาพ: 5 ข้อ

ตอบคำร้องด้วยข้อความตัวอักษร: 2 ข้อ

เขียนเรียงความแสดงความคิดเห็นส่วนตัว: 1 ข้อ
60 นาที

คะแนน TOEIC และวิธีการคำนวณแบบละเอียด

คะแนน TOEIC จะถูกแปลงจากจำนวนคำตอบที่ถูกต้องไปเป็นคะแนนมาตรฐาน เพื่อให้มั่นใจถึงความยุติธรรมและความแม่นยำสำหรับผู้สอบทุกคน แต่ละพาร์ทของข้อสอบจะมีวิธีการให้คะแนนเฉพาะ ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในทักษะต่าง ๆ

สำหรับ TOEIC แบบ 2 ทักษะ

วิธีให้คะแนน TOEIC Listening & Reading

ข้อสอบ TOEIC 2 ทักษะมีทั้งหมด 200 ข้อแบบปรนัย แบ่งเท่า ๆ กันเป็นสองพาร์ท:

คะแนนรวม TOEIC Listening & Reading จะอยู่ระหว่าง 10 ถึง 990 คะแนน โดยแต่ละคำตอบที่ถูกต้องจะถูกแปลงเป็นคะแนนมาตรฐานตามระบบของ ETS เพื่อให้ผลคะแนนมีความสม่ำเสมอในทุกช่วงสอบ

วิธีให้คะแนน TOEIC Listening & Reading

วิธีการให้คะแนน TOEIC Speaking & Writing

ข้อสอบ TOEIC Speaking & Writing จะประเมินจากคุณภาพของคำตอบและระดับความชำนาญในการใช้ภาษา

คะแนนรวมสูงสุดของข้อสอบชุดนี้คือ 400 ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการสื่อสารเชิงรุกด้วยภาษาอังกฤษในสภาพแวดล้อมด้านการเรียนและการทำงานอย่างมืออาชีพ

วิธีการให้คะแนน TOEIC Speaking & Writing

สำหรับ TOEIC แบบ 4 ทักษะ

ข้อสอบ TOEIC 4 ทักษะประเมินความสามารถภาษาอังกฤษของผู้เรียนอย่างครบถ้วน ครอบคลุมการฟัง การอ่าน การพูด และการเขียน โดยมีโครงสร้างดังนี้:

คะแนนรวมของ TOEIC 4 ทักษะอยู่ระหว่าง 10 – 1,200 ทุกคำตอบที่ถูกต้องหรือทุกงานที่ทำเสร็จจะถูกแปลงตามมาตรฐานคะแนนของ ETS เพื่อให้ผลสอบมีความสม่ำเสมอในแต่ละรอบสอบ และสะท้อนความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในสภาพแวดล้อมการเรียนและการทำงานระดับนานาชาติอย่างแม่นยำ

ระดับคะแนน TOEIC และความหมายของแต่ละระดับความสามารถ

คะแนน TOEIC จะถูกประเมินตามช่วงคะแนนตั้งแต่ 10 ถึง 990 คะแนน สะท้อนระดับความเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษของผู้สอบในบริบทการสื่อสารและการทำงานระดับนานาชาติ แต่ละช่วงคะแนนจะสอดคล้องกับระดับ CEFR (A1–C1) และช่วงคะแนน IELTS ที่เทียบเคียงได้ ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเปรียบเทียบและกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ของตนเองได้อย่างชัดเจน

คะแนน TOEICคะแนน IELTS คะแนน CEFR ระดับความสามารถ
10 – 2501.0 – 2.0A1ระดับพื้นฐาน ความสามารถในการสื่อสารยังมีจำกัดมาก
255 – 4002.5 – 4.0A2สามารถสื่อสารแบบง่าย ๆ ในสถานการณ์ที่คุ้นเคย เข้าใจประโยคสั้นและวลีทั่วไปได้
405 – 6004.5 – 6.0B1สามารถสื่อสารได้ในสถานการณ์พื้นฐานส่วนใหญ่ ทั้งในการทำงานและชีวิตประจำวัน
605 – 7806.0 – 7.0B2ใช้ภาษาอังกฤษได้ค่อนข้างดีในสภาพแวดล้อมการทำงาน สามารถเข้าใจและตอบสนองบทสนทนาที่ซับซ้อนขึ้นได้
785 – 9007.5 – 8.0B2+สื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมแบบมืออาชีพ แสดงความคิดได้ชัดเจนและแม่นยำ
905 – 9908.5 – 9.0C1เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษ ใช้ภาษาได้อย่างยืดหยุ่นและคล่องแคล่ว ในทุกสถานการณ์ทั้งด้านการเรียน การสื่อสาร และการทำงาน
ผู้ที่เตรียมสอบ TOEIC มักทบทวนทั้งโครงสร้างข้อสอบและไวยากรณ์สำคัญ เช่น หลายคนยังสงสัยว่า even if แปลว่า อะไร เพราะคำเชื่อมแบบนี้อาจพบได้ในพาร์ต Reading ของข้อสอบ TOEIC เช่นกัน

วิธีสมัครสอบและเตรียมสอบ TOEIC

ค่าธรรมเนียมสอบ TOEIC และขั้นตอนการสมัคร

ในปี 2025 ค่าธรรมเนียมในการเข้าร่วมการสอบ TOEIC แบ่งออกเป็นดังนี้:

ดังนั้น ค่าธรรมเนียมอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับรูปแบบการสมัครและหน่วยงานที่ผู้เข้าสอบเลือก

ค่าธรรมเนียมสอบ TOEIC และขั้นตอนการสมัคร

สถานที่สอบ TOEIC ในประเทศไทย

คุณสามารถลงทะเบียนและเข้าสอบ TOEIC ได้ที่ศูนย์สอบอย่างเป็นทางการในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ดังนี้:

ศูนย์สอบ TOEIC กรุงเทพฯ

ศูนย์สอบ TOEIC เชียงใหม่

ขั้นตอน – เอกสาร – กฎระเบียบเมื่อเข้าสอบ TOEIC

ขั้นตอนการลงทะเบียนสอบ TOEIC:

เอกสารที่ต้องนำไปในวันสอบ:

ข้อกำหนดในการสอบ TOEIC:

ขั้นตอน – เอกสาร – กฎระเบียบเมื่อเข้าสอบ TOEIC

การรับผลสอบ TOEIC และระยะเวลาออกคะแนน

ผู้เข้าสอบสามารถรับผลสอบ TOEIC ได้ในสองรูปแบบ:

วันที่ลงทะเบียนรับบริการรับผลสอบในกรุงเทพฯรับผลสอบในเชียงใหม่
วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 9:00 น.หลังสอบ เวลา 10:00 – 16:30 น.หลังสอบ 4 วัน เวลา 10:00 – 16:30 น.
วันเสาร์ เวลา 9.00 น.10:00 – 16:30 น.4 วันหลังสอบ เวลา 10.00 – 16.30 น.
วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 13:00 – 16:00 น.หลังสอบ เวลา 10:00 – 16:30 น.4 วันหลังสอบ เวลา 10:00 – 16:30 น.
วันเสาร์ เวลา 13:00 – 16:00 น.10:00 – 16:30 น.4 วันหลังสอบ เวลา 10:00 – 16:30 น.

50 คำศัพท์ TOEIC ที่พบบ่อยในข้อสอบ

คำศัพท์การออกเสียงความหมาย
accommodate/əˈkɑːmədeɪt/รองรับ / จัดให้เหมาะสม
arrangement/əˈreɪndʒ.mənt/การจัดเตรียม / การจัดการ
association/əˌsoʊ.siˈeɪ.ʃən/สมาคม 
attend/əˈtend/เข้าร่วม
connect/kəˈnekt/เชื่อมต่อ
hold/həʊld/จัดขึ้น / ถือ
location/loʊˈkeɪ.ʃən/สถานที่ (n)
overcrowded/oʊvərˈkraʊdɪd/แออัดเกินไป (adj)
register/ˈredʒɪstər/ลงทะเบียน
select/sɪˈlekt/เลือก (v)
session/ˈseʃn/ช่วงเวลา / การประชุมย่อย
take part in/teɪk pɑrt ɪn/เข้าร่วม
assist/əˈsɪst/ช่วยเหลือ
support/səˈpɔrt/สนับสนุน
coordinate/koʊˈɔːrdɪneɪt/ประสานงาน
dimension/daɪˈmenʃn/มิติ / ขนาด
ideal/aɪˈdiːəl/อุดมคติ, อุดมการณ์
exact/ɪɡˈzækt/แม่นยำ / ถูกต้อง
lead time/ˈliːd taɪm/ระยะเวลาในการรอคอยสินค้า
proximity/prɑːkˈsɪməti/ความใกล้เคียง (n)
regulation/ˌrɛɡyəˈleɪʃn/ระเบียบ / ข้อบังคับ (n)
site/saɪt/สถานที่
stage/steɪdʒ/เวที / ขั้นตอน
appreciation/əˌpriː.ʃiˈeɪ.ʃən/ความซาบซึ้ง / การชื่นชม
bring in/brɪŋ ɪn/นำเข้า / ดึงเข้ามา
code/koʊd/รหัส / กฎเกณฑ์
expose/ɪkˈspoʊz/เปิดเผย / ทำให้เห็น
glimpse/ɡlɪmps/เหลือบมอง / การเห็นเพียงแวบเดียว
be made of/bi meɪd əv/ทำมาจาก
out of/aʊt əv/หมด (วัสดุ)
outdated/aʊtˈdeɪtɪd/ล้าสมัย
practice/ˈpræktɪs/ฝึกฝน / การปฏิบัติ
reinforce/riːɪnˈfɔːrs/เสริมกำลัง / สนับสนุนให้แข็งแรงขึ้น
verbally/ˈvɝː.bəl.i/โดยวาจา
assemble/əˈsembl/รวบรวม / ประกอบ
beforehand/bɪˈfɔːrhænd/ล่วงหน้า (adv)
complication/ˌkɑːm.pləˈkeɪ.ʃən/ความยุ่งยาก / ภาวะแทรกซ้อน
courier/ˈkʊriər/ผู้ส่งของ (n)
distribute/dɪˈstrɪb.juːt/แจกจ่าย / กระจาย
express/ɪkˈspres/ด่วน / แสดงออก
layout/ˈleɪaʊt/ผัง / การจัดวาง
mention/ˈmenʃn/กล่าวถึง
petition/pəˈtɪʃn/คำร้อง / ยื่นคำร้อง
proof/pruːf/หลักฐาน
revise/rɪˈvaɪz/แก้ไข / ทบทวน
adjacent/əˈdʒeɪsnt/ติดกัน / ใกล้กัน
collaboration/kəˌlæb.əˈreɪ.ʃən/ความร่วมมือ (n)
concentrate on/ˈkɑːnsntreɪt ɑːn/มุ่งเน้น
conducive/kənˈduːsɪv/เอื้ออำนวย
lobby/ˈlɑːbi/ล็อบบี้ (n)
open to/əʊpən tu/เปิดกว้างต่อ
scrutiny/ˈskruː.t̬ən.i/การตรวจสอบอย่างละเอียด
opt/ɑːpt/เลือก
adhere/ədˈhɪr/ยึดมั่น / ปฏิบัติตาม
agenda/əˈdʒendə/ระเบียบวาระการประชุม
bring up/brɪŋ ʌp/ยกขึ้นมา / กล่าวถึง
conclude/kənˈkluːd/สรุป / ปิดท้าย
go ahead/ɡoʊ əˈhed/ดำเนินต่อไป
goal/ɡoʊl/เป้าหมาย
lengthy/ˈleŋθi/ยาวนาน (adj)
matter/ˈmætər/เรื่อง / ประเด็น
periodically/ˌpɪriˈɑdɪkli/ตามช่วงเวลา / เป็นระยะ ๆ
priority/praɪˈɔrət̮i/ลำดับความสำคัญ
progress/prəˈɡres/ความก้าวหน้า / ก้าวหน้า
waste/weɪst/สูญเปล่า / ของเสีย

>>> อ่านเพิ่มเติม: คําศัพท์ TOEIC ที่พบบ่อยและวิธีท่องจำที่มีประสิทธิภาพที่สุด

เคล็ดลับเตรียมสอบ TOEIC ที่บ้านให้ได้คะแนนสูง

คุณสามารถเรียน TOEIC ด้วยตนเองที่บ้านและทำคะแนนสูงได้ แม้จะยังไม่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษ หากคุณวางแผนการเรียนอย่างเป็นระบบ เริ่มจากการเรียนศัพท์ตามหัวข้อ ทบทวนไวยากรณ์พื้นฐาน และทำข้อสอบจำลองเพื่อฝึกการบริหารเวลา

ควบคู่กันนี้ ควรฝึกทั้ง 4 ทักษะไปพร้อมกัน: ฟังผ่านพอดแคสต์ อ่านข่าวสองภาษา ฝึกพูดโดยการอธิบายภาพและอัดเสียง รวมถึงเขียนอีเมลหรือย่อหน้าเล็ก ๆ เพื่อพัฒนาศัพท์และความลื่นไหลในการสื่อสาร

การใช้แพลตฟอร์มที่เชื่อถือได้อย่าง ELSA Speak, TOEIC Test Pro, Quizlet, BBC Learning English จะช่วยให้คุณฝึกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในด้านการออกเสียง คำศัพท์ และทักษะการฟัง–อ่านก่อนเข้าสอบ

เคล็ดลับเตรียมสอบ TOEIC ที่บ้านให้ได้คะแนนสูง

>>> อ่านเพิ่มเติม: เคล็ดลับเตรียมสอบ TOEIC  เองที่บ้านให้ได้คะแนนสูงที่คุณอาจจะยังไม่ทราบ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการสอบ TOEIC (FAQ)

โทอิคเต็มเท่าไหร่

บททดสอบ TOEIC แบบ 2 ทักษะ มีช่วงคะแนนตั้งแต่ 10 – 990 แบ่งเป็น Listening และ Reading โดยแต่ละส่วนมีคะแนนเต็ม 495 

สำหรับ TOEIC แบบ 4 ทักษะ คะแนนรวมจะเพิ่มขึ้นเป็น สูงสุดถึง 1,200 โดยมีการประเมินเพิ่มในทักษะ Speaking (200) และ Writing (200) ซึ่งช่วยสะท้อนความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างครอบคลุมทั้งในสภาพแวดล้อมการเรียนและการทำงาน

เวลาสอบ TOEIC นานเท่าไหร่?

เวลาทำข้อสอบ TOEIC แบบ 2 ทักษะ คือ 120 นาที (2 ชั่วโมง) ประกอบด้วย: 45 นาที สำหรับพาร์ท Listening และ 75 นาที สำหรับพาร์ท Reading

สำหรับ TOEIC แบบ 4 ทักษะ ผู้เข้าสอบจะทำเพิ่มอีกสองพาร์ทที่แยกกันอย่างอิสระ: Speaking ประมาณ 20 นาที (รวม 11 ข้อ) และ Writing ประมาณ 60 นาที (รวม 8 ข้อ)

ผลสอบโทอิค รอกี่วัน?

โดยทั่วไป ผลสอบ TOEIC จะออกภายใน 5–7 วันทำการ นับจากวันสอบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับศูนย์จัดสอบและรูปแบบการลงทะเบียนของผู้เข้าสอบ.

เตรียมสอบ TOEIC ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นกับ ELSA Speak – จำลองห้องสอบเสมือนจริง

ELSA Speak เป็นแอปพลิเคชันฝึกพูดภาษาอังกฤษอัจฉริยะที่มีผู้ใช้หลายล้านคนทั่วโลก ช่วยผู้เรียนพัฒนาทักษะการออกเสียง คำศัพท์ และการสื่อสารตอบโต้ – ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการทำคะแนนสูงในการสอบ TOEIC ด้วยเทคโนโลยีรู้จำเสียงพูด (Speech Recognition) แบบเฉพาะทางที่พัฒนาด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้ ELSA มอบประสบการณ์ฝึกสอบ TOEIC เสมือนจริง ราวกับอยู่ในห้องสอบจริง

จุดเด่นของ ELSA Speak:

ดาวน์โหลดแอป ELSA Speak เลยวันนี้ เพื่อสัมผัสประสบการณ์ห้องสอบ TOEIC เสมือนจริง และพัฒนาคะแนนของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในทุกๆ วัน!

คุณรู้หรือไม่ว่าปริญญาตรี ภาษาอังกฤษ แปลว่า และวิธีแยกแยะปริญญาประเภทต่าง ๆ เช่น BA, BS หรือ Master ได้อย่างไร บทความนี้จะอธิบายความหมาย ตัวย่อ การออกเสียง และวิธีการเขียนปริญญาในเรซูเม่ นอกจากนี้ คุณจะเข้าใจความแตกต่างระหว่าง BA และ BS อย่างชัดเจน รวมถึงชื่อของปริญญาโทและปริญญาเอก แฃะคำศัพท์ทางการศึกษาทั่วไปในภาษาอังกฤษ

ปริญญาตรี ภาษาอังกฤษ แปลว่า? 

ปริญญาตรี (Bachelor’s Degree) คือ ปริญญาที่มอบให้แก่นักศึกษาหลังจากสำเร็จการศึกษาในหลักสูตรมหาวิทยาลัย ซึ่งใช้เวลาประมาณ 3-5 ปี ผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจะได้รับการยอมรับว่ามีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น เศรษฐศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ ครุศาสตร์ นิติศาสตร์ หรือแพทยศาสตร์ และมีสิทธิ์ศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ปริญญาเอก หรือเข้าสู่ตลาดแรงงานด้วยความเชี่ยวชาญระดับสูง

ในระบบการศึกษาของประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ ปริญญาตรีศิลปศาสตร์ (BA) และวิทยาศาสตร์บัณฑิต (BS) เป็นปริญญาตรีสองใบที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ทั้งสองใบเป็นที่ยอมรับในระดับโลก แต่วิธีการอบรมและแนวทางการประกอบอาชีพจะแตกต่างกัน

ปริญญาตรี ภาษาอังกฤษ แปลว่า? 

ความเหมือนและความแตกต่างระหว่างปริญญาตรีวิทยาศาสตร์บัณฑิตและปริญญาตรีศิลปศาสตร์บัณฑิต

เกณฑ์วิทยาศาสตรบัณฑิต (BS)ศิลปศาสตรบัณฑิต (BA)
สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ วิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยี การแพทย์มนุษยศาสตร์ สังคม ศิลปะ ภาษา
โครงสร้างโครงการมุ่งเน้นวิชาเฉพาะทาง การวิจัย การปฏิบัติมีความยืดหยุ่น มีวิชาเลือกมากมายนอกเหนือจากสาขาวิชาเอก
ทักษะหลักการวิเคราะห์ การคำนวณ การคิดเชิงตรรกะการสื่อสาร การเขียน ความคิดสร้างสรรค์ การคิดเชิงวิพากษ์
โอกาสในการทํางานวิศวกร นักวิทยาศาสตร์ นักเทคโนโลยี ผู้เชี่ยวชาญด้านชีวการแพทย์นักข่าว ครู ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อ นักวิจัยสังคม
วัตถุประสงค์การเรียนรู้การเตรียมพร้อมสำหรับงานด้านเทคนิคพัฒนาทักษะทางสังคมและการคิดแบบหลายมิติ
ความเหมือนและความแตกต่างระหว่างปริญญาตรีวิทยาศาสตร์บัณฑิตและปริญญาตรีศิลปศาสตร์บัณฑิต

ชื่อ ปริญญาตรี ภาษาอังกฤษ แบ่งตามสาขาวิชา

ชื่อปริญญาตรีในภาษาอังกฤษตัวย่อความหมาย
Bachelor of EducationB.Ed.ปริญญาตรีศึกษาศาสตร์
Bachelor of Industrial DesignB.I.D.ปริญญาตรีออกแบบอุตสาหกรรม
Bachelor of AgricultureB.Agr.ปริญญาตรีเกษตรศาสตร์
Bachelor of Industrial EducationB.I.Ed.ปริญญาตรีศึกษาศาสตร์อุตสาหกรรม
Bachelor of Home EconomicsB.H.Econ.ปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ครัวเรือน
Doctor of Dental SurgeryD.D.S.ทันตแพทยศาสตรบัณฑิต
Bachelor of Agricultural TechnologyB.Agr.Tech.ปริญญาตรีเทคโนโลยีการเกษตร
Bachelor of TechnologyB.Tech.ปริญญาตรีเทคโนโลยี
Bachelor of LawsLL.B.ปริญญาตรีนิติศาสตร์
Bachelor of Arts (Communication Arts)B.A. (Communication Arts)ปริญญาตรีศิลปศาสตร์ (นิเทศศาสตร์)
Bachelor of Business AdministrationB.B.A.ปริญญาตรีบริหารธุรกิจ
Bachelor of AccountancyB.Acc.ปริญญาตรีบัญชี
Bachelor of Nursing ScienceB.N.S.พยาบาลศาสตรบัณฑิต
Doctor of MedicineM.D.แพทยศาสตรบัณฑิต
Bachelor of Arts (Buddhist Studies)B.A. (Buddhist Studies)ศิลปศาสตรบัณฑิต (พุทธศาสนศึกษา)
Bachelor of Landscape ArchitectureB.L.A.ภูมิสถาปัตยกรรมศาสตรบัณฑิต
Bachelor of Pharmacy / Bachelor of Science in PharmacyB.P. / B.Sc. in Pharm.เภสัชศาสตรบัณฑิต / วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาเภสัชศาสตร์
Bachelor of Public AdministrationB.P.A.รัฐประศาสนศาสตร์บัณฑิต
Bachelor of Arts (Political Science)B.A. (Political Science)ศิลปศาสตรบัณฑิต (รัฐศาสตร์)
Bachelor of Arts (Journalism)B.A. (Journalism)ศิลปศาสตรบัณฑิต (วารสารศาสตร์)
Bachelor of ScienceB.Sc.วิทยาศาสตรบัณฑิต
Bachelor of EngineeringB.Eng.วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต
Bachelor of ArtsB.A.ศิลปศาสตรบัณฑิต
Bachelor of Fine Arts and Applied ArtsB.F.A.ศิลปบัณฑิตและศิลปประยุกต์
Bachelor of Fine ArtsB.F.A.ศิลปบัณฑิต
Bachelor of EconomicsB.Econ.เศรษฐศาสตร์บัณฑิต
Bachelor of Agriculture Extension and CooperativesB.Agr.Ext.Coop.ส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์บัณฑิต
Bachelor of ArchitectureB.Ar. / B.Arch.สถาปัตยกรรมบัณฑิต
Bachelor of Science (Statistics)B.S. (Statistics)วิทยาศาสตรบัณฑิต (สถิติ)
Bachelor of Arts (Sociology and Anthropology)B.A. (Sociology and Anthropology)ศิลปศาสตรบัณฑิต (สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา)
Bachelor of Social WorkB.S.W.สังคมสงเคราะห์บัณฑิต
Doctor of Veterinary MedicineD.V.M.สัตวแพทยศาสตรบัณฑิต
Bachelor of Public HealthB.P.H.สาธารณสุขศาสตรบัณฑิต
Bachelor of Industrial TechnologyB.Ind.Tech.เทคโนโลยีอุตสาหกรรมบัณฑิต
ชื่อ ปริญญาตรี ภาษาอังกฤษ แบ่งตามสาขาวิชา

ชื่อ ปริญญาโท ภาษาอังกฤษ แบ่งตามสาขาวิชา

ชื่อ ปริญญาโท ภาษาอังกฤษตัวย่อความหมาย
Master of Home EconomicsM.H.E.ปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ในครัวเรือน
Master of ArtsM.A.ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (หรือ สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์)
Master of Business AdministrationM.B.A.บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต
Master of EngineeringM.Eng.วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต
Master of EducationM.Ed.ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต
Master of ScienceM.S.วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต
ชื่อ ปริญญาโท ภาษาอังกฤษ แบ่งตามสาขาวิชา

ชื่อ ปริญญาเอก ภาษาอังกฤษ แบ่งตามสาขาวิชา

ชื่อ ปริญญาเอก ภาษาอังกฤษตัวย่อความหมาย
Doctor of PhilosophyPh.D.ปริญญาเอก
Doctor of EngineeringD.Eng.วิศวกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิต
Doctor of Education (Doctor of Philosophy in Education)Ph.D. (Education) / Ed.D.ครุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต (ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาการศึกษา)
Doctor of ScienceD.Sc. / Ph.D. (Science)ปริญญาเอกสาขาวิทยาศาสตร์
ชื่อ ปริญญาเอก ภาษาอังกฤษ แบ่งตามสาขาวิชา

คำศัพท์ทางการศึกษาภาษาอังกฤษ

คำศัพท์ทางการศึกษาภาษาอังกฤษควาหมาย
Compulsory Educationการศึกษาภาคบังคับ
Non-formal Educationการศึกษานอกระบบ
Certificate / Diplomaประกาศนียบัตร / อนุปริญญา
Pre-kindergarten / Pre-schoolก่อนอนุบาล 
Kindergartenอนุบาล
Primary School / Elementary Schoolประถมศึกษา / ประถมศึกษาตอนต้น
Secondary School / High Schoolมัธยมศึกษา
Junior High Schoolมัธยมศึกษาตอนต้น
Senior High Schoolมัธยมศึกษาตอนปลาย
High School Certificateประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลาย
Technical Collegeวิทยาลัยเทคนิค
Polytechnical Collegeวิทยาลัยโพลีเทคนิค
Vocational Certificate (Voc. Cert.)ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ระดับกลาง)
Certificate of Technical Vocationประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิค
Diploma / High Vocational Certificate (Dip. / High Voc. Cert.)ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง / วิทยาลัยอาชีวศึกษา
Bachelor Degreesปริญญาตรี
Master Degreesปริญญาโท
Doctor Degreesปริญญาเอก
Honorary Doctorate Degreeปริญญาเอกกิตติมศักดิ์
Graduate Diploma (Grad. Dip.)ประกาศนียบัตรบัณฑิต 
First-Class Honorsเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง
Second-Class Honorsเกียรตินิยมอันดับสอง

ด้านล่างนี้เป็นรายชื่อสาขาวิชาหรือคณะมหาวิทยาลัยที่แปลเป็นภาษาอังกฤษ ทำให้ง่ายต่อการใช้ในประวัติย่อ CV หรือการสื่อสารทางวิชาการของคุณ

คำศัพท์ทางการศึกษาภาษาอังกฤษ
ชื่อคณะ (ภาษาอังกฤษ)ความหมาย
Faculty of Agricultureคณะเกษตรศาสตร์
Faculty of Dentistryคณะทันตแพทยศาสตร์
Faculty of Lawคณะนิติศาสตร์
Faculty of Communication Artsคณะนิเทศศาสตร์
Faculty of Business Administrationคณะบริหารธุรกิจ
Faculty of Fisheriesคณะประมง
Faculty of Commerce and Accountancyคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี
Faculty of Medicineคณะแพทยศาสตร์
Faculty of Pharmaceutical Sciencesคณะเภสัชศาสตร์
Faculty of Humanitiesคณะมนุษยศาสตร์
Faculty of Political Scienceคณะรัฐศาสตร์
Faculty of Forestryคณะวนศาสตร์
Faculty of Journalism and Mass Communicationคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน
Faculty of Scienceคณะวิทยาศาสตร์
Faculty of Engineeringคณะวิศวกรรมศาสตร์
Faculty of Architectureคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
Faculty of Liberal Artsคณะศิลปศาสตร์
Faculty of Educationคณะศึกษาศาสตร์
Faculty of Economicsคณะเศรษฐศาสตร์
Faculty of Allied Health Sciencesคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ
Faculty of Social Sciencesคณะสังคมศาสตร์
Faculty of Veterinary Medicineคณะสัตวแพทยศาสตร์
Faculty of Artsคณะศิลปศาสตร์
Faculty of Agro-Industryคณะอุตสาหกรรมเกษตร

>>> อ่านเพิ่มเติม: รวบรวมระดับตําแหน่ง ภาษาอังกฤษในบริษัทที่ใช้บ่อยที่สุด

ชื่อคณะ (ภาษาอังกฤษ)

คําถามที่พบบ่อย

ปริญญาตรี ภาษาอังกฤษ ย่อ คืออะไร?

ปริญญาตรีสาขาภาษาอังกฤษ มักย่อเป็น B.A. (Bachelor of Arts) หรือ B.S./B.Sc. (Bachelor of Science) ขึ้นอยู่กับภาควิชา / วิชาเอก

ปริญญาตรี ภาษาอังกฤษ อ่าน ว่า?

“Bachelor” ออกเสียงว่า /ˈbætʃ.əl.ɚ/ ในภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน หมายถึงผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัย

ปริญญา ตรี ภาษา อังกฤษ resume (resume)  

คุณสามารถเขียนได้ดังนี้:

อนุปริญญา ตรี ภาษาอังกฤษ แปลว่า?

วิทยาลัยในภาษาอังกฤษคือ Associate Degree หรือ College Diploma ขึ้นอยู่กับระบบการฝึกอบรม

ปริญญาตรีสาขาบัญชีภาษาอังกฤษคืออะไร?

ปริญญาตรีสาขาการบัญชี ภาษาอังกฤษ คือ Bachelor of Accounting หรือ Bachelor of Science in Accounting

ปริญญาตรีสาขาเศรษฐศาสตร์ภาษาอังกฤษคืออะไร?

ปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ภาษาอังกฤษ คือ Bachelor of Economics หรือ Bachelor of Arts in Economics

ความแตกต่างระหว่างปริญญาตรีกับปริญญามหาวิทยาลัย

ปริญญาตรี คือปริญญาที่มอบให้หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี กล่าวอีกนัยหนึ่ง ปริญญาตรี คือ ปริญญาจากมหาวิทยาลัย

ปริญญาเอกภาษาอังกฤษคืออะไร?

ปริญญาเอกสาขาภาษาอังกฤษอาจเป็นปริญญาเอก (Ph.D.) หรือปริญญาเอกสาขาวิศวกรรมศาสตร์ (D.Eng.) ขึ้นอยู่กับวิชาเอก

ปริญญาตรีคือปริญญามหาวิทยาลัยหรือไม่?

ใช่ ปริญญาตรีคือปริญญาจากมหาวิทยาลัยที่รับรองว่าผู้เรียนได้สำเร็จหลักสูตรฝึกอบรมระดับมหาวิทยาลัยแล้ว

คำศัพท์ทางการศึกษาภาษาอังกฤษ

ด้านล่างนี้เป็นรายการคำศัพท์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับระดับการศึกษาและประกาศนียบัตรในภาษาอังกฤษ ซึ่งคุณสามารถใช้ได้อย่างง่ายดายในประวัติย่อ CV หรือเอกสารทางวิชาการของคุณ

ภาษาอังกฤษภาษาไทย
Compulsory Educationการศึกษาภาคบังคับ
Non-formal Education (NFE)การศึกษานอกระบบ 
Certificates / Diplomasประกาศนียบัตร / ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง
Kindergarten / Preschoolอนุบาล
Primary School / Elementary Schoolประถมศึกษา
Lower Secondary School / Middle Schoolมัธยมศึกษาตอนต้น
Upper Secondary School / High Schoolมัธยมศึกษาตอนปลาย
High School Certificateประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลาย
Technical Collegeวิทยาลัยเทคนิค
Polytechnic Collegeวิทยาลัยโพลีเทคนิค
Vocational Certificate (Voc. Cert.)ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)
Technical Vocational Certificate (Voc.T.)ประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิค (ปวท.)
Higher Vocational Certificate (Voc.S.) / Diploma (Dip.)ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) / อนุปริญญา 
Bachelor’s Degreeปริญญาตรี
B.Acct. (Bachelor of Accounting)บ.บัญชี (ปริญญาตรีบัญชี)
B.BA. (Bachelor of Business Administration)บ.บ. (ปริญญาตรีบริหารธุรกิจ)
BA (Bachelor of Arts)บ.ศิลปศาสตรบัณฑิต
B.Arch. (Bachelor of Architecture)สถาปัตยกรรมศาสตรบัณฑิต
B.Sc. (Bachelor of Science)วิทยาศาสตรบัณฑิต
B.Eng. (Bachelor of Engineering)วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต
B.Ind.Tech. (Bachelor of Industrial Technology)เทคโนโลยีอุตสาหกรรมศาสตรบัณฑิต
Master’s Degreeปริญญาโท
MA (Master of Arts)ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต
M.Eng. (Master of Engineering)วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต
MS / MSc (Master of Science)วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต
Doctoral Degree / Doctorateปริญญาเอก
D.Eng. (Doctor of Engineering)วิศวกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิต
PhD / Ph.D. (Doctor of Philosophy)ปริญญาเอก (ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต)
Honorary Doctorateดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์
Graduate Diploma (Grad.Dip.)ประกาศนียบัตรบัณฑิต
First-Class Honoursเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง
Second-Class Honoursเกียรตินิยมอันดับสอง
คำศัพท์ทางการศึกษาภาษาอังกฤษ

พัฒนาคลังคำศัพท์ของคุณด้วยแอป ELSA Speak 

ELSA Speak คือเครื่องมือการเรียนรู้ภาษาอังกฤษอัจฉริยะที่จะช่วยให้คุณเพิ่มพูนคลังคำศัพท์และพัฒนาการออกเสียงของคุณได้อย่างแม่นยำที่สุด ด้วยเทคโนโลยีการจดจำเสียง AI แอปพลิเคชั่นจะวิเคราะห์เสียงแต่ละเสียงที่คุณออกเสียง ชี้ข้อผิดพลาด และแนะนำคุณให้แก้ไขตามมาตรฐานของเจ้าของภาษา

ELSA ไม่เพียงแต่ฝึกฝนการออกเสียงเท่านั้น แต่ยังมีระบบการเรียนรู้คำศัพท์ตามหัวข้อ พร้อมตัวอย่างจากประสบการณ์จริงและแบบฝึกหัดการท่องจำอีกด้วย แต่ละคำมีส่วนการฟัง การพูด และการทดสอบ ซึ่งจะช่วยให้คุณเข้าใจการออกเสียง ความหมาย และการใช้ประโยค ด้วยเหตุนี้ ผู้เรียนจึงสามารถพัฒนาคำศัพท์และพูดภาษาอังกฤษได้อย่างชัดเจน มั่นใจ และเป็นธรรมชาติมากขึ้น

พัฒนาคลังคำศัพท์ของคุณด้วยแอป ELSA Speak 

🔥รีบดูเลย! คอร์สเรียน ELSA พร้อมโปรลดจัดหนัก ลดแรงแบบไม่พัก!

ELSA Premium 1 ปี

8,497 บาท – 1,899 บาท

ELSA Premium ตลอดชีพ

7,999 บาท -> 4,029 บาท

การทำความเข้าใจว่า ปริญญาตรี ภาษาอังกฤษ แปลว่าอะไร ตัวย่อ วิธีการออกเสียง และเขียนในเรซูเม่ จะช่วยให้คุณรู้สึกมั่นใจมากขึ้นเมื่อสมัครงานหรือศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา การแยกความแตกต่างระหว่างปริญญาตรี (BA) และปริญญาตรีสาขาวิทยาศาสตร์บัณฑิต (BS) รวมถึงปริญญาโทและปริญญาเอกประเภทอื่น ๆ จะช่วยให้คุณเลือกเส้นทางการศึกษาและการพัฒนาอาชีพที่เหมาะสม เพื่อพัฒนาทักษะการออกเสียงและการสื่อสารภาษาอังกฤษ คุณสามารถใช้ ELSA Speak แอปพลิเคชั่นที่จะช่วยให้คุณฝึกพูดอย่างถูกต้อง และจะช่วยอ่านชื่อปริญญาและคำศัพท์ทางการศึกษาได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ

ทุกวันนี้คุณคงได้ยินคนพูดถึง Parasocial กันบ่อยๆ แต่อาจจะยังไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของมัน นี่เป็นศัพท์ทางจิตวิทยาและสื่อที่น่าสนใจที่ใช้อธิบายความสัมพันธ์แบบทางเดียวระหว่างแฟนๆ และคนดัง มาสำรวจกับ ELSA ว่า parasocial คืออะไร พร้อมตัวอย่างในชีวิตจริง เพื่อให้คุณเข้าใจและนำไปใช้ได้ในบริบทที่ถูกต้อง!

Parasocial คืออะไร?

Parasocial เป็นคำที่ได้รับการโหวตจาก Cambridge Dictionary ให้เป็น Word of the Year 2025 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของแนวคิดความสัมพันธ์ทางอารมณ์แบบทางเดียวในยุคดิจิทัล

Parasocial (คำคุณศัพท์) คือคำที่อธิบายถึงความผูกพันทางอารมณ์แบบทางเดียวที่บุคคลรู้สึกต่อตัวละครหรือบุคคลที่เขาไม่รู้จักในชีวิตจริง เช่น คนดัง ตัวละครสมมติ หรือแม้แต่ปัญญาประดิษฐ์

คำว่า Parasocial คือการรวมกันของสององค์ประกอบ:

เมื่อรวมกันแล้ว Parasocial หมายถึง “เกือบจะเป็นสังคม” หรือ “กึ่งสังคม” คือรูปแบบหนึ่งของปฏิสัมพันธ์ที่ดูเหมือนจะเป็นการสื่อสารทางสังคม แต่จริงๆ แล้วขาดองค์ประกอบหลักคือการปฏิสัมพันธ์แบบสองทาง

คำว่า parasocial มีการออกเสียงสากล (IPA) ดังต่อไปนี้ /ˌpær.əˈsoʊ.ʃəl/

คำว่า Parasocial Relationship คือ หรือ ความสัมพันธ์กึ่งสังคม เป็นแนวคิดทางจิตวิทยาที่นักสังคมวิทยา Donald Horton และ R. Richard Wohl นำมาใช้ครั้งแรกในปี 1956 เพื่ออธิบายถึงความผูกพันทางอารมณ์ที่ผู้ชมโทรทัศน์มีต่อตัวละครบนจอ

Parasocial คืออะไร?

Parasocial ปรากฏอยู่ในสถานการณ์ใดบ้าง?

Parasocial ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ อันที่จริงมันมักเกิดขึ้นบ่อยในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราบริโภคเนื้อหาดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ต่อไปนี้คือสถานการณ์ทั่วไปที่จะช่วยให้คุณเห็นภาพชัดเจนขึ้น:

Parasocial ปรากฏอยู่ในสถานการณ์ใดบ้าง?

ทำไมคำว่า parasocial ถึงเป็นคำที่ฮอตที่สุดในปี 2025?

Parasocial กลายเป็น spotlight ในปี 2025 เพราะสะท้อนถึงวิธีที่ผู้คนเชื่อมต่อกันในยุคดิจิทัล โซเชียลมีเดียส่งเสริมความรู้สึกใกล้ชิดเสมือนจริงมากขึ้นเรื่อยๆ ผ่าน TikTok วิดีโอบล็อกส่วนตัว คอนเทนต์ในชีวิตประจำวัน การสารภาพรักผ่านไลฟ์สด ฯลฯ คอนเทนต์เหล่านี้ทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนกำลังมีปฏิสัมพันธ์กับผู้สร้างคอนเทนต์ในชีวิตจริง

นอกจากนี้ กระแสความนิยมอย่างก้าวกระโดดของวัฒนธรรมแฟนคลับ โดยเฉพาะในวงการ K-pop streamer, YouTuber และ TikTok creator ทำให้ parasocial กลายเป็นปรากฏการณ์ที่โดดเด่นและเป็นที่จดจำได้ง่าย

หากคุณติดตามผู้สร้างคอนเทนต์ชาวต่างชาติเป็นประจำ คุณจะพบกับศัพท์สแลง/buzzwords บนอินเทอร์เน็ตที่ใช้กันอย่างแพร่หลายบนโซเชียลมีเดีย นี่คือตัวอย่างทั่วไป และคำศัพท์ใหม่ๆ ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ได้เพิ่มเข้ามาในปีนี้:

ทำไมคำว่า parasocial ถึงเป็นคำที่ฮอตที่สุดในปี 2025?

Parasocial ใช้อย่างไรในภาษาอังกฤษ?

ในภาษาอังกฤษ parasocial มักใช้เพื่ออธิบายพฤติกรรม ปฏิสัมพันธ์ หรือการเชื่อมโยงแบบด้านเดียวและแบบกึ่งสังคม

ต่อไปนี้คือวลีพื้นฐานและสำคัญที่สุดสามวลี:

วลีภาษาอังกฤษการออกเสียง (IPA)ความหมายคำอธิบายสั้นๆ
Parasocial behavior/ˌpær.əˈsoʊ.ʃəl bɪˈheɪ.vjər/พฤติกรรมพาราสังคมการกระทำที่แสดงถึงการมีส่วนร่วมฝ่ายเดียว เช่น การส่งข้อความเหมือนกับว่าคนดังจะอ่าน การซื้อของขวัญโดยไม่รู้ที่อยู่ของเขา หรือการปกป้องเขาบนโซเชียลมีเดีย
Parasocial interaction/ˌpær.əˈsoʊ.ʃəl ˌɪn.tərˈæk.ʃən/การปฏิสัมพันธ์ทางสังคมแบบกึ่งมีส่วนร่วมความรู้สึกเหมือนคุณกำลังมีส่วนร่วมในบทสนทนาหรือการโต้ตอบจริง ๆ ขณะดูทีวี ไลฟ์สตรีม หรือวิดีโอบล็อก แม้ว่าผู้ชมจะแค่รับข้อมูลแบบพาสซีฟก็ตาม นี่คือกระบวนการที่นำไปสู่ความสัมพันธ์แบบ PSR
Parasocial bonding/ˌpær.əˈsoʊ.ʃəl ˈbɒn.dɪŋ/ความสัมพันธ์แบบรักเดียวข้างเดียวการพัฒนาและรักษาความผูกพันทางอารมณ์ที่ใกล้ชิดและเป็นหนึ่งเดียวไว้ตลอดเวลา ยิ่งความผูกพันนี้ลึกซึ้งมากเท่าไหร่ แฟนๆ ก็ยิ่งรู้สึกเหมือนเป็นคนที่สนิทกับพวกเขามากขึ้นเท่านั้น

ตารางวลี Parasocial ในภาษาอังกฤษ

Parasocial ใช้อย่างไรในภาษาอังกฤษ?

ตัวอย่างประโยคภาษาอังกฤษที่มีคำว่า parasocial

ตัวอย่างที่ 1: Many young viewers develop parasocial attachments to their favorite streamers.

คำแปล: ผู้ชมรุ่นเยาว์จำนวนมากพัฒนาความผูกพันแบบพาราโซเซียลกับสตรีมเมอร์คนโปรด

=> ในประโยคนี้ ความผูกพันแบบพาราโซเซียลอธิบายถึงความผูกพันทางอารมณ์เพียงด้านเดียว รู้สึกใกล้ชิดกับสตรีมเมอร์ แม้ว่าจะไม่รู้จักกันในชีวิตจริงก็ตาม

ตัวอย่างที่ 2: The rise of social media has made parasocial interactions more common.

คำแปล: การเติบโตของโซเชียลมีเดียทำให้การปฏิสัมพันธ์ทางสังคมแบบกึ่งมีส่วนร่วมเป็นเรื่องปกติมากขึ้น

=> ประโยคนี้เน้นย้ำว่าด้วยโซเชียลมีเดีย ปรากฏการณ์ที่แฟนๆ รู้สึกเหมือนกำลังแชทหรือมีปฏิสัมพันธ์กับคนดัง (parasocial interactions) กลายเป็นประสบการณ์ที่คุ้นเคยสำหรับหลายๆ คน

ตัวอย่างที่ 3: The news anchor’s familiarity helps maintain a strong parasocial bond with the audience.

คำแปล: ความคุ้นเคยของผู้ประกาศข่าวช่วยรักษาความสัมพันธ์แบบรักเดียวข้างเดียวที่แข็งแกร่งกับผู้ชม

=> ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า parasocial bond ไม่ได้มีผลเฉพาะกับผู้ให้ความบันเทิงที่มีชื่อเสียงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบุคคลที่มักปรากฏในสื่อดั้งเดิม เช่น ข่าว ซึ่งผู้ชมรู้สึกว่าพวกเขารู้จักผู้ประกาศข่าวเป็นอย่างดี

ตัวอย่างที่ 4: Psychologists often study parasocial relationships to understand the emotional impact of media consumption.

คำแปล: นักจิตวิทยามักศึกษาความสัมพันธ์พาราสังคมเพื่อทำความเข้าใจผลกระทบทางอารมณ์จากการบริโภคสื่อ

=> ประโยคนี้วางความสัมพันธ์พาราสังคมไว้ในบริบทของงานวิจัยทางวิชาการ โดยยืนยันถึงความสำคัญในการประเมินอิทธิพลของสื่อมวลชนที่มีต่อจิตวิทยามนุษย์

ตัวอย่างประโยคภาษาอังกฤษที่มีคำว่า parasocial

คำศัพท์ภาษาอังกฤษอื่นๆ ในหัวข้อเดียวกัน

เพื่อให้คุณเข้าใจและจดจำได้ง่ายขึ้น ด้านล่างนี้คือตารางสรุปคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อ parasocial ซึ่งรวมถึงคำอธิบาย ความหมาย และหมายเหตุการใช้

ตารางนี้จะช่วยให้คุณขยายคลังคำศัพท์เกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาของสื่อ ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งเมื่ออ่านเอกสารหรือรับชมเนื้อหาเกี่ยวกับเครือข่ายสังคมออนไลน์ ไอดอล อินฟลูเอนเซอร์ และพฤติกรรมผู้ใช้ในยุคดิจิทัล

คำศัพท์คำอ่านความหมายหมายเหตุ / ตัวอย่างการใช้งาน
One-sided relationship/wʌn-saɪ.dɪd ˌrɪˈleɪ.ʃən.ʃɪp/ความสัมพันธ์ทางเดียวคำพ้องความหมาย: unrequited relationship, parasocial relationship.
Intensify/ɪnˈten.sɪ.faɪ/ทำให้รุนแรงขึ้น ทำให้มากขึ้นIntensify the intimacy –เพิ่มความใกล้ชิด; intensify the feeling.
Sustained trend/səˈsteɪnd trend/แนวโน้มที่คงอยู่ต่อเนื่องใช้สำหรับปรากฏการณ์ในระยะยาว ไม่ใช่แนวโน้มชั่วคราว
Spike / Surge/spaɪk/ – /sɜːdʒ/เพิ่มขึ้นเร็วมากมักพบในแผนภูมิ สถิติ รายงาน (IELTS Writing Task 1).
Take on (phrasal verb)/teɪk ɒn/รับผิดชอบAI companions take on personalities – AI เข้ามามีบทบาทกับบุคลิกภาพของมนุษย์
Devotion/dɪˈvəʊ.ʃən/ความทุ่มเท การอุทิศตนระดับอารมณ์ที่สูงกว่า “love” หรือ “support”.

คำศัพท์ภาษาอังกฤษอื่นๆ ในหัวข้อเดียวกันกับ parasocial

คำศัพท์ภาษาอังกฤษอื่นๆ ในหัวข้อเดียวกัน

เรียนรู้การออกเสียง parasocial และอื่นๆ อีกมากมายบนแอป ELSA Speak

หากคุณต้องการออกเสียง parasocial ได้อย่างถูกต้องเหมือนเจ้าของภาษา ตั้งแต่เสียงหนัก /ˌpær.əˈsoʊ.ʃəl/ ไปจนถึงพยัญชนะท้ายคำ “-cial” ELSA Speak คือเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง เพียงแค่เปิดแอป พิมพ์คำว่า “parasocial” คุณจะเห็นหน้าจอฝึกออกเสียง

ELSA โดดเด่นด้วยความสามารถในการจดจำเสียง AI ได้อย่างแม่นยำ แอปจะฟังเสียงของคุณ ชี้จุดที่คุณออกเสียงผิด และแนะนำวิธีปรับปาก ลิ้น และลมหายใจของคุณ ด้วยวิธีนี้ คุณจะไม่เพียงแต่ออกเสียง parasocial ได้อย่างถูกต้องเท่านั้น แต่ยังเอาชนะคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ยากอื่นๆ ได้อย่างมั่นใจอีกด้วย

เรียนรู้การออกเสียง parasocial และอื่นๆ อีกมากมายบนแอป ELSA Speak

🔥รีบดูเลย! คอร์สเรียน ELSA พร้อมโปรลดจัดหนัก ลดแรงแบบไม่พัก!

ELSA Premium 1 ปี

8,497 บาท – 1,899 บาท

ELSA Premium ตลอดชีพ

7,999 บาท -> 4,029 บาท

จากบทความข้างต้น Parasocial ไม่เพียงเป็นคำศัพท์ที่น่าสนใจเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงวิธีที่เชื่อมต่อกันในยุคดิจิทัลอีกด้วย หากคุณต้องการเพิ่มพูนคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องและฝึกการออกเสียงที่ถูกต้อง อย่าลืมศึกษาความรู้ที่เป็นประโยชน์เพิ่มเติมบนเว็บไซต์ของ ELSA Speak กันนะ!