Author: CTV PM

IELTS Writing Task 1 เป็นข้อสอบที่ประเมินความสามารถในการอธิบาย วิเคราะห์ และเปรียบเทียบข้อมูล – เป็นปัจจัยสำคัญในการทำคะแนนให้สูง เพื่อพิชิตข้อนี้คุณจำเป็นต้องเข้าใจประเภทข้อสอบ IELTS Task 1 อย่างชัดเจน การจัดลำดับความคิดอย่างเป็นระบบ และการใช้ภาษาเชิงวิชาการอย่างแม่นยำ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจแต่ละรูปแบบของคำถาม พร้อมตัวอย่างคำตอบในบทความ IELTS Task 1 กลยุทธ์การทำข้อสอบที่มีประสิทธิภาพ และแบบฝึกหัดของ IELTS Task 1

ภาพรวมเกี่ยวกับ IELTS Writing 

ภาพรวมเกี่ยวกับ IELTS Writing 

ประเภทของบทความ IELTS Writing Task 1 และกลยุทธ์ในการเขียน

กราฟเส้น (Line graph)

กราฟเส้นใช้สำหรับแสดงข้อมูลที่รวบรวมได้ หรือการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยในช่วงเวลาที่กำหนด ข้อมูลทั้งหมดจะเชื่อมต่อกันด้วยเส้น กราฟเส้นประกอบด้วยแกน x และแกน y

ในบรรดาแผนภูมิประเภทต่างๆ ที่ใช้ในการเขียน IELTS Writing Task 1 กราฟเส้นเป็นหนึ่งในกราฟที่ง่ายที่สุดในการอธิบายการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้ม ผู้สอบต้องเขียนย่อหน้าอธิบายข้อมูลที่แสดงในกราฟแต่ห้ามแสดงความคิดเห็นส่วนตัว

ในระหว่างการทำข้อสอบต้องสังเกต: ใช้แกน x และแกน y ของกราฟเพื่อทำความเข้าใจข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับหน่วยและเวลา กำหนดจำนวนเส้นที่แสดงในกราฟ สังเกตจุดเริ่มต้น จุดสิ้นสุด การเพิ่มขึ้นและการลดลงของเส้น และทำการเปรียบเทียบอย่างละเอียด

กราฟเส้น (Line graph)

ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ Speaking IELTS เพื่อทำความเข้าใจรูปแบบคำถามและเตรียมตัวตอบอย่างมั่นใจตั้งแต่เริ่มต้น

กราฟแท่ง (Bar chart)

กราฟแท่ง – Bar Chart เป็นกราฟประเภทหนึ่งที่มีแท่งสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีความยาวแตกต่างกัน ซึ่งแสดงค่าต่างๆ กัน แท่งอาจแสดงในแนวตั้งหรือแนวนอนก็ได้ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของกราฟ อย่างไรก็ตาม วิธีการเขียนและวิเคราะห์ข้อมูลยังคงไม่เปลี่ยนแปลง 

กราฟแท่งส่วนใหญ่ใช้เพื่อเปรียบเทียบและแสดงความแตกต่างของข้อมูล ปัจจัย หรือแนวโน้มในช่วงเวลาต่างๆ ความซับซ้อนของกราฟขึ้นอยู่กับจำนวนแท่งและค่าที่แนบมากับแท่งเหล่านั้น

ข้อควรสังเกตเมื่อวิเคราะห์กราฟแท่ง- Bar Chart:

กราฟแท่ง (Bar chart)

แผนภูมิวงกลม (Pie chart)

แผนภูมิวงกลมมักใช้เพื่อแสดงข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ณ จุดเวลาต่างๆ หรือพร้อมกัน ในแง่ของรูปแบบ แผนภูมิวงกลมมักแบ่งออกเป็นส่วนย่อยๆ ด้วยสีหรือสัญลักษณ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่กำลังวิเคราะห์

โดยทั่วไปแล้ว แผนภูมิวงกลมมักมีคำอธิบายประกอบที่มุมเพื่ออธิบายแต่ละองค์ประกอบให้ชัดเจน เมื่อวิเคราะห์แผนภูมิวงกลม (Pie Chart) คุณต้องเปรียบเทียบและเน้นความแตกต่างระหว่างแผนภูมิ เปรียบเทียบองค์ประกอบต่างๆ ว่าอันไหนใหญ่ที่สุด อันไหนเล็กที่สุด และความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบเหล่านั้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในแผนภูมิ

ข้อควรสังเกตเมื่อวิเคราะห์แผนภูมิวงกลม – Pie Chart:

แผนภูมิวงกลม (Pie chart)

ตารางข้อมูล (Table)

เช่นเดียวกับ Bar Chart ตารางข้อมูลแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ ตารางที่แสดงการเปลี่ยนแปลงตามเวลา และตารางที่ไม่แสดงการเปลี่ยนแปลงตามเวลา อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับแผนภูมิประเภทอื่น ข้อมูลในตารางมักค่อนข้างซับซ้อนและต้องใช้ความอดทนและสมาธิสูงจากผู้ทำข้อสอบในการติดตามแนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงไป

ข้อควรสังเกตเมื่อวิเคราะห์ตารางข้อมูล:

ตารางข้อมูล (Table)

แผนภูมิกระบวนการ (Process)

ไม่เหมือนกับแผนภูมิประเภทอื่นๆ ในการเขียน IELTS Writing Task 1 แผนภูมิกระบวนการไม่มีข้อมูล แผนภูมิประเภทนี้แสดงให้เห็นถึงกระบวนการผลิต การสร้าง หรือการพัฒนาของวัตถุเฉพาะ

เนื่องจากแผนภูมิประเภทนี้ไม่มีข้อมูล คุณจึงเพียงแค่ต้องรวบรวมข้อมูลที่มีอยู่และพัฒนาให้เป็นเรียงความที่สมบูรณ์ แผนภูมิกระบวนการมี 2 รูปแบบที่พบได้ทั่วไป ได้แก่ แผนภูมิที่อธิบายกระบวนการทางธรรมชาติ และแผนภูมิที่อธิบายกระบวนการที่มนุษย์สร้างขึ้น เรียงความทั้ง 2 ประเภทใช้ไวยากรณ์ โครงสร้างประโยค และคำศัพท์ที่คล้ายคลึงกัน

บทความประเภทนี้อธิบายถึงกระบวนการเจริญเติบโตตามธรรมชาติโดยปราศจากการแทรกแซงของมนุษย์ ตัวอย่างเช่น วงจรชีวิตของปลา การเจริญเติบโตของพืช หรือวัฏจักรของน้ำ เนื่องจากลักษณะของแผนภาพนี้ ทุกขั้นตอนควรได้รับการอธิบายโดยใช้ภาษาที่แสดงการกระทำ

แผนภูมิ Natural Process

ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ IELTS Score เพื่อทำความเข้าใจระบบคะแนนและการประเมินผลอย่างถูกต้อง

ภาพและข้อมูลในแผนภาพกระบวนการนี้แสดงถึงกระบวนการที่มนุษย์สร้างขึ้น ไม่ใช่กระบวนการทางธรรมชาติ ซึ่งต้องอาศัยการแทรกแซงและผลกระทบจากมนุษย์ ตัวอย่างเช่น การผลิตอาหารกระป๋องหรือการแปลงพลังงานไฟฟ้า ขั้นตอนของกระบวนการนี้แสดงโดยใช้ภาษาที่เน้นการถูกกระทำ

Man-made Process chart

แผนที่ (Map)

วิธีการเขียนบทความ Writing IELTS Task 1 – Map เน้นการอธิบายพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่อยู่อาศัย สถานที่ หรือสถานที่เฉพาะเจาะจงในช่วงเวลาที่กำหนด โดยทั่วไป ความถี่ที่จะออกประเภท Map นี้จะน้อยกว่าประเภทอื่น แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณสามารถละเลยมันได้

โดยทั่วไปแล้วข้อสอบแบบ Map มี 2 ประเภท:

แผนที่ (Map)

เรียนรู้การบอกทาง ภาษาอังกฤษ เพื่อสื่อสารทิศทางและสถานที่ได้อย่างถูกต้องและมั่นใจในชีวิตประจำวัน

กราฟผสม (Multiple chart)

กราฟผสม Mixed Charts ใน IELTS Writing Task 1 คือแผนภูมิที่รวมข้อมูลจากกราฟ 2 ประเภทแตกต่างกัน เพื่อทำข้อสอบแบบนี้ให้เสร็จสมบูรณ์ คุณต้องให้ข้อมูลเปรียบเทียบ อธิบายความเหมือนและความแตกต่างระหว่างข้อมูล และอย่าลืมเน้นความสัมพันธ์ระหว่างแผนภูมิทั้งสอง

โดยทั่วไปกราฟผสมจะแสดงแผนภูมิ 2 ประเภทขึ้นไป เช่น:

กราฟผสม (Multiple chart)

เกณฑ์การให้คะแนนบทความ IELTS Writing Task 1

Task Response – การตอบโจทย์ (25%)

เกณฑ์นี้จะประเมินว่าบทความที่คุณเขียนตอบโจทย์ตรงประเด็นและสอดคล้องกับเนื้อหาหรือไม่ ใน Task 1 คุณต้องตอบคำถามทั่วไปที่ระบุไว้ และให้หลักฐานและข้อโต้แย้งที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ นี่จะเป็นเกณฑ์ที่จะช่วยให้ผู้ตรวจประเมินความรู้โดยรวมและกระบวนการคิดของคุณ

Coherence and cohesion – ความเชื่อมโยงและความเป็นเหตุเป็นผล (25%)

ความสอดคล้องจะทำให้การเขียนเข้าใจง่ายขึ้น ก็เป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินเช่นกัน Coherence หมายถึงการจัดระเบียบและการเรียงลำดับข้อมูล ในขณะที่ cohesion หมายถึงความสัมพันธ์ภายในงานเขียน ในส่วนการเขียน IELTS Writing ผู้ตรวจข้อสอบให้ความสนใจอย่างมากกับความสอดคล้อง ความเชื่อมโยง และความสัมพันธ์ของความคิดระหว่างย่อหน้าต่างๆ

Lexical resource – คลังคำศัพท์ (25%)

Lexical resource เป็นเกณฑ์หนึ่งในการประเมินความสามารถในการใช้คำศัพท์และคลังคำที่หลากหลายในบทความ เกณฑ์นี้ประเมินจากหลายปัจจัย ได้แก่:

Grammatical range and accuracy – โครงสร้างและความถูกต้องทางไวยากรณ์ (25%)

Grammatical Range: นี่คือความสามารถในการใช้โครงสร้างทางไวยากรณ์ได้อย่างยืดหยุ่น ผู้ตรวจข้อสอบไม่เพียงแต่ประเมินโครงสร้างทางไวยากรณ์ที่หลากหลายเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับโครงสร้างที่ซับซ้อนและประโยคสลับตำแหน่งด้วย Grammatical Accuracy: นี่เป็นเกณฑ์ในการประเมินความถูกต้องของโครงสร้างทางไวยากรณ์ ผู้ตรวจจะประเมินข้อผิดพลาดที่คุณทำและความรุนแรงของข้อผิดพลาดเหล่านั้น

เกณฑ์การให้คะแนนบทความ IELTS Writing Task 1

วิธีเขียน Writing Task 1 อย่างละเอียด

ก่อนเริ่มทำข้อสอบคุณควรพิจารณาประเด็นต่อไปนี้:

วิธีเขียน Writing Task 1 อย่างละเอียด

การเขียน Introduction

สำหรับส่วนบทนำ คุณควรระบุข้อมูลที่ให้มาในโจทย์ คุณต้องเขียนเพียง 1-2 ประโยคเพื่อนำเสนอเนื้อหาของแผนภูมิและจุดเวลาสำคัญที่ควรทราบ เพื่อให้ Introduction สื่อถึงเนื้อหาของ Task 1 ได้อย่างสมบูรณ์ คุณสามารถ Paraphrase เนื้อหาจากโจทย์ใหม่ได้ คุณสามารถใช้วิธีต่อไปนี้ในการเขียน Introduction:

>> ดูเพิ่มเติม: Topic sentence คืออะไร? โครงสร้างที่พบบ่อยในข้อสอบ IELTS

การเขียน Introduction

การเขียน Overview

สำหรับการเขียน IELTS Writing Task 1 คุณไม่จำเป็นต้องเขียนบทสรุป แต่คุณต้องเขียน Overview แทน ภาพรวม (Overview) ใช้สรุปประเด็นสำคัญทั้งหมดให้กระชับยิ่งขึ้น ให้แสดงพารามิเตอร์/ข้อมูลในตารางโดยย่อ

แม้ว่าบทสรุปจะอยู่ตอนท้ายของเรียงความเสมอ แต่ overview สามารถอยู่ตอนต้นหรือตอนท้ายก็ได้ อย่างไรก็ตาม ควรวาง overview ไว้ต่อจากประโยคเปิดอย่างชาญฉลาด วิธีนี้จะช่วยให้ผู้ตรวจเข้าใจว่าส่วนนี้แสดงถึง “general overview” หรือ “overall trend” ของแผนภูมิในข้อสอบ

หมายเหตุ: เมื่อแผนภูมิมีข้อมูลมากเกินไปและคุณไม่สามารถหาประเด็นหลักได้ ให้วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ต้นจนจบ เน้นการวิเคราะห์ตัวเลขสูงสุดและต่ำสุด รวมถึงจุดที่มีความผันผวนและการเปลี่ยนแปลงในแผนภูมิ

การเขียน Overview

การเขียน Details

โปรดจำไว้ว่า การเขียน IELTS Writing Task 1 มีคะแนนเพียง ⅓ ของคะแนนรวมทั้งหมด การใช้เวลามากเกินไปกับ Task 1 จะส่งผลเสียต่อความสามารถในการทำ Task 2 ให้สำเร็จ ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือการวิเคราะห์แต่ละแผนภูมิแยกกัน คุณสามารถอ้างอิงขั้นตอนต่อไปนี้:

ข้อสังเกต:

การเขียน Details

ตัวอย่างบทความ IELTS Writing Task 1

ตัวอย่างที่ 1: แบบ Pie chart

Task 1:  The pie charts below show the percentage of housing owned and rented in the UK in 1991 and 2007. Summarise the information by selecting and reporting the main features, and make comparisons where relevant. Write at least 150 words.

The two pie charts illustrate the proportions of households in the UK that were either owned or rented in 1991 and 2007. Overall, home ownership was the dominant form of housing in both years, while social housing consistently accounted for the smallest share.

In 1991, owned homes represented 60% of all accommodation, making it by far the most common category. Social rented properties ranked second at 23%, whereas private rentals made up a smaller portion at 11%. Social housing contributed the remaining 6%, forming only a minor segment of the total.

By 2007, the share of homeowners had climbed to 70%, showing a notable 10% rise over the 16-year period. This growth corresponded with a decline in social rented homes, which fell to 17%. Private renting remained stable at 11%, although the actual number of privately rented properties increased because the total number of homes expanded during this time.

Social housing experienced the most dramatic reduction, dropping from 6% to just 2% in 2007, and continued to be the least common type of housing.

(175 words)

ตัวอย่างบทความ IELTS Writing Task 1

ตัวอย่างที่ 1: แบบ Table

Task 1: The table with the percentage of students in six different departments in 2011. Summarize the information by selecting and reporting the main features, and make comparisons where relevant. Write at least 150 words.

The given table illustrates data on different aspects of undergraduates who took six different majors at an Australian University in 2011.

Overall, while the social science departments attracted the majority of female students, there were a large number of undergraduates who preferred learning IT and engineering at university.

Specifically, most females were in favor of humanities majors (72%) and the educational sector (68%). While there were slightly more than half of this population studied Science and Physics (52% and 56%, respectively), they seemed less appealing to technological majors such as information technology and engineering which accounted for roughly 15%.

It is also clear that the proportion of non-native English speakers and overseas undergraduates took the leading position in science and technology majors. In particular, approximately half of students whose first language was not English enrolled in the IT department, which was followed by science (45%) and engineering (42%) majors. Whereas the physics department experienced 38% of enrolment of this group, humanities and pedagogy attracted nearly 15% of undergraduates.

The same pattern can be observed in the percentage of students born in other foreign countries. The physics and IT departments had the highest percentage of enrolment (56%), and engineering held second place with 48%. Other departments were listed in decreasing order as follows: science, education, and humanities, with 31%, 23%, and 20% respectively.

ตัวอย่างบทความ IELTS Writing Task 1

>>> อ่านเพิ่มเติม:

ข้อควรระวังและข้อผิดพลาดที่พบบ่อยใน IELTS Writing 1

ข้อควรระวังทั่วไป

เนื่องจากเป็นเรียงความเชิงวิชาการ โปรดระวังสิ่งต่อไปนี้:

ข้อควรระวังทั่วไป

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

การเขียน IELTS Writing Task 1 ยากที่สุดใน IELTS และเป็นส่วนที่ทำให้ผู้สอบเสียคะแนนได้ง่ายจากความผิดพลาดเล็กน้อยที่ไม่จำเป็น มาเรียนรู้เพื่อหลีกเลี่ยงและแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้กัน

Word choice – การเลือกใช้คำไม่เหมาะสม

ผู้สอบจำนวนมากมักเลือกใช้คำที่เป็นภาษาพูดหรือไม่เป็นทางการ ซึ่งไม่สอดคล้องกับสำนวนเชิงวิชาการ การใช้คำที่ไม่เป็นทางการจะลดความน่าเชื่อถือของบทความ และอาจสะท้อนให้เห็นว่าผู้สอบมีคลังคำศัพท์ทางวิชาการจำกัด

Spelling – การสะกดผิด

ควรใช้คำศัพท์ที่คุ้นเคยและมั่นใจว่าสะกดถูกต้องเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียคะแนนโดยไม่จำเป็น แม้ว่าคำอย่าง Don’t, Won’t, Doesn’t จะใช้บ่อยในชีวิตประจำวัน แต่ไม่เหมาะกับการเขียนเชิงวิชาการ ควรเขียนเต็มเป็น will not, do not, does not เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียคะแนนโดยไม่จำเป็น

ช่นเดียวกับการใช้คำย่อ ผู้สอบหลายคนยังเขียนตัวเลขเป็นตัวเลขแทนคำ ซึ่งอาจทำให้เสียคะแนนโดยไม่รู้ตัว สำหรับตัวเลขง่าย ๆ เช่น 10 days, 3 years ควรเขียนเป็น ten days, three years.

ข้อผิดพลาดด้านไวยากรณ์

Relative clause – ความผิดพลาดในอนุประโยคสัมพัทธ์: การใช้อนุประโยคสัมพัทธ์ได้รับการสนับสนุนทั้งในส่วนการเขียน IELTS Writing Academic & Writing IELTS General ไม่ใช่แค่เฉพาะใน Task 1 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย ได้แก่ การสับสนระหว่างเครื่องหมายจุลภาคและจุด และการใช้ประธานและกริยาในอนุประโยคสัมพัทธ์กันอย่างไม่เหมาะสม

ข้อผิดพลาดด้านการเรียบเรียงความคิด

ถึงแม้ว่าผู้เข้าสอบหลายคนจะมีความเข้าใจในเนื้อหาเป็นอย่างดี แต่ก็ยังเสียคะแนนโดยไม่จำเป็นเนื่องจากข้อผิดพลาดพื้นฐานในส่วน IELTS Writing Task 1 ตารางด้านล่างนี้จะช่วยให้คุณระบุข้อผิดพลาดแต่ละข้อ สาเหตุที่คะแนนของคุณลดลง และวิธีการแก้ไขได้อย่างชัดเจน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยผลกระทบเหตผลทำให้คะแนนของคุณถึงลดลงวิธีแก้ไข
ไม่มี Overviewคะแนนลดลงถึง Band 5 ทันทีผู้ตรวจถือว่า Overview เป็นส่วน “บังคับ” เพื่อแสดงความเข้าใจภาพรวมเขียน Overview แยกต่างหาก 1 ย่อหน้า (2–3 ประโยค) โดยไม่ใส่ตัวเลข
รายการตัวเลขมากเกินไปบทความยาวเกินไป ขาดจุดโฟกัส และไม่มีการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบTask Achievement เน้นการคัดเลือกข้อมูล ไม่ใช่การรายการเลือกเฉพาะตัวเลขโดดเด่น: สูงสุด – ต่ำสุด – เพิ่มขึ้นมาก – ลดลงมาก
Paraphrase ผิดหรือเปลี่ยนความหมายผู้ตรวจมองว่าคุณเข้าใจโจทย์ผิดแสดงถึงการตีความข้อมูลผิด → เสียคะแนนหนักParaphrase ให้ถูกต้อง โดยคงความหมายของคำสำคัญ (ปี หัวข้อ ประเทศ ฯลฯ)
เขียนเกิน 200 คำเสี่ยงต่อการผิดไวยากรณ์ ซ้ำความคิด และเยิ่นเย้อจำนวนคำที่เหมาะสมคือ 170-190 คำ การเขียนยาวกว่านั้นไม่ได้ทำให้คะแนนของคุณดีขึ้น และยังทำให้คุณมีโอกาสผิดพลาดมากขึ้นด้วยเขียนโครงร่างโดยย่อ: Introduction → Overview → เนื้อหาหลัก 2 ย่อหน้า
ไม่แบ่งย่อหน้าอย่างชัดเจนบทความขาดความเป็นเหตุเป็นผล อ่านยากCoherence & Cohesion ถูกหักคะแนนมากแบ่งเป็น 4 ย่อหน้ามาตรฐาน: บทนำ – Overview – Body 1 – Body 2
คำอธิบายโดยละเอียดแยกตามปี/มูลค่าเสียเวลาและไม่เน้นประเด็นหลักข้อสอบ IELTS ไม่ได้ประเมินทักษะของคุณเมื่อเขียนเยอะ แต่ประเมินความสามารถในการสรุปข้อมูลรวบรวมช่วงเวลาที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันเข้าด้วยกัน
ใช้หน่วยผิด (%, ล้าน, พันล้าน, tonnes ฯลฯ)ข้อมูลผิดพลาดอย่างสิ้นเชิงและทำให้เข้าใจผิดนี่เป็นข้อผิดพลาด factual (ผิดพลาดทางข้อเท็จจริง) → หักคะแนนจำนวนมากตรวจสอบแกน y แกน x และหน่วยบนแผนภูมิทุกครั้งก่อนเขียน
ใช้คำอธิบายแนวโน้มไม่เหมาะสมผู้ตรวจประเมินว่าคุณไม่เข้าใจข้อมูลการตีความข้อมูลผิดพลาดส่งผลเสียต่อ Task Achievement เนื่องจากข้อมูลไม่ถูกต้องใช้คำที่เหมาะสม: slightly, sharply, dramatically, steadily…
ใช้โครงสร้างประโยคซ้ำ ๆบทความไม่แปลกใหม่ ขาดความเป็นวิชาการข้อผิดพลาดนี้แสดงให้เห็นว่าทักษะด้านไวยากรณ์ของคุณอ่อนแอและไม่หลากหลายเปลี่ยนโครงสร้างประโยค: ประโยคเปรียบเทียบ ประโยคกรรมวาจก “There was…”, “The figure for…”
วิเคราะห์กราฟผิดเสียคะแนนทั้งข้อเป็นความผิดพลาดร้ายแรง แสดงว่าไม่เข้าใจข้อมูลใช้เวลา 1 นาทีแรกระบุประเภทกราฟ – หน่วย – key features – แนวโน้ม
ข้อผิดพลาดด้านการเรียบเรียงความคิด
ข้อผิดพลาดด้านการเรียบเรียงความคิด

การใช้ตัวเลขอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ

เพื่อให้ได้คะแนนสูง คุณควรใช้ตัวเลขอย่างถูกต้อง คัดเลือกเฉพาะข้อมูลสำคัญ และใช้เพื่อสนับสนุนการอธิบาย ไม่ใช่การลิสต์แบบกลไก

ควรทำไม่ควรทำ
เลือกตัวเลขเด่น: สูงสุด ต่ำสุด เพิ่มขึ้นมาก ลดลงมากใช้โครงสร้างเปรียบเทียบ: higher than, slightly more than, roughly double…ระบุหน่วยให้ถูกต้อง (%, tonnes, people, million).เขียนตัวเลขทั้งหมดเรียงตามปีหรือแต่ละแถวคำนวณตัวเลขเพิ่มเติมที่ไม่ได้แสดงในกราฟ (ไม่บวก ลบ คูณ หารเอง)
การใช้ตัวเลขอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ

IELTS Writing Task 1 ไม่ได้ยากเกินไป หากคุณเข้าใจโครงสร้าง รู้จักวิเคราะห์ข้อมูล และฝึกฝนอย่างถูกวิธี หวังว่าคำแนะนำ ตัวอย่าง และบทความ IELTS Task 1 จะช่วยให้คุณเข้าใจการเขียนในแต่ละรูปแบบได้ชัดเจนยิ่งขึ้น อย่าลืมฝึกทำแบบฝึกหัด IELTS Task 1 เพิ่มเติมกับ ELSA Speak เพื่อพัฒนาคุณภาพงานเขียนและพิชิตคะแนนสูงในการสอบ IELTS ครั้งต่อไป

IELTS Reading เป็นหนึ่งในส่วนของข้อสอบที่สำคัญที่สุด ซึ่งต้องใช้ความสามารถในการอ่านอย่างรวดเร็ว แม่นยำ และประมวลผลข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้จะรวบรวมข้อมูลอย่างครบถ้วนเกี่ยวกับโครงสร้างข้อสอบ รูปแบบคำถามที่พบบ่อย เคล็ดลับ IELTS Reading practice ตลอดจน IELTS Reading pdf และ IELTS Reading practice pdf เพื่อช่วยให้คุณเรียนอย่างถูกวิธีและเพิ่มคะแนนให้สูงขึ้นได้

ข้อสอบ IELTS Reading คืออะไร?

IELTS Reading มีสองรูปแบบ ได้แก่ Academic และ General Training ทั้งสองแบบประกอบด้วยคำถาม 40 ข้อในรูปแบบที่คล้ายกัน แต่ระดับความยาก หัวข้อ และความเป็นเชิงวิชาการของบทความจะแตกต่างกัน

เป้าหมายของส่วนสอบนี้ไม่ใช่การอ่านทำความเข้าใจทั้งหมด แต่เป็นการค้นหาตำแหน่งข้อมูลอย่างรวดเร็ว จับกลยุทธ์ให้ถูกต้อง และหาคำตอบอย่างแม่นยำเพื่อเพิ่มคะแนนให้สูงที่สุด คะแนนรวมอิงจาก 40 คำถาม และจะถูกแปลงเป็น Band Score ซึ่งแตกต่างกันในทั้งสองรูปแบบ

ข้อสอบ IELTS Reading คืออะไร?

เรียนรู้เกี่ยวกับ IELTS Score เพื่อเข้าใจระบบการให้คะแนนและวางแผนการสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การทดสอบ IELTS Reading ประกอบด้วยคำถามทั้งหมด 40 ข้อ คิดเป็นคะแนนเต็ม 40 คะแนน คำตอบที่ถูกต้องแต่ละข้อจะได้รับหนึ่งคะแนน ซึ่งจะถูกนำไปแปลงเป็นระดับคะแนน (Band Score) ตามเกณฑ์ของ IELTS สิ่งนี้ทำให้ส่วนการทดสอบมีความโปร่งใสเป็นอย่างยิ่ง: ยิ่งคุณตอบถูกมากเท่าไร ระดับคะแนนของคุณก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น โดยที่ไม่มีการให้คะแนนตามระดับความยากง่ายของแต่ละคำถามแต่อย่างใด

ในระหว่างเวลาการทำข้อสอบ 60 นาที ผู้เข้าสอบจะต้องจัดการเวลาด้วยตนเอง เนื่องจากข้อสอบ IELTS Reading ไม่มีการจัดสรรเวลาเพิ่มเติมเพื่อถ่ายโอนคำตอบลงในกระดาษคำตอบ ทุกขั้นตอนจะถูกนับรวมอยู่ในเวลาสอบเพียงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น ดังนั้น กลยุทธ์ในการแบ่งเวลาให้แก่บทอ่าน (passages) ทั้งสามส่วนจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง

ข้อสอบจะประกอบด้วยบทอ่านสามส่วนซึ่งมีความยาวและระดับความยากที่เพิ่มขึ้นตามลำดับ Passage 1 มักจะง่าย และเน้นไปที่ข้อมูลเชิงข้อเท็จจริง ในขณะที่ Passage 2 ต้องการการวิเคราะห์ที่สูงขึ้น และ Passage 3 มีความซับซ้อนมากที่สุด โดยมีเนื้อหาเชิงวิชาการที่ลึกซึ้งและการให้เหตุผลที่ซับซ้อนหลายชั้น

อย่างไรก็ตาม ผู้เข้าสอบมีสิทธิ์ที่จะเลือกทำข้อสอบตามลำดับที่ตนเองต้องการ โดยขึ้นอยู่กับจุดแข็งของแต่ละบุคคล ผู้เข้าสอบหลายคนเลือกที่จะเริ่มทำ Passage 2 ก่อน แล้วจึงย้อนกลับมาทำ Passage 1 หรือเลือกทำ Passage 3 ก่อนเพื่อใช้ความได้เปรียบทางด้านเวลา นอกจากนี้ ยังอนุญาตให้มีการสลับไปมาระหว่างคำถามต่าง ๆ ได้ โดยไม่มีข้อผูกมัดใด ๆ เกี่ยวกับลำดับการทำข้อสอบ

ข้อสอบ IELTS Reading คืออะไร?

ข้อสอบ IELTS Reading ให้คะแนนอย่างไร?

คะแนน IELTS Reading จะถูกคำนวณจากคะแนนดิบ (Raw Score) หากคุณตอบถูก คุณจะได้รับ 1 คะแนน (การทดสอบประกอบด้วยคำถามทั้งหมด 40 ข้อ) หลังจากได้รับคะแนนดิบแล้ว คุณจะต้องนำไปเปรียบเทียบตัวอย่าง: หากคุณได้รับคะแนนดิบในช่วง 30-31 คะแนน ระดับคะแนน (Band Score) ที่เทียบเท่าคือ 7.0 และหากคุณได้รับคะแนนดิบในช่วง 32-34 คะแนน ระดับคะแนนที่เทียบเท่าคือ 7.5 ท้ายที่สุด คุณจะต้องนำระดับคะแนน (Band Score) ของทุกส่วนมารวมกันและคำนวณหาคะแนนเฉลี่ย จากนั้นจึงสรุปผลคะแนนรวมทั้งหมด

ข้อสอบ IELTS Reading ให้คะแนนอย่างไร?

ทักษะที่จำเป็นใน IELTS Reading

เพื่อให้ได้คะแนนสูงในการทดสอบ IELTS Reading ผู้เข้าสอบจำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญในทักษะหลัก 3 ประการ 

ทักษะนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจโครงสร้างของแต่ละย่อหน้า และสามารถระบุส่วนที่มีข้อมูลสำคัญได้ การ Skimming อย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยให้คุณประหยัดเวลาได้อย่างมาก และไม่ทำให้คุณ “หลงทาง” ในกองตัวอักษรของบทอ่านเชิงวิชาการที่ยาวและยาก

ข้อมูลจำเพาะมักจะเป็นตัวเลข, ปี, เดือน, ชื่อเฉพาะ, สถานที่ หรือศัพท์เฉพาะที่กล่าวซ้ำในคำถาม
การ Scanning ช่วยให้คุณสามารถระบุตำแหน่งของย่อหน้าที่มีคำตอบได้ภายในไม่กี่วินาที แทนที่จะต้องอ่านบทอ่านทั้งหมดซ้ำอีกครั้งอย่างสิ้นเปลืองเวลา นี่คือทักษะที่มีความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับ Sentence Completion, Table Completion หรือ Multiple Choice

หลังจากระบุย่อหน้าที่ถูกต้องแล้ว คุณจำเป็นต้องอ่านประโยคหรือกลุ่มประโยคที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด วิเคราะห์ความหมาย ระบุคำพ้องความหมาย (paraphrasing) และตัดตัวเลือกที่ก่อให้เกิดความสับสนออก
นี่คือขั้นตอนที่ตัดสินว่าคุณจะสามารถเลือกคำตอบที่ถูกต้องได้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคำถามรูปแบบที่ยาก เช่น True/False/Not Given หรือ Matching Information

ทักษะที่จำเป็นใน IELTS Reading

>> อ่านเพิ่มเติม: Topic sentence คืออะไร? โครงสร้างที่พบบ่อยในข้อสอบ IELTS

รูปแบบคำถามต่าง ๆ ใน IELTS Reading

การทดสอบ IELTS Reading มีคำถามรวมทั้งหมด 40 ข้อ โดยแต่ละบทอ่านจะมีคำถามประมาณ 13-14 ข้อ คำถามจะถูกแบ่งออกเป็น 14 ประเภท ดังต่อไปนี้:

Matching Headings Questions

Task: เลือกหัวข้อ (Title/Heading) ที่เหมาะสมสำหรับแต่ละย่อหน้าหรือแต่ละส่วนย่อยในบทอ่าน

Skills:

Tips:

Matching Information Questions

Task: ระบุย่อหน้าที่มีข้อมูลซึ่งถูกอธิบายไว้ในคำถาม

Skills:

Tips:

Matching Features (People/Places/Things)

Task: จับคู่ความคิดเห็น ข้อมูล หรือผลการวิจัย ให้เข้ากับบุคคล/กลุ่มบุคคล/สิ่งของที่ระบุไว้ในรายการ

Skills:

Tips:

Matching Sentence Endings

Task: จับคู่ส่วนหน้าของประโยคกับส่วนท้ายที่เหมาะสม เพื่อสร้างประโยคที่สมบูรณ์

Skills:

Tips:

Multiple Choice – Single Answer

Task: เลือกคำตอบที่ถูกต้อง 1 ข้อ จากตัวเลือก A, B, C หรือ D

Skills:

Tips:

Multiple Choice – Multiple Answers

Task: เลือกคำตอบที่ถูกต้อง 2-3 ข้อ ตามคำแนะนำของโจทย์

Skills:

Tips:

True / False / Not Given

Task: ประเมินข้อมูลในคำถามเทียบกับเนื้อหาในบทอ่าน

Skills:

Tips:

Yes / No / Not Given

Task: ระบุว่าผู้เขียนเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย หรือไม่ได้กล่าวถึงความคิดเห็นที่ถูกระบุไว้

Skills:

Tips:

Sentence Completion

Task:  เติมคำในช่องว่างเพื่อให้ประโยคสมบูรณ์

Skills:

Tips:

Summary Completion

Task: เติมคำในส่วนสรุป (Summary) ของบทอ่าน (โดยการค้นหาคำด้วยตนเอง หรือเลือกคำจากกล่องตัวเลือกที่ให้มา)

Skills:

Tips:

Note Completion

Task: เติมคำที่ขาดหายไปลงในรูปแบบของ Notes/Bullet Points 

Skills:

Tips:

Table Completion

Task: เติมข้อมูลที่ขาดหายไปลงในตารางสรุป (Table Completion)

Skills:

Tips:

Flow-chart Completion

Task: เติมคำในแผนภาพที่อธิบายกระบวนการ (Flow Chart) (flow chart)

Skills:

Tips:

Diagram Label Completion

Task: เติมคำลงในป้ายชื่อของภาพวาด แผนผัง หรือแบบจำลอง

Skills:

Tips:

รูปแบบคำถามต่าง ๆ ใน IELTS Reading

>> อ่านเพิ่มเติม:

เคล็ดลับการฝึกฝน IELTS Reading ให้ได้คะแนนสูง 

เพื่อให้ได้ระดับคะแนน (Band Score) สูงในการทดสอบ IELTS Reading คุณจำเป็นต้องเข้าใจเทคนิคในการทำข้อสอบและเข้าใจรูปแบบคำถามแต่ละประเภทอย่างชัดเจน นี่คือเคล็ดลับในการฝึกฝนที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยคุณปรับปรุงความเร็วในการอ่านและเพิ่มความแม่นยำในการทำข้อสอบ

ทำความเข้าใจรูปแบบคำถามทั้งหมดใน IELTS Reading อย่างชัดเจน

ก่อนที่จะเริ่มฝึกฝนในเชิงลึก คุณต้องทราบอย่างชัดเจนว่ามีคำถามทั้งสิ้น 14 ประเภทที่อาจปรากฏในการทดสอบ การทำความเข้าใจโครงสร้างและข้อกำหนดของแต่ละประเภทจะช่วยให้คุณกำหนดทิศทางการอ่านและการค้นหาคำตอบได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ฝึกฝนทักษะการอ่านเพื่อทำความเข้าใจและทักษะการค้นหาข้อมูล

ในการทดสอบ IELTS Reading คุณจะต้องรวมทักษะหลักสองประการเข้าด้วยกัน:

การฝึกฝนทั้งสองทักษะควบคู่กันจะช่วยให้คุณจัดการกับบทความได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น

ทำความเข้าใจเคล็ดลับในการทำข้อสอบ True/False/Not Given และ Yes/No/Not Given

นี่คือรูปแบบคำถามที่สร้างความสับสนมากที่สุด คุณต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่า:

ปรับปรุงความเร็วในการอ่านและกลยุทธ์การทำข้อสอบ

ผู้เข้าสอบจำนวนมากอ่านช้าเกินไป หรือพยายามทำความเข้าใจบทความทั้งหมด ควรเปลี่ยนไปใช้แนวทางดังต่อไปนี้:

ศึกษาเรียนรู้กลยุทธ์ของผู้เข้าสอบที่ได้ Band 8 – 9

การอ้างอิงวิธีการเรียนรู้ของผู้ที่ได้คะแนนสูงจะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของวิธีการเตรียมตัวที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น:

ประเมินจุดแข็ง – จุดอ่อนของตนเอง

ในระหว่างการฝึกฝนทำข้อสอบ คุณควรประเมินสิ่งเหล่านี้:

จากนั้น ให้นำข้อมูลดังกล่าวไปปรับกลยุทธ์การฝึกฝนของคุณให้เหมาะสม

เคล็ดลับการฝึกฝน IELTS Reading ให้ได้คะแนนสูง 

รวมชุดข้อสอบจำลอง IELTS Reading พร้อมคำตอบโดยละเอียด

คุณสามารถดาวน์โหลดชุดข้อสอบ IELTS Reading Test ด้านล่างนี้เพื่อนำไปฝึกฝนเพิ่มเติมได้ ชุดเอกสารนี้มีส่วนคำตอบ ดังนั้น ควรให้ความสำคัญกับการทำข้อสอบด้วยตนเองก่อน จากนั้นจึงนำมาเปรียบเทียบเพื่อเรียนรู้และทำความเข้าใจวิธีการจัดการกับคำถามแต่ละประเภท

เมื่อฝึกฝนทำข้อสอบจากชุดเอกสารหรือหนังสือใด ๆ ห้ามดูคำตอบทันที การวิเคราะห์ด้วยตนเองและทดลองใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ ก่อน จะช่วยให้คุณเข้าใจอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นและยกระดับทักษะ Reading ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

ลิงก์สำหรับดาวน์โหลดชุดข้อสอบ Reading จริงพร้อมเฉลย:

แนะนำชุดเอกสาร IELTS Reading Practice PDF

เพื่อให้การฝึกฝนมีประสิทธิภาพและพัฒนาทักษะการอ่านเพื่อทำความเข้าใจ คุณควรใช้ชุดเอกสาร IELTS Reading ที่รวบรวมไว้ในรูปแบบ PDF เอกสารเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะให้แบบฝึกหัดที่เป็นไปตามโครงสร้างของข้อสอบจริงเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมกับคำตอบ คำอธิบาย และเคล็ดลับในการทำข้อสอบด้วย ด้านล่างนี้คือแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้:

1. ชุด Cambridge IELTS (Cambridge 1 – Cambridge 20) – PDF + Audio + Answer Keys

ด้านล่างนี้คือชุดหนังสือ IELTS Cambridge ที่มีการแชร์ต่อ ซึ่งรวม Cam 1- 20 ฉบับเต็มในรูปแบบ PDF + Audio และชุดคำอธิบายโดยละเอียดสำหรับเล่ม 7-19 ส่วนชุดคำอธิบายเล่มอื่น ๆ มีดังนี้:

2. IELTS Official Practice Materials (OPM)

3. IELTS Trainer (Oxford University Press)

4. IELTS Reading Recent Actual Tests (Vol 1 – 8)

5. ชุดคำถาม IELTS Reading 14 ประเภท – เอกสารฝึกฝนตามรูปแบบ (PDF)

เว็บไซต์การศึกษา IELTS ที่เชื่อถือได้หลายแห่งนำเสนอชุดแบบฝึกหัดตามรูปแบบคำถาม เช่น:

6. เว็บไซต์ฝึกฝน Reading ที่มีไฟล์ PDF ให้ดาวน์โหลด

แนะนำชุดเอกสาร IELTS Reading Practice PDF

คำถามที่พบบ่อย 

คะแนน IELTS Reading 20/40 คิดเป็น Band Score เท่าใด?

อยู่ที่ประมาณ Band Score 5.0 – 5.5 ขึ้นอยู่กับข้อสอบของแต่ละปี

จะทำอย่างไรเพื่อให้ได้ 8.5 ในส่วน IELTS Reading?

มุ่งเน้นไปที่การ เพิ่มความเร็วในการอ่าน ทำความเข้าใจคำหลัก (Keywords) อย่างแม่นยำ ฝึกฝนทำข้อสอบจริงจำนวนมา และพัฒนาทักษะ Skim-Scan

การเตรียมตัวสอบ IELTS Reading นั้นไม่ยาก หากคุณเข้าใจโครงสร้างของข้อสอบอย่างชัดเจน มีความเข้าใจในวิธีการอย่างถ่องแท้และใช้เอกสารที่ถูกต้อง และควรนำเคล็ดลับ IELTS Reading practice ไปใช้ทันที และใช้ควบคู่ไปกับชุด IELTS Reading practice pdf เพื่อปรับปรุงความเร็ว ความแม่นยำ และ เพิ่มระดับคะแนนให้สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอกับ ELSA Speak ทุกวันจะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมาย Reading ที่คุณต้องการได้นะคะ

ผู้เรียนหลายคนมักสงสัยว่า อาการนาม Gerund คือ อะไร? และจะใช้มันอย่างไรให้ถูกต้อง ในบทความนี้ คุณจะได้เรียนรู้อย่างถ่องแท้เกี่ยวกับแนวคิดของ อาการนาม หลักการพื้นฐาน การใช้ที่พบบ่อยที่สุด พร้อมแบบฝึกหัดปฏิบัติเพื่อฝึกฝนทักษะการใช้ Gerund ได้อย่างถูกต้องนะ!

อาการนาม (Gerund) คือ อะไร?

อาการนาม (Gerund) เป็นคำกริยาที่เติม -ing ต่อท้าย แต่ทำหน้าที่เป็นคำนามในประโยค สามารถทำหน้าที่เป็นประธาน กรรม หรือส่วนเติมเต็มได้ ใช้เพื่ออ้างถึงการกระทำหรือสถานะ ซึ่งเป็นแนวคิดทั่วไป

อาการนาม เกิดจากการเติม -ing ต่อท้ายกริยา

ตัวอย่าง:

อาการนาม รูปแบบเชิงลบเกิดจากการเติม “not” ไว้หน้า V-ing 

ตัวอย่าง:

นอกจากนี้ คุณยังสามารถเพิ่มคำคุณศัพท์แสดงความเป็นเจ้าของก่อน อาการนาม เพื่อแสดงประธานที่กำลังกระทำได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น:

อาการนาม (Gerund) คือ อะไร?

ตำแหน่งของ อาการนาม (Gerund) ในประโยคภาษาอังกฤษ 

ในภาษาอังกฤษ อาการนาม สามารถอยู่หน้ากรรมเหมือนกริยา และสามารถอยู่ในตำแหน่งใดก็ได้ที่คำนามสามารถอยู่ได้ ตำแหน่งของอาการนามในประโยค:

ตำแหน่งของ อาการนาม (Gerund) ในประโยคภาษาอังกฤษ 

วิธีการใช้ อาการนาม (Gerund) ในภาษาอังกฤษ

อาการนามสามารถทำหน้าที่ได้หลากหลาย เช่น ประธาน กรรม และส่วนขยายในประโยค จึงมักถูกใช้ในการสื่อสารภาษาอังกฤษ ต่อไปนี้คือวิธีการใช้อาการนามที่จำง่าย

อาการนาม เป็นประธานในประโยค

อาการนาม (Gerund) สามารถทำหน้าที่เป็นประธานของประโยคได้ นั่นคือ การกระทำที่กล่าวถึงนั้นเป็นประธานของประโยค

Gerund / Gerund phrase + V + …

ตัวอย่าง:

วิธีการใช้ อาการนาม (Gerund) ในภาษาอังกฤษ

อาการนาม เป็นกรรมของกริยา

อาการนาม ใช้เป็นกรรมตรงของกริยาบางคำในประโยค

S + V + Gerund / Gerund phrase

ตัวอย่าง:

อาการนาม เป็นกรรมของกริยา

อาการนาม ทำหน้าที่ขยายคํากริยา

อาการนาม ใช้เป็นคำเสริมกริยาในประโยค ช่วยเพิ่มความหมายให้กับประธานหรือกริยาหลัก

S + V + (to be) + Gerund / Gerund phrase

ตัวอย่าง:

อาการนาม ทำหน้าที่ขยายคํากริยา

อาการนาม ใช้หลังคำบุพบทและคำสันธาน

อาการนาม ใช้หลังคำบุพบท (on, in, by, at, without, of, about,…) หรือคําสันธาน (after, before, when, while,…)

ตัวอย่าง:

อาการนาม ใช้หลังคำบุพบทและคำสันธาน

>> อ่านเพิ่มเติม: แยกแยะ Part of Speech 9 ประเภทในภาษาอังกฤษ: หลักการใช้ ตัวอย่าง แบบฝึกหัดโดยละเอียด

กรณีที่ควรทราบเมื่อใช้อาการนาม (Gerund)

Verb ที่ตามด้วย gerund

กริยาบางคำในภาษาอังกฤษมักจะตามด้วย gerund (-ing) การรู้จักกลุ่มกริยาเหล่านี้จะช่วยให้คุณใช้ประโยคได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรมชาติมากขึ้น

กริยา (Verb)ความหมายตัวอย่าง
admitยอมรับThe boy admitted making a mistake. (เด็กชายยอมรับว่าทำผิด)
anticipateคาดการณ์He anticipated traveling abroad next year. (เขาคาดหวังว่าจะได้ไปเที่ยวต่างประเทศปีหน้า)
appreciateชื่นชม I don’t appreciate being interrupted. (ฉันไม่ชอบให้ใครมาขัดจังหวะ)
avoidหลีกเลี่ยงI avoided answering her question. (ฉันเลี่ยงที่จะตอบคำถามของเธอ)
bearทนI can’t bear waiting for a long time. (ฉันทนรอนานไม่ได้)
detestเกลียดชังShe detests speaking in public. (เธอเกลียดการพูดในที่สาธารณะ)
considerพิจารณาI will consider going to the dentist. (ฉันจะพิจารณาเรื่องไปหาหมอฟัน)
preferชอบมากกว่าI preferred cycling to running. (ฉันชอบปั่นจักรยานมากกว่าวิ่ง)
delayล่าช้า He delayed leaving for work. (เขาเลื่อนการออกไปทำงาน)
denyปฏิเสธHe denied having taken part in the crime. (เขาปฏิเสธว่าไม่ได้มีส่วนร่วมในคดี)
discussอภิปรายThey discuss opening a new shop. (พวกเขาคุยกันเรื่องเปิดร้านใหม่)
can’t helpไม่ได้I can’t help falling in love with you. (ฉันห้ามใจไม่ให้ตกหลุมรักคุณไม่ได้เลย)
finishเสร็จI finished washing the dishes. (ฉันล้างจานเสร็จแล้ว)
needต้องการMy car needs repairing. (รถฉันต้องซ่อมแล้ว)
imagine / fancyจินตนาการ นึกภาพCan you imagine walking on the moon? (คุณนึกภาพการเดินบนดวงจันทร์ออกไหม)
keepต่อไปYou should keep practicing your English. (คุณควรฝึกภาษาอังกฤษต่อไป)
mentionพูดถึงShe mentioned going to the library. (เธอพูดถึงการไปห้องสมุด)
mindเกร็งใจI don’t mind opening the window. (ฉันไม่รังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างรถ)
missคิดถึงI miss traveling with my family. (ฉันคิดถึงการไปเที่ยวกับครอบครัว)
enjoyชอบI enjoy working out with friends. (ฉันชอบออกกำลังกายกับเพื่อน ๆ)
quitเลิกI quit smoking three years ago. (ฉันเลิกสูบบุหรี่มาสามปีแล้ว)
postponeเลื่อนLet’s postpone skiing until tomorrow. (เลื่อนการเล่นสกีไปเป็นพรุ่งนี้ดีกว่า)
recallนึกถึง ระลึกI don’t recall coming here before. (ฉันจำไม่ได้ว่าเคยมาที่นี่มาก่อน)
spendใช้ (เวลา เงิน)I will spend all night studying English. (ฉันจะใช้เวลาทั้งคืนเพื่อเรียนภาษาอังกฤษ)
practiceฝึกฝนThese athletes practice running every day. (นักกีฬาเหล่านี้ฝึกซ้อมวิ่งทุกวัน)
riskเสี่ยงDon’t risk insulting your colleague. (อย่าเสี่ยงที่จะดูถูกเพื่อนร่วมงานของคุณ)
resistต่อต้าน อดใจไม่ไหวI couldn’t resist eating ice cream. (ฉันอดใจไม่ไหวที่จะกินไอศกรีม)
suggestแนะนำ เสนอWe suggested raising the fees. (เราเสนอให้ขึ้นค่าธรรมเนียม)
can’t standทนไม่ได้I can’t stand laughing at him. (ฉันทนหัวเราะเยาะเขาไม่ได้)
tolerateอดทนWe will not tolerate bullying in any form. (เราจะไม่ยอมให้มีการกลั่นแกล้งทุกรูปแบบ)
Verb ที่ตามด้วย gerund

กริยาบางคำในภาษาอังกฤษสามารถมี gerund (V-ing) หรือ to-infinitive ประกอบได้โดยไม่ทำให้ความหมายของประโยคเปลี่ยนไป ช่วยให้ผู้เรียนมีการปรับใช้ในการแสดงออกมากขึ้น

กริยา (Verb)ความหมายตัวอย่าง
beginเริ่มIt began raining. / It began to rain. (ฝนเริ่มตกแล้ว)
startเริ่มShe started crying. / She started to cry. (เธอเริ่มร้องไห้)
continueต่อไปHe continued working after a short break. / He continued to work after a short break. (เขาทำงานต่อหลังจากพักไปครู่หนึ่ง)
likeชอบI like reading books. / I like to read books. (ฉันชอบอ่านหนังสือ)
loveชื่นชอบ / รักShe loves cooking. / She loves to cook. (เขาชอบทําอาหาร)
hateเกลียดI hate waiting in long lines. / I hate to wait in long lines. (ฉันเกลียดการรอคิวยาวๆ)
preferชอมมากกว่าI prefer walking to driving. / I prefer to walk rather than drive. (ฉันชอบเดินมากกว่าขับรถ)
can’t bearทนไม่ได้I can’t bear seeing animals suffer. / I can’t bear to see animals suffer. (ฉันทนเห็นสัตว์ทรมานไม่ได้)
intendตั้งใจHe intends studying abroad. / He intends to study abroad. (เขาตั้งใจจะไปเรียนต่อต่างประเทศ)
proposeเสนอShe proposed going out for dinner. / She proposed to go out for dinner. (เธอเสนอให้ออกไปทานอาหารเย็นข้างนอก)
กริยาตามไปสามารถใช้ Gerund หรือ to-Infinitive (ความหมายคล้ายกัน)

เมื่อพบคำกริยาต่อไปนี้ การเลือกใช้ V-ing หรือ to V ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของไวยากรณ์เท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อความหมายของประโยคด้วย ดังนั้น คุณจำเป็นต้องเข้าใจความแตกต่างอย่างชัดเจนเพื่อนำไปใช้ได้อย่างถูกต้องในแต่ละสถานการณ์

กริยา (Verb)ความหมายตัวอย่าง
stop(Gerund) หยุดทำบางสิ่งบางอย่างSuddenly everyone stopped talking. (ทันใดนั้นทุกคนก็หยุดพูด)
(To-inf) หยุดทำบางอย่างเพื่อทําสิ่งอื่นI stopped to fill in the form. (ฉันหยุดเพื่อกรอกแบบฟอร์ม)
try(Gerund) ลองทําอะไรบางอย่างดูI try putting on this shirt. (ฉันลองใส่เสื้อตัวนี้)
(To-inf) พยายามทําอะไรบางอย่างI try to finish my homework. (ฉันพยายามทำการบ้านให้เสร็จ)
remember(Gerund) จำสิ่งที่คุณทำในอดีตI remember seeing her on the bus. (ฉันจำได้ว่าเจอเธอบนรถบัส)
(To-inf) จำสิ่งที่คุณต้องทำในอนาคตRemember to see him tomorrow. (อย่าลืมเจอเขาพรุ่งนี้นะ)
regret(Gerund) เสียใจกับสิ่งที่คุณทำในอดีตI regret having been rude to him. (ฉันเสียใจที่พูดจาหยาบคายกับเขา)
(To-inf) เสียใจกับสิ่งที่คุณต้องทำในปัจจุบัน/อนาคตI regret to say that you failed the test. (ฉันเสียใจที่ต้องบอกว่าเธอสอบตก)
like / love / hate(Gerund) งานอดิเรก/พูดถึงนิสัยShe likes reading books. (เธอชอบอ่านหนังสือ)
(To-inf) ชอบในกรณีเฉพาะShe likes to read books in the garden. (เธอชอบอ่านหนังสือในสวน)
forget(Gerund) ลืมสิ่งที่คุณได้ทำI’ll never forget buying my first house. (ฉันจะไม่มีวันลืมตอนที่ซื้อบ้านหลังแรก)
(To-inf) ลืมสิ่งที่คุณต้องทำI forgot to buy coffee, so I had to drink tea instead. (ฉันลืมซื้อกาแฟ เลยต้องดื่มชาแทน)
learn(Gerund) เรียนรู้ในชั้นเรียน/ทฤษฎีI learn swimming at school. (ฉันเรียนว่ายน้ำที่โรงเรียน)
(To-inf) เรียนรู้/ทำจากประสบการณ์I learn to stay calm under pressure. (ฉันเรียนรู้ที่จะสงบสติอารมณ์ภายใต้ความกดดัน)
กริยาที่ตามมาสามารถเป็น Gerund หรือ To-Infinitive ก็ได้ แต่ความหมายจะแตกต่างกัน

กริยาบางคำสามารถตามด้วย gerund (V-ing) และ to-infinitive  แต่เมื่อใช้ to-infinitive จำเป็นต้องมีกรรมอยู่ตรงกลางเพื่อให้ประโยคมีความสมเหตุสมผล

กริยา (Verb)ความหมายตัวอย่าง
adviseให้คําแนะนํา/ปรึกษาShe advised checking the first option. (เธอแนะนำให้ตรวจสอบตัวเลือกแรก)
She advised me to check the first option. (เธอแนะนำให้ฉันเลือกตัวเลือกแรก)
recommendแนะนําThe plumber recommended buying a new faucet. (ช่างประปาแนะนำให้ซื้อก๊อกน้ำใหม่)
The plumber recommended me to buy a new faucet. (ช่างประปาแนะนำให้ฉันซื้อก๊อกน้ำใหม่)
allowอนุญาตThey don’t allow smoking in public places. (เขาไม่อนุญาตให้สูบบุหรี่ในที่สาธารณะ)
They don’t allow people to smoke in public places. (เขาไม่อนุญาตให้ทุกคนสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ)
permitอนุมัติHe doesn’t permit keeping pets on the premises. (เขาไม่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์เลี้ยงในบริเวณนี้)
He doesn’t permit tenants to keep pets on the premises. (เขาไม่อนุญาตให้ผู้เช่าเลี้ยงสัตว์เลี้ยงในบริเวณนี้)
forbidห้ามThe manager forbade entering the park. (ผู้จัดการห้ามเข้าสวนสาธารณะ)
The manager forbade everyone to enter the park. (ผู้จัดการห้ามทุกคนเข้าสวนสาธารณะ)
requireต้องการThe project required working as a team. (โครงการนี้ต้องการให้เราทำงานเป็นทีม)
The project required us to work as a team. (โครงการนี้ต้องการให้เราทำงานเป็นทีม)
กริยาสามารถตามด้วย Gerunds (รูปแบบ Ing) และ to-Inf V ได้ แต่ต้องมี "กรรม" ใน to-Infv

คำคุณศัพท์ตามด้วย อาการนาม

คำคุณศัพท์บางคำจะตามด้วย อาการนาม (V-ing) เช่น

ตัวอย่าง: I am interested in making video game. (ฉันสนใจกับการทำวิดีโอเกม) 

→ interested in เป็นคำคุณศัพท์ ตามด้วยอาการนาม making video game

คำคุณศัพท์ตามด้วย อาการนาม

ใช้ อาการนาม หลังวลีกริยาและสำนวน

กริยาวลี / สำนวนที่ตามด้วยอาการนาม (V-ing) เช่น:

ตัวอย่าง: She insisted on paying the bill. (เธอยืนกรานที่จะจ่ายบิล)

→ she เป็นประธานของประโยค และ insist on เป็นกริยาวลี และตามด้วย อาการนาม paying the bill

ใช้ อาการนาม หลังวลีกริยาและสำนวน

วิธีแยกแยะระหว่าง อาการนาม (gerund) กับคํานาม (noun)

ผู้เริ่มเรียนภาษาอังกฤษส่วนใหญ่มักสับสนระหว่างการใช้คำนามและอาการนาม ความแตกต่างระหว่างคำนามและอาการนามมีดังนี้:

ตัวอย่าง:

อาการนาม: Ploy should avoid eating too much meat.

→ พลอยควรหลีกเลี่ยงการทานเนื้อสัตว์มากเกินไป

คํานาม: Chai should avoid violent activities.

→ ชายควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมรุนแรง

ตัวอย่าง:

อาการนาม: Using smartphones is popular now.

→ การใช้สมาร์ทโฟนเป็นที่นิยมในปัจจุบัน

คํานาม: The popularity of smartphones increase nowadays.

→ สมาร์ทโฟนเริ่มดังมากขึ้นในปัจจุบัน

ตัวอย่าง:

อาการนาม: Doing exercise regularly brings many benefits.

→ การออกกำลังกายสม่ำเสมอมีประโยชน์มากมาย

คํานาม: Marry drives her regular route to work.

→ แมรี่ขับรถไปทำงานตามเส้นทางปกติของเธอ

วิธีแยกแยะระหว่าง อาการนาม (gerund) กับคํานาม (noun)

วิธีแยกแยะระหว่าง อาการนาม (gerund) กับกริยา (verb)

แม้ว่าอาการนามและกริยาจะมีรูปแบบของกริยาเหมือนกัน แต่หน้าที่ของพวกมันจะแตกต่างกัน จุดที่จะช่วยให้คุณแยกแยะระหว่างกริยากับอาการนามในภาษาอังกฤษ:

ตัวอย่าง:

อาการนาม: Cooking is very easy.

→ การทำอาหารง่ายมาก

คํากริยา: If I solve this exercise, I will get a high score.

→ ถ้าฉันทำแบบฝึกหัดนี้ได้สำเร็จ ฉันจะได้คะแนนสูง

อาการนาม: I enjoy studying English and Biology at school.

→ ฉันชอบเรียนภาษาอังกฤษและชีววิทยาที่โรงเรียน

คํากริยา: I study English and Biology at school.

→ ฉันเรียนภาษาอังกฤษและชีววิทยาที่โรงเรียน

ตัวอย่าง:

สามารถพูดว่า: I want him to meet her at coffee shop.

→ ฉันอยากให้เขาเจอเธอที่ร้านกาแฟ

แต่ไม่สามารถพูดว่า: I want him meeting her at coffee shop.

วิธีแยกแยะระหว่าง อาการนาม (gerund) กับกริยา (verb)

แบบฝึกหัดเกี่ยวกับ อาการนาม

หลังจากที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับตำแหน่งและหน้าที่ของอาการนามในภาษาอังกฤษแล้ว โปรดทำแบบฝึกหัด เกี่ยวกับอาการนามด้านล่างนี้ให้เสร็จ

แบบฝึกหัดที่ 1: จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุด 

  1. My friends advise me….(choose/ choosing/ to choose) that university.
  2. They delay….(send/to send/ sending) this letter to their president.
  3. Last month, my sister came back home after…. (finish/to finish/finishing) her studies at university. 
  4. We can’t help…(use/ to use/ using) this equipment for our work.
  5. I am sorry. I am so busy with…(work/ to work/working) that I don’t have time to call you back.
  6. My brother has difficulty in…(find/to find/finding) job in this city.
  7. We want them….(do/to do/doing) this for her.
  8. Nobody needs….(meet/to meet/meeting) her anymore.
  9. Thank you so much for….(accept/to accept/accepting) our proposal. We are looking forward to….(meet/to meet/meeting) you next month.
  10.  Why don’t you object to…(choose/to choose/choosing) her as our new director?
  11. Don’t do it!….(Plant/To plant/Planting) cannabis is illegal.
  12. I have decided ….(buy/to buy/buying) those shoes at this shop.
  13. They offered us…. (arrange/ to arrange/arranging) room for us without surcharge fee.
  14.  We don’t like…(meet/to meet/ meeting) this guy at her place.
  15.  She promised…(come/to come/coming) back before I fly to Paris.

เฉลย

  1. My friends advise me to choose that university.
  2. They delay sending this letter to their president.
  3. Last month, my sister came back home after finishing her studies at university.
  4. We can’t help using this equipment for our work.
  5. I am sorry. I am so busy with work that I don’t have time to call you back.
  6. My brother has difficulty in finding job in this city.
  7. We want them to do this for her.
  8. Nobody needs to meet her anymore.
  9. Thank you so much for accepting our proposal. We are looking forward to meeting you next month.
  10. Why don’t you object to choosing her as our new director?
  11. Don’t do it! Planting cannabis is illegal.
  12. I have decided to buy those shoes at this shop.
  13. They offered us to arrange room for us without surcharge fee.
  14. We don’t like meeting this guy at her place.
  15. She promised to come back before I fly to Paris

แบบฝึกหัดที่ 2: จงเขียนประโยคใหม่โดยใช้อาการนาม (Gerund)

  1. It is important to protect the environment.
    → …………………………………………………………………
  2. She said that she would stop smoking, but she didn’t.
    → …………………………………………………………………
  3. It is difficult to learn a new language at this age.
    → …………………………………………………………………
  4. He admitted that he had stolen the money.
    → …………………………………………………………………
  5. I think you should avoid talking about politics at the meeting.
    → …………………………………………………………………
  6. To finish this report on time is impossible.
    → …………………………………………………………………
  7. The teacher suggested that we should review the lesson.
    → …………………………………………………………………
  8. I like to play the piano in the evening.
    → …………………………………………………………………
  9. It took me two hours to complete this project.
    → …………………………………………………………………
  10. She is surprised to hear the news.
    → …………………………………………………………………

เฉลย:

  1. Protecting the environment is important.
  2. She said she would stop smoking, but she didn’t.
  3. Learning a new language at this age is difficult.
  4. He admitted stealing the money.
  5. I think you should avoid talking about politics at the meeting.
  6. Finishing this report on time is impossible.
  7. The teacher suggested reviewing the lesson.
  8. I like playing the piano in the evening.
  9. Completing this project took me two hours.
  10. Hearing the news surprised her.

แบบฝึกหัดที่ 3: ประโยคแต่ละประโยคมีข้อผิดพลาดที่เกี่ยวข้องกับอาการนาม ลองค้นหาและแก้ไขให้ถูกต้อง

  1. He denied to cheat in the exam.
    → …………………………………………………………………
  2. She suggested to go to the beach this weekend.
    → …………………………………………………………………
  3. I look forward to see you again soon.
    → …………………………………………………………………
  4. They had difficulty to find accommodation in Tokyo.
    → …………………………………………………………………
  5. She spent two hours to clean the kitchen.
    → …………………………………………………………………
  6. The manager doesn’t mind to work late.
    → …………………………………………………………………
  7. He kept to interrupt me during the meeting.
    → …………………………………………………………………
  8. The businessman admitted to pay a bribe.
    → …………………………………………………………………
  9. My father is used to wake up early every day.
    → …………………………………………………………………
  10. The teacher prevented us to use our mobile phones in class.
    → …………………………………………………………………

เฉลย

  1. He denied cheating in the exam.
  2. She suggested going to the beach this weekend.
  3. I look forward to seeing you again soon.
  4. They had difficulty finding accommodation in Tokyo.
  5. She spent two hours cleaning the kitchen.
  6. The manager doesn’t mind working late.
  7. He kept interrupting me during the meeting.
  8. The businessman admitted paying a bribe.
  9. My father is used to waking up early every day.
  10. The teacher prevented us from using our mobile phones in class.

คําถามที่พบบ่อย

  1. Gerund and infinitive ใช้ต่างกันยังไง?

อาการนาม (Gerund) = V-ing, ใช้เป็นคำนาม; คํากริยา (To-infinitive) = to + V, มักระบุจุดประสงค์หรืออนาคต

  1. ควรใช้ Gerund ตอนไหน?

ใช้อาการนามเป็นประธาน กรรม ส่วนขยาย หรือหลังคำบุพบทและกริยาบางคำ

  1. Gerund ใช้อะไรขยาย?

อาการนามอาจขยายได้โดยใช้คำคุณศัพท์ คำวิเศษณ์ หรือวลีขยาย เช่น คำนาม

  1. Gerund กับ present participle ต่างกันอย่างไร?

อาการนาม = V-ing ใช้เหมือนคํานาม; กริยาปัจจุบันกาล = V-ing ใช้เป็นคำคุณศัพท์หรือเพื่อสร้างกาลที่เน้นความต่อเนื่อง

ELSA Premium 1 year

8,497 บาท ->2,107 บาท

ELSA Pro Lifetime

3,659 บาท ->2,561 บาท

บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจอาการนาม รวมถึงวิธีการรู้จักและใช้ Gerund ในภาษาอังกฤษแต่ละสถานการณ์ได้อย่างถ่องแท้ นี่คือความรู้พื้นฐานที่จะช่วยให้คุณเขียนประโยคได้สอดคล้อง เป็นธรรมชาติ และถูกต้องตามหลักไวยากรณ์มากขึ้น โปรดติดตามบทความต่อไปกับ ELSA Speak เพื่อเพิ่มความรู้ด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษของคุณนะ!

หากคุณกำลังเรียนไวยากรณ์ โครงสร้างประโยค หรือ Tense ต่าง ๆ ในภาษาอังกฤษ ก็อาจสงสัยว่า “กรรม (object)” คืออะไรใช่ไหม? บทความด้านล่างนี้จะจะพามาเรียนรู้เกี่ยวกับกรรมในภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นวิธีใช้ ตำแหน่ง และหน้าที่ของกรรมในประโยค เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจได้อย่างครบถ้วนยิ่งขึ้น

Object คือ

กรรม (Object) ในภาษาอังกฤษ คือองค์ประกอบหนึ่งของภาคแสดง (Predicate) มักวางหลังคำกริยา คำสันธาน หรือคำบุพบท มีหน้าที่ช่วยให้ความหมายของประโยคชัดเจนยิ่งขึ้น หรือแสดงความเชื่อมโยงระหว่างกรรมต่าง ๆ ผ่านคำสันธาน ในหนึ่งประโยคสามารถมีกรรมได้หลายตัว และมักอยู่กลางประโยคหรือท้ายประโยค

ตัวอย่าง:

object คือ

ตำแหน่งของกรรม (Object)

ตำแหน่งของกรรมในภาษาอังกฤษมักอยู่หลังคำกริยา คำบุพบท หรือคำสันธาน ในหนึ่งประโยคอาจมีกรรมหนึ่งตัวหรือหลายตัว อย่างไรก็ตาม กรรมจะสามารถวางได้เฉพาะส่วนกลางประโยคหรือท้ายประโยคเท่านั้น (ส่วนต้นประโยคเป็นประธาน) เมื่อในประโยคมีกรรมสองตัว คือ กรรมตรง และ กรรมรอง ลำดับของกรรมจะขึ้นอยู่กับว่ามีคำบุพบทตามมาหรือไม่

1. ตำแหน่งของกรรมเมื่อมีคำบุพบทตามหลัง

ตัวอย่าง:

2. ตำแหน่งของกรรมเมื่อไม่มีคำบุพบท

ตัวอย่าง: My teacher has given me homework. (ครูของฉันให้การบ้านกับฉัน)

ตำแหน่งของกรรม (object)

Object ทำหน้าที่อะไร?

ในไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ กรรม (Object – O) เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ประโยคสมบูรณ์และชัดเจนขึ้น กรรมไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มข้อมูลเท่านั้น แต่ยังบ่งบอกถึงผู้หรือสิ่งที่ได้รับผลจากการกระทำ ทำให้ความหมายในประโยคกระชับและเข้าใจง่ายขึ้น ด้านล่างนี้คือหน้าที่หลักของกรรม:

1. เพิ่มความหมายให้กับคำกริยา

ประโยคภาษาอังกฤษจะไม่สมบูรณ์หากขาดกรรมในกรณีที่คำกริยาต้องการผู้รับการกระทำ กรรมทำให้กริยามี “เป้าหมาย” ที่จะกระทำ ช่วยหลีกเลี่ยงไม่ให้ประโยคขาดความหมาย

ตัวอย่าง: She bought a new dress. (เธอซื้อชุดใหม่หนึ่งชุด)

→ ในตัวอย่างนี้ a new dress คือกรรม ช่วยระบุสิ่งที่คำกริยา bought กระทำต่อ

2. แสดงผู้หรือสิ่งที่ได้รับผลจากการกระทำ

Object ช่วยระบุว่า “ใคร” หรือ “อะไร” เป็นผู้ได้รับผล ทำให้ผู้อ่านหรือผู้ฟังเข้าใจเหตุการณ์ได้ชัดเจนขึ้น

ตัวอย่าง: He kicked the ball. (เขาเตะลูกบอล)

→ The ball คือกรรมตรง ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้รับผลโดยตรงจากการกระทำ kicked

3. ใช้ร่วมกับคำบุพบทเพื่อสร้างวลีบุพบท (Prepositional Phrase)

เมื่อ object ปรากฏในวลีบุพบท กรรมจะอยู่หลังคำบุพบทเสมอ ช่วยให้ความหมายของวลีสมบูรณ์ขึ้น วลีบุพบทมักใช้เพื่อบอกเวลา สถานที่ สาเหตุ หรือวัตถุประสงค์

ตัวอย่าง: She is waiting for her friend. (เธอกำลังรอเพื่อนของเธอ)

→ her friend เป็นกรรมของคำบุพบท for ทำให้วลี for her friend มีความหมายครบถ้วน

4. ทำให้ประโยคชัดเจนขึ้นเมื่อมีกรรมหลายตัว (กรรมตรงและกรรมรอง)

คำกริยาบางคำในภาษาอังกฤษต้องใช้กรรมสองตัว:

ตัวอย่าง: He gave me a book. (เขาให้หนังสือหนึ่งเล่มแก่ฉัน)

Object ทำหน้าที่อะไร?

>>> อ่านเพิ่มเติม: แยกแยะ Part of Speech 9 ประเภทในภาษาอังกฤษ: หลักการใช้ ตัวอย่าง แบบฝึกหัดโดยละเอียด

Object มี 3 ลักษณะ อะไรบ้าง ในภาษาอังกฤษ?

ในภาษาอังกฤษ ตำแหน่งและความหมายของ Object ในประโยคสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทดังนี้:

Object มี 3 ลักษณะ อะไรบ้าง ในภาษาอังกฤษ?

กรรมตรง (Direct Object)

กรรมตรงคือผู้หรือสิ่งที่ได้รับผลจากการกระทำโดยตรง กรรมตรงมักเป็นคำนามหรือสรรพนามที่บ่งบอกคนหรือสิ่งของ และจะอยู่หลังคำกริยาเสมอ

ตัวอย่าง: Lily makes a cake for her mom’s birthday (ลิลี่ทำเค้กวันเกิดให้แม่ของเธอ)

→ Cake คือกรรมตรง เพราะเป็นสิ่งที่ถูกทำขึ้นโดยการกระทำของ Lily

กรรมตรง (Direct Object)

กรรมรอง (Indirect Object)

กรรมรองคือผู้หรือสิ่งที่ได้รับผลจากการกระทำทางอ้อม ต้องผ่านกรรมตรงก่อน กรรมรองอาจเป็นคำนามหรือสรรพนามเช่นกัน

โดยทั่วไป กรรมรองอยู่หลังกรรมตรง และอาจมีหรือไม่มีคำบุพบทคั่นกลางก็ได้

ตัวอย่าง: Can I borrow your book? (ฉันขอยืมหนังสือของคุณได้ไหม?)

→ ประโยคนี้มีกรรมสองตัวคือ I และ your book

กรรมรอง (Indirect Object)

กรรมของคำบุพบท (Object of a preposition)

กรรมของคำบุพบทคือคำนาม สรรพนาม หรือกลุ่มนามที่อยู่หลังคำบุพบทโดยตรง เพื่อทำให้ความหมายของวลีบุพบทสมบูรณ์ บอกว่าใครหรืออะไรมีความเกี่ยวข้องกับตำแหน่ง การกระทำ หรือความสัมพันธ์

โครงสร้าง: คำบุพบท + กรรมของคำบุพบท

ตัวอย่าง: The book is on the bookshelf. (หนังสือวางอยู่บนชั้น)

ในประโยคนี้:

กรรมของคำบุพบท (Object of a preposition)

การแยกความแตกต่างระหว่างกรรมตรงและกรรมรอง

การแยกแยะกรรมตรง (Direct Object) และกรรมรอง (Indirect Object) เป็นสิ่งสำคัญในการทำความเข้าใจโครงสร้างประโยค เมื่อคุณรู้หลักพื้นฐานแล้ว คุณจะสามารถระบุประเภทของกรรมได้ง่ายขึ้นทั้งในการเขียนและการพูด

กรรมไม่เคยอยู่ลำพัง แต่ต้องมีความสัมพันธ์กับกริยา คำบุพบท หรือคำสันธาน อย่างไรก็ตาม วิธีการใช้กรรมตรงและกรรมรองมีความแตกต่างกันดังนี้:

นอกจากนี้ เพื่อแยกความแตกต่างระหว่างกรรมตรงและกรรมรอง คุณสามารถสังเกตตำแหน่งของกรรมในประโยคได้

ตัวอย่าง: He showed her the painting. → her เป็นกรรมรอง, the painting เป็นกรรมตรง

ตัวอย่าง: He showed the painting to her. → the painting เป็นกรรมตรง, her เป็นกรรมรอง

ตัวอย่าง

  1. Mark writes his friend a letter.

his friend → กรรมรอง

a letter → กรรมตรง

(ไม่มีคำบุพบท กรรมตัวหน้าคือกรรมรอง กรรมตัวหลังคือกรรมตรง)

  1. Mark writes a letter to his friend.

a letter → กรรมตรง

his friend → กรรมรอง

(มีคำบุพบท to กรรมที่ตามหลังคำบุพบทเป็นกรรมรอง)

การแยกความแตกต่างระหว่างกรรมตรงและกรรมรอง

รูปแบบของ object ในประโยค

ในประโยค กรรมอาจปรากฏได้หลายรูปแบบ เช่น คำนาม, กริยารูป to-infinitive, กริยารูป V-ing, สรรพนามบุรุษ หรืออนุประโยค

กรรมที่เป็นคำนาม

คำนามและกลุ่มคำนามสามารถทำหน้าที่เป็นกรรมตรงหรือกรรมรองในประโยคได้ โดยมักอยู่หลังคำกริยาหรือคำบุพบท ทำหน้าที่เพิ่มเติมความหมายให้การกระทำ ทำให้ประโยคชัดเจนและสมบูรณ์

คำนามจะเป็นกรรมเมื่อเป็นสิ่งที่ได้รับผลจากการกระทำ หรือเป็นผู้/สิ่งที่ได้รับการส่งต่อของการกระทำทางอ้อม

ตัวอย่างกรรมตรง: I help my father fix the chair. (ฉันช่วยพ่อซ่อมเก้าอี้)

the chair เป็นคำนามทำหน้าที่กรรมตรง เพราะเป็นสิ่งที่ถูกกระทำโดยตรงจากกริยา fix

ตัวอย่างกรรมรอง: He sent her a letter. (เขาส่งจดหมายให้เธอ)

her เป็นกรรมรอง (ผู้รับการกระทำ) a letter เป็นกรรมตรง (สิ่งที่ถูกส่ง)

ตัวอย่างกรรมตรง & กรรมรอง: He sent a letter to her. (เขาส่งจดหมายให้เธอ)

a letter ยังคงเป็นกรรมตรง

her เป็นกรรมรองเพราะอยู่หลังคำบุพบท to

กรรมที่เป็นคำนาม

กรรมที่เป็นกริยา-ing (Gerund Object)

นอกจากคำนามและกลุ่มคำนามแล้ว gerund (กริยาที่เติม -ing แล้วทำหน้าที่เป็นคำนาม) ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของกรรมที่พบได้บ่อยเช่นกัน Gerund เกิดจากการเติม -ing หลังคำกริยา ทำให้กริยานั้นกลายเป็นคำนามภายในประโยค

ในหลายกรณี คำกริยาบางคำต้องการให้กริยาที่ตามหลังอยู่ในรูป V-ing เสมอ ซึ่ง V-ing ในตำแหน่งนี้จะทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยาหลัก

ตัวอย่าง: She enjoys swimming in the ocean. (เธอชอบว่ายน้ำในมหาสมุทร)
→ swimming เป็น gerund ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา enjoys

คำกริยาหลายคำในภาษาอังกฤษที่ต้องตามด้วยกรรมรูป V-ing เสมอ ได้แก่:

Admit (ยอมรับ)Enjoy (ชอบ/เพลิดเพลิน)Suggest (แนะนำ/เสนอ)
Appreciate (ซาบซึ้ง)Finish (ทำเสร็จ)Consider (พิจารณา)
Avoid (หลีกเลี่ยง)Miss (คิดถึง/พลาด)Mind (ขัดข้อง/รังเกียจ)
Can’t help (อด…ไม่ได้)Postpone (เลื่อน)Recall (นึกออก)
Delay (ล่าช้า/ทำให้ล่าช้า)Practice (ฝึกฝน)Risk (เสี่ยง)
Deny (ปฏิเสธ)Quit (เลิก)Repeat (ทำซ้ำ)
Resist (ต่อต้าน/อดทนไม่ทำ)Resume (ทำต่อ)Resent (ไม่พอใจ/ขุ่นเคือง)
กรรมที่เป็นกริยา-ing (Gerund Object)

กรรมที่เป็นสรรพนามบุรุษ

สรรพนามบุรุษ (Personal Pronouns) มี 2 รูป คือ รูปประธาน (subject pronouns) และ รูปกรรม (object pronouns)

รูปประธานรูปกรรม
IMe
YouYou
HeHim
SheHer
ItIt
WeUs
TheyThem

สรรพนามบุรุษจะทำหน้าที่เป็นกรรมเมื่อมันเป็นผู้รับการกระทำโดยตรงหรือโดยอ้อมจากกริยา หรือเมื่อยืนหลังบุพบทเพื่อทำให้ความหมายของวลีบุพบทสมบูรณ์

ตัวอย่าง – กรรมตรง (Direct Object): I saw her at the library yesterday. (เมื่อวานฉันเห็นเธอที่ห้องสมุด)

→ her เป็นกรรมตรง ถูกกริยา saw กระทำโดยตรง

ตัวอย่าง – กรรมรอง (Indirect Object): She gave me a gift. (เธอมอบของขวัญให้ฉัน)

→ me เป็นกรรมรอง (ผู้รับ) และ a gift เป็นกรรมตรง

ตัวอย่าง – กรรมของบุพบท (Object of Preposition): This present is for him. (ของขวัญนี้สำหรับเขา)

→ him เป็นกรรมของบุพบท for ทำให้ความหมายของวลีบุพบทสมบูรณ์

กรรมที่เป็นสรรพนามบุรุษ

กรรมที่เป็นกริยารูปอินฟินิทีฟมี “to” (to V)

ในบางกรณี กริยาในประโยคสามารถตามด้วยกริยาอีกตัวหนึ่งในรูป to V (to-infinitive) เมื่อกริยารูป to V นี้ทำหน้าที่เป็นส่วนที่รับกริยา มันจะถือว่าเป็น Object ของกริยานั้น

คำกริยาที่มักตามด้วย to V: agree, attempt, claim, decide, demand, desire, expect, fail, forget, hesitate, hope, intend, learn, need, offer, plan, prepare, pretend, refuse, seem, strive, tend, want, wish,…

ตัวอย่าง: Nam decides to stay home for a few days. (นามตัดสินใจอยู่บ้านไม่กี่วัน.)

กรรมที่เป็นกริยารูปอินฟินิทีฟมี “to” (to V)

กรรมที่เป็นกริยารูป V-ing 

เช่นเดียวกับ to–V กริยาบางคำเมื่อตามหลังด้วยกริยาอีกคำหนึ่งในรูป V-ing กริยา V-ing นั้นจะถือว่าเป็น “กรรม” ในประโยค

กริยาที่ต้องตามด้วย V-ing ได้แก่: admit, appreciate, avoid, can’t help, delay, deny, resist, enjoy, finish, miss, postpone, practice, quit, resume, suggest, consider, mind, recall, risk, repeat, resent

ตัวอย่าง: I consider visiting Da Lat when I have time. (ฉันวางแผนไปเยือนดาลัตเมื่อมีเวลา).

กรรมที่เป็นกริยารูป V-ing

กรรมเป็นอนุประโยค

ในภาษาอังกฤษ กรรม (Object) ไม่ได้จำกัดอยู่แค่คำเดี่ยว คำนาม กลุ่มคำนาม หรือกริยารูป gerund เท่านั้น แต่ยังอาจเป็น อนุประโยค (clause) ได้ด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้น อนุประโยคดังกล่าวจะทำหน้าที่เป็นวัตถุที่รับผลกระทบโดยตรงจากคำกริยาในประโยค

อนุประโยคจะกลายเป็นกรรมต่อเมื่อมันยืนอยู่หลังคำกริยาเพื่อชี้ชัดว่าการกระทำมุ่งไปยังใครหรืออะไร โดยส่วนใหญ่จะเป็น อนุประโยคชนิดคำนาม (noun clause) ซึ่งมักขึ้นต้นด้วยคำเช่น what, how, where, why, whether, if เป็นต้น

ตัวอย่าง: She knows how he feels without saying a word. (เธอรู้ว่าเขารู้สึกอย่างไรโดยไม่ต้องพูดสักคำ)

→ how he feels without saying a word เป็นอนุประโยคชนิดคำนาม ทำหน้าที่เป็น กรรมตรง ของคำกริยา knows

กรรมเป็นอนุประโยค

กรรมที่เป็นคำคุณศัพท์

กรรมในภาษาอังกฤษยังสามารถเป็น คำคุณศัพท์ที่ทำหน้าที่แทนคำนามกลุ่ม ได้ เมื่อคำคุณศัพท์ทำหน้าที่เช่นนี้ มันไม่เพียงบรรยายลักษณะเท่านั้น แต่ยังยืนแทนกลุ่มคนหรือสิ่งของ และทำหน้าที่เป็นกรรมในประโยคด้วย

ตัวอย่าง: We must help the poor. (พวกเราต้องช่วยเหลือคนยากจน)

→ the poor เป็นคำคุณศัพท์ที่ใช้แทนกลุ่มคนยากจน ทำหน้าที่เป็น กรรมตรง ของคำกริยา help

กรรมที่เป็นคำคุณศัพท์

แบบฝึกหัดเกี่ยวกับกรรม (Object) ในภาษาอังกฤษ

แบบฝึกหัด 1: เขียนประโยคใหม่โดยใช้คำที่ให้มา – ระวังวางตำแหน่ง object ให้ถูกต้อง:

  1. me / please? / Can you / the salt, / pass
  2. bedtime. / read / at / a short story / my children / always / I
  3. for 500US. / me / sell / wants to / My brother / his old car /
  4. me / get / Could you / a couple of sandwiches / at / the café?
  5. a better job. / Maybe / will find / the agency / you
  6. shouldn’t we / them / are visiting, / If you parents / some dinner? / cook
  7. Could you / this money / Alice? / to / give
  8. someone else. / I’m sorry / the job / offered / but / we’ve / to
  9. you / wrote / to / When was / a friend? / a letter / the last time.
  10. Shall I / some tickets / us? / for / book

เฉลย: 

  1. Can you pass me the salt, please?
  2. I always read my children a short story at bedtime.
  3. My brother wants to sell me his old car for 500 USD.
  4. Could you get me a couple of sandwiches at the café?
  5. Maybe the agency will find you a better job.
  6. If your parents are visiting, shouldn’t we cook them some dinner?
  7. Could you give this money to Alice?
  8. I’m sorry but we’ve offered the job to someone else.
  9. When was the last time you wrote a letter to a friend?
  10. Shall I book some tickets for us?

แบบฝึกหัด 2: แบบทดสอบปรนัย เลือก object ที่ถูกต้อง

  1. She loves ____ very much.

A. him

B. he

C. she

D. her

  1. I don’t know ____.

A. they

B. she

C. them

D. we

  1. Can you help ____ with this problem?

A. I

B. me

C. my

D. mine

  1. We invited ____ to our wedding

A. their

B. they

C. theirs

D. them

  1. Please give this book to ____.

A. her

B. she

C. hers

D. herself

  1. I saw ____ at the bus stop this morning.

A. he

B. him

C. his

D. he’s

  1. Don’t tell ____ the secret!

A. us

B. we

C. our

D. ours

  1. My mom is waiting for ____.

A. them

B. they

C. their

D. theirs

  1. The teacher asked ____ to answer the question.

A. me

B. I

C. my

D. mine

  1. I met ____ in the park yesterday.

A. she

B. her

C. hers

D. herself

เฉลย:

12345678910
เฉลยACBDABAAAB

คำถามที่พบบ่อย 

Objects มีอะไรบ้าง?

Objects ประกอบด้วย Direct Object (กรรมตรง), Indirect Object (กรรมรอง) และ Object of a Preposition (กรรมของคำบุพบท)

Subject + Verb + Object คือ?

เป็นโครงสร้างประโยคพื้นฐานในภาษาอังกฤษ: Subject + Verb + Object เช่น: She reads a book.

Object มี อะไร บ้าง?

Object อาจเป็นคน สิ่งของ หรือเหตุการณ์ที่การกระทำมีผลถึง

Object ทํา หน้าที่ อะไร?

Object คือผู้ที่รับหรือได้รับผลจากการกระทำที่ทำโดย subject

กรรม Object คือ?

ในประโยคซับซ้อนหรือประโยคผสม (complex/compound sentences) วัตถุอาจเป็นกรรมตรงหรือกรรมรองที่มาพร้อมกับหลายอนุประโยค

Object Pronoun คือ?

มีรูปแบบเป็นสรรพนามที่ทำหน้าที่เป็นกรรม เช่น: me, you, him, her, it, us, them

Object ใช้ ยัง ไง?

Direct object คือ?

กรรมตรง (Direct object) คือกรรมที่รับผลโดยตรงจากคำกริยา เช่น: I eat an apple. → an apple คือ direct object.

ELSA Premium 1 year

8,497 บาท ->2,107 บาท

ELSA Pro Lifetime

3,659 บาท ->2,561 บาท

แม้ว่าหลักการเกี่ยวกับกรรม object คืออะไรจะไม่ซับซ้อนมาก แต่ในบางกรณีก็ยังเกิดความสับสนได้ง่าย ดังนั้นควรฝึกบ่อย ๆ และทำความเข้าใจจากชุดแบบฝึกหัดไวยากรณ์ของ ELSA Speak เพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของคุณอย่างรอบด้านนะคะ!

คุณกำลังมองหาวิธีพูดคำว่าป่วยภาษาอังกฤษเพื่อสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพเมื่อคุณไม่สบายอยู่ใช่ไหม? บทความนี้รวบรวมประโยคสื่อสาร คำศัพท์เกี่ยวกับอาการป่วย ป่วย ภาษาอังกฤษ คํา อ่าน ตัวอย่างบทสนทนา และสำนวนที่ใช้บ่อยไว้อย่างครบถ้วน ซึ่งจะช่วยให้คุณอธิบายอาการป่วย พูดคุยกับแพทย์ หรือขอลาป่วยได้อย่างมั่นใจ ทั้งในสภาพแวดล้อมการเรียนรู้และการทำงาน

วิธีพูดว่าป่วยภาษาอังกฤษ

คำว่า sick ในภาษาอังกฤษใช้หมายถึงอาการป่วยโดยทั่วไป สำนวนที่ใช้บ่อยที่สุดในการบอกว่าฉันป่วย ภาษาอังกฤษคือ I’m sick

ต่อไปนี้เป็นสำนวนอื่น ๆ ที่จะช่วยให้คุณระบุเกี่ยวกับภาวะสุขภาพของคุณได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

วิธีพูดทั่วไป

เมื่อคุณรู้สึกไม่สบายและอยากจะบอกเพื่อนหรือเพื่อนร่วมงานแต่ไม่อยากให้พวกเขากังวลมากเกินไปและรู้รายละเอียด ให้ใช้ประโยคบอกเล่าทั่วไปต่อไปนี้: 

วิธีพูดวิธีพูดทั่วไปว่าป่วยภาษาอังกฤษ

>>อ่านเพิ่มเติม: 10+ วิธีพูด Get well soon ช่วยให้คุณพูดภาษาอังกฤษเพราะขึ้นและเป็นมืออาชีพมากขึ้น

วิธีพูดอย่างละเอียด

เมื่ออธิบายภาวะสุขภาพของคุณ คุณสามารถใช้ประโยคต่อไปนี้เพื่ออธิบายอาการเจ็บป่วย ภาษาอังกฤษ ได้:

คําศัพท์เกี่ยวกับ อาการเจ็บป่วย ภาษาอังกฤษ พร้อม คํา อ่าน

โรคภัยไข้เจ็บ (Disease) เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นในชีวิต หลายคนมักพูดว่า “การไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเป็นลาภอันประเสริฐ” และโรคภัยไข้เจ็บมักมาพร้อมกับอาการ (Symptom) ต่าง ๆ ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าร่างกายกำลังป่วยเป็นโรคอะไร

คําศัพท์การออกเสียงความหมาย
Cold/kəʊld/หวัด
Cough/kɒf/ไอ
Sore throat/sɔː ˈθrəʊt/เจ็บคอ
Headache/ˈhedeɪk/ปวดหัว
Stomachache/ˈstʌmək eɪk/ปวดท้อง
Toothache/ˈtuːθ eɪk/ปวดฟัน
Earache/ˈɪəreɪk/ปวดหู
Cramp/kræmp/ปวดเกร็ง
Numb/nʌm/ชา
Infection/ɪnˈfekʃən/การติดเชื้อ
Broken leg/arm/ˈbrəʊkən leɡ / ɑːm/แขนหัก / ขาหัก
Rash/ræʃ/ผื่น
Diarrhea/ˌdaɪəˈrɪə/ท้องเสีย
Runny nose/ˈrʌni nəʊz/น้ำมูกไหล
Migraine/ˈmiːɡreɪn/ไมเกรน
Allergic reaction/əˈlɜːdʒɪk riˈækʃən/อาการแพ้
Vomit / Throw up/ˈvɒmɪt/ /θrəʊ ʌp/อาเจียน
Nausea/ˈnɔːziə/คลื่นไส้
Food poisoning/fuːd ˈpɔɪzənɪŋ/อาหารเป็นพิษ
Stroke/strəʊk/โรคหลอดเลือดสมอง
Cancer/ˈkænsə(r)/มะเร็ง
Diabetes/ˌdaɪəˈbiːtiːz/โรคเบาหวาน
Asthma/ˈæsmə/โรคหอบหืด
Hypertension/ˌhaɪpəˈtenʃən/ความดันโลหิตสูง
Fever/ˈfiːvə(r)/ไข้
Backache/ˈbækeɪk/ปวดหลัง
Dizziness/ˈdɪzinəs/เวียนศีรษะ
Fatigue/fəˈtiːɡ/อ่อนเพลีย
Insomnia/ɪnˈsɒmniə/นอนไม่หลับ
Bruise/bruːz/ฟกช้ำ
Bleeding/ˈbliːdɪŋ/เลือดออก
Cramps (menstrual)/kræmps/ปวดเกร็ง (ประจำเดือน)
Constipation/ˌkɒnstɪˈpeɪʃən/ท้องผูก
Flu (Influenza)/fluː/ไข้หวัดใหญ่
Sneeze/sniːz/จาม
Swelling/ˈswelɪŋ/บวม
Itchy/ˈɪtʃi/คัน
Shortness of breath/ˈʃɔːtnəs əv breθ/หายใจถี่
Chest pain/tʃest peɪn/เจ็บหน้าอก
High temperature/haɪ ˈtemprətʃə(r)/อุณหภูมิสูง
Loss of appetite/lɒs əv ˈæpɪtaɪt/เบื่ออาหาร

ประโยค อาการเจ็บป่วย ภาษาอังกฤษ

คำศัพท์ชื่อโรคที่พบบ่อยในภาษาอังกฤษ

ชื่อภาษาอังกฤษของโรคการออกเสียงความหมาย
Acne/ˈæk.ni/สิว
Alzheimer’s disease/ˈælts.haɪ.mərz dɪˈziːz/โรคอัลไซเมอร์
Appendicitis/əˌpɛn.dɪˈsaɪ.tɪs/ไส้ติ่งอักเสบ
Arthritis/ɑːrˈθraɪ.tɪs/โรคข้ออักเสบ
Asthma/ˈæs.mə/โรคหอบหืด
Athlete’s foot/ˈæθ.liːts fʊt/โรคน้ำกัดเท้า
Bronchitis/brɒŋˈkaɪ.tɪs/โรคหลอดลมอักเสบ
Cancer/ˈkæn.sər/มะเร็ง
Chickenpox/ˈtʃɪk.ɪn.pɒks/อีสุกอีใส
Colitis/kəˈlaɪ.tɪs/ลำไส้ใหญ่อักเสบ
COVID-19/ˌkoʊ.vɪd.naɪnˈtiːn/โควิด-19
Depression/dɪˈprɛʃ.ən/ภาวะซึมเศร้า
Diabetes/ˌdaɪ.əˈbiː.tɪs/โรคเบาหวาน
Eczema/ˈɛk.sɪ.mə/โรคเรื้อน
Flu/fluː/ไข้หวัดใหญ่
Gout/ɡaʊt/โรคเกาต์
Genital warts/ˈdʒɛn.ɪ.təl wɔːrts/หูดที่อวัยวะเพศ
Heart Attack/hɑːrt əˈtæk/หัวใจวาย
Heart disease/hɑːrt dɪˈziːz/โรคหัวใจ
High blood pressure/haɪ blʌd ˈprɛʃ.ər/ความดันโลหิตสูง
HIV/AIDS/ˌeɪtʃ.aɪˈviː/ /eɪdz/เอชไอวี/เอดส์
Hypothyroidism/ˌhaɪ.poʊˈθaɪ.rɔɪ.dɪz.əm/ภาวะไทรอยด์ทำงานน้อย
Hyperthyroidism/ˌhaɪ.pərˈθaɪ.rɔɪ.dɪz.əm/ภาวะไทรอยด์ทำงานมากเกิน
Influenza/ˌɪn.fluˈɛn.zə/ไข้หวัดใหญ่
Malaria/məˈleə.ri.ə/มาลาเรีย
Measles/ˈmiː.zəlz/โรคหัด
Mumps/mʌmps/คางทูม
Migraine/ˈmaɪ.ɡreɪn/ไมเกรน
Obsessive-compulsive disorder (OCD)/əbˈsɛs.ɪv kəmˈpʌl.sɪv dɪsˈɔːr.dər/โรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD)
Osteoarthritis/ˌɒs.ti.oʊ.ɑːrˈθraɪ.tɪs/โรคข้อเข่าเสื่อม
Polio/ˈpoʊ.li.oʊ/โรคโปลิโอ
Pneumonia/njuːˈmoʊ.ni.ə/โรคปอดบวม
Psoriasis/səˈraɪ.ə.sɪs/โรคสะเก็ดเงิน
Ringworm/ˈrɪŋ.wɜːrm/โรคขี้กลาก
Rubella/ruːˈbɛl.ə/โรคหัดเยอรมัน
Schizophrenia/ˌskɪt.səˈfriː.ni.ə/โรคจิตเภท
Shingles/ˈʃɪŋ.ɡəlz/โรคงูสวัด
Smallpox/ˈsmɔːl.pɒks/ไข้ทรพิษ
Stroke/stroʊk/โรคหลอดเลือดสมอง
Tuberculosis/tjuːˌbɜːr.kjəˈloʊ.sɪs/วัณโรค
Typhoid fever/ˈtaɪ.fɔɪd ˈfiː.vər/ไข้ไทฟอยด์
คำศัพท์ชื่อโรคที่พบบ่อยในภาษาอังกฤษ

วิธี ถาม อาการเจ็บป่วย ภาษาอังกฤษ

เมื่อคุณต้องการถามใครสักคนเกี่ยวกับสุขภาพหรืออาการของเขา ภาษาอังกฤษมีประโยคคําถามที่เป็นธรรมชาติและใช้งานง่ายมากมาย ต่อไปนี้คือตัวอย่างประโยคที่พบบ่อยที่สุดและความหมายในภาษาไทย:

วิธี ถาม อาการเจ็บป่วย ภาษาอังกฤษ

>> อ่านเพิ่มเติม: How Are You คืออะไร? วิธีตอบและใช้เป็นภาษาอังกฤษให้ถูกต้อง

ตัวอย่าง บทสนทนา ถามอาการป่วย ภาษาอังกฤษ

เมื่อคุณไปพบแพทย์หรือพูดคุยกับคนป่วย คุณสามารถใช้คำถามภาษาอังกฤษต่อไปนี้เพื่อถามเกี่ยวกับสุขภาพของพวกเขาได้ ด้านล่างคำถามแต่ละข้อมีคำอธิบายความหมายเพื่อให้คุณเข้าใจและจดจำง่ายขึ้น

บทสนทนาที่ 1: คุณหมอถามคนไข้เรื่องอาการเจ็บคอ

Doctor: “Good morning. What brings you here today?” (อรุณสวัสดิ์ครับ วันนี้มีอาการอะไรถึงมาพบคุณหมอครับ?)

Patient: “Good morning, doctor. My throat feels very sore and I’ve been coughing a lot.” (อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณหมอ ฉันรู้สึกเจ็บคอมาก แล้วก็ไอบ่อยมากด้วยค่ะ)

Doctor: “Your throat looks a bit scruffy. Do you get sweating and shivering?” (คอของคุณดูโทรมๆ หน่อย เหงื่อออกและตัวสั่นหรือเปล่าครับ)

Patient: “Yes, especially at night.” (มีค่ะ โดยเฉพาะเวลากลางคืนค่ะ)

Doctor: “Okay, let me examine you. Please breathe deeply.” (โอเคครับ ผมขอตรวจหน่อยนะครับ หายใจเข้าลึก ๆ นะครับ)

บทสนทนาที่ 2: คุณหมอสอบถามคนไข้เกี่ยวกับอาการของระบบย่อยอาหาร

Doctor: “So what brings you here?” (วันนี้มีเรื่องอะไรให้คุณหมอมาตรวจครับ?)

Patient: “I’ve had stomach pain since yesterday, and I felt nauseous after eating.” (ฉันปวดท้องตั้งแต่เมื่อวาน และรู้สึกคลื่นไส้หลังจากทานอาหารค่ะ)

Doctor: “What did you eat yesterday?” (เมื่อวานคุณทานอะไรบ้างครับ?)

Patient: “Mainly seafood. After that, the pain started.” (ส่วนใหญ่เป็นอาหารทะเลค่ะ หลังจากนั้นอาการปวดก็เริ่มขึ้น)

Doctor: “Have you taken any medicine so far?” (คุณได้ทานยาอะไรมาบ้างหรือยังครับ?)

Patient: “No, not yet.” (ยังเลยค่ะ)

Doctor: “Alright. I’ll run a quick check and see what’s going on.” (ได้ครับ เดี๋ยวผมจะตรวจดูอาการให้ครับ)

บทสนทนาที่ 3: หมอถามคนไข้เรื่องไข้หวัดใหญ่

Doctor: “How’re you doing today?” (วันนี้คุณเป็นยังไงบ้างครับ?)

Patient: “I’m still very tired. I have a fever and my body aches. (ยังเหนื่อยอยู่เลยค่ะ มีไข้และปวดเมื่อยตามตัว)

Doctor: “Do you get sweating and shivering?” (คุณเหงื่อออกและตัวสั่นไหมครับ?)

Patient: “Yes, especially when the fever goes up.” (มีค่ะ โดยเฉพาะเวลาที่ไข้ขึ้นสูง)

Doctor: “Have you taken any medicine so far?” (คุณได้กินยาอะไรมาบ้างหรือยังครับ?)

Patient: “Just some paracetamol.” (แค่พาราเซตามอลค่ะ)

Doctor: “Okay. Do you have any other questions?” (โอเคครับ คุณมีคำถามอื่นอีกไหมครับ?)

ตัวอย่าง บทสนทนา ถามอาการป่วย ภาษาอังกฤษ

คําถามที่พบบ่อย

คนป่วยภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร?

คำภาษาอังกฤษสำหรับผู้ป่วยคือ: Patient – ผู้ป่วย / คนไข้

“ป่วย” ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร?

คำว่า “ป่วย” ในภาษาอังกฤษคือ: “to be sick” หรือ “to be ill.”

สำนวนภาษาอังกฤษเกี่ยวกับความเจ็บป่วย 

นอกจากจะใช้คำว่า sick เพื่อหมายถึงการเจ็บป่วยแล้ว เจ้าของภาษายังมักใช้คำอื่น ๆ แทนความหมายอีกมากมายโดยไม่ใช้คำนี้ ต่อไปนี้คือสำนวนภาษาอังกฤษทั่วไปที่ใช้พูดถึงการป่วย

ELSA Premium 1 year

8,497 บาท ->2,107 บาท

ELSA Pro Lifetime

3,659 บาท ->2,561 บาท

การเรียนรู้วิธีพูดคําว่าป่วยภาษาอังกฤษจะช่วยให้คุณอธิบายอาการ ปรึกษาแพทย์ หรือขอลาป่วยได้อย่างมั่นใจมากขึ้น อย่าลืมฝึกฝนบทสนทนา คำศัพท์เกี่ยวกับโรค และสำนวนที่ใช้บ่อย เพื่อพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษในสถานการณ์ทางการแพทย์ในชีวิตประจำวันที่ ELSA Speak นะ

ช่วงคริสต์มาสคือเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการลงทุนเพื่อคุณค่าในระยะยาว เนื่องในโอกาสเทศกาลปลายปี ELSA Speak มอบข้อเสนออัปเกรดสุดพิเศษ สำหรับผู้เรียนที่ถือแพ็กเกจ ELSA Pro แบบตลอดชีพเท่านั้น: อัปเกรดเป็น ELSA Premium แบบตลอดชีพในราคาพิเศษที่ไม่เคยมีมาก่อน

ข้อเสนอพิเศษเฉพาะผู้เรียน ELSA Pro แบบตลอดชีพเท่านั้น

โปรแกรมนี้ไม่เปิดให้ผู้ใช้ใหม่ และไม่ใช้กับผู้เรียนที่ยังไม่ได้ถือแพ็กเกจ Pro แบบตลอดชีพ นี่คือสิทธิพิเศษที่ ELSA ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับผู้เรียนที่เรียนรู้อย่างต่อเนื่องและจริงจังในการพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษ

หากคุณกำลังใช้งาน ELSA Pro แบบตลอดชีพ คริสต์มาสปีนี้คือโอกาสของคุณในการปลดล็อกแพ็กเกจการฝึกพูดภาษาอังกฤษระดับสูงสุดของ ELSA Speak อย่าง ELSA Premium แบบตลอดชีพ

ฟีเจอร์ระดับพรีเมียมในแพ็กเกจ ELSA Premium แบบตลอดชีพ

ELSA Premium คือแพ็กเกจการเรียนที่รวมฟีเจอร์ทั้งหมดของ ELSA Pro พร้อมด้วยฟีเจอร์ AI ใหม่ล่าสุด 2 รายการ ได้แก่ ELSA AI และ Speech Analyzer เมื่ออัปเกรดเป็น Premium แบบตลอดชีพ คุณจะสามารถเข้าถึงฟีเจอร์ระดับสูงทั้งหมดได้อย่างครบถ้วน ได้แก่

ข้อเสนอคริสต์มาส – ระยะเวลาจำกัด

โอกาสทองในการยกระดับทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษด้วยราคาพิเศษเฉพาะช่วงคริสต์มาสนี้เท่านั้น ด้วยแพ็กเกจ Premium แบบตลอดชีพ คุณจะปลดล็อกทุกฟีเจอร์ระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นการฝึกออกเสียง การโต้ตอบกับ AI การวิเคราะห์เสียงแบบเฉพาะบุคคล ใช้งานได้ไม่จำกัด ไม่มีค่าต่ออายุ ลงทุนเพียงครั้งเดียวเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต

เป็นเจ้าของ ELSA แบบตลอดชีพ จ่ายครั้งเดียว เรียนได้ตลอดไป

อัปเกรดทันที เป็นเจ้าของ ELSA Premium แบบตลอดชีพด้วยการชำระเงินเพียงครั้งเดียว

อย่าพลาดโอกาสครั้งเดียวที่จะยกระดับทักษะการพูดภาษาอังกฤษของคุณอย่างครบวงจรด้วย ELSA Premium แบบตลอดชีพ แพ็กเกจการเรียนระดับสูงที่รวมเครื่องมือฝึกพูดอย่างเข้มข้น มีประสิทธิภาพ และไม่จำกัด

เหตุผลที่คุณควรอัปเกรดตั้งแต่วันนี้

หมายเหตุ: ข้อเสนอนี้เป็นสิทธิพิเศษเฉพาะผู้เรียน ELSA Pro แบบตลอดชีพ และใช้ได้ในระยะเวลาจำกัดเท่านั้น

ร่วมรับข้อเสนอแพ็กเกจการเรียนอื่น ๆ ของ ELSA:

คลิกที่นี่เพื่ออัปเกรดเป็น ELSA Premium แบบตลอดชีพ โอกาสที่ไม่เกิดขึ้นซ้ำ ตัดสินใจวันนี้เพื่อไม่พลาดข้อเสนอ!