ในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ การให้คำแนะนำหรือแสดงความคิดเห็นเป็นส่วนสำคัญของการสื่อสารในชีวิตประจำวัน ผู้เรียนมักจะพบเจอกับวลีที่แนะนำหรือทำนายอนาคตอยู่บ่อยครั้ง เพื่อให้สามารถสื่อสารความคิดเหล่านี้ได้อย่างคล่องแคล่ว คุณจำเป็นต้องเชี่ยวชาญวิธีการใช้ should และบทความนี้จาก ELSA Speak จะให้ความรู้ที่ครอบคลุมเกี่ยวกับความหมาย โครงสร้าง และข้อสังเกตที่สำคัญเกี่ยวกับคำศัพท์คำนี้
Should คืออะไร?
Should (/ʃʊd/) เป็นกริยาช่วย (Modal verb) ในประโยค มักหมายถึง “ควร” และใช้เพื่อแสดงคำแนะนำหรือการคาดการณ์ที่มีเหตุผล ในทางกลับกัน รูปปฏิเสธของมันคือ “Should not” ซึ่งมักย่อว่า “Shouldn’t” (/ˈʃʊdənt/) หมายถึง “ไม่ควร” และใช้เพื่อแนะนำให้ใครบางคนหลีกเลี่ยงการทำบางสิ่งบางอย่าง
สอบก่อนเข้าฟรี

เนื่องจาก Should/Shouldn’t เป็นกริยาช่วย จึงไม่สามารถใช้เดี่ยว ๆ เป็นกริยาหลักได้ แต่ต้องมีกริยาไม่ผัน (V-inf) อื่น ๆ ร่วมด้วยเสมอ เพื่อเพิ่มความหมายให้กับการกระทำ
ในทางไวยากรณ์ “should” ถือเป็นรูปอดีตของ “shall” อย่างไรก็ตาม ในภาษาอังกฤษสมัยใหม่ ความถี่และหน้าที่ของ “should” มีความหลากหลายมากกว่า “shall” คำนี้อยู่ในกลุ่ม Auxiliary verb พิเศษ ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงตามประธาน และไม่จำเป็นต้องใช้กริยาช่วยอื่นในประโยคปฏิเสธหรือประโยคคำถาม

>>> อ่านเพิ่มเติม: 12 tense ในภาษาอังกฤษ: โครงสร้าง หลักการใช้ และสัญญาณการรับรู้
วิธีการใช้ should ในแต่ละบริบทเฉพาะ
ต่อไปนี้เป็นสถานการณ์การสื่อสารในชีวิตจริงและหน้าที่ทางภาษาของโครงสร้างที่สำคัญที่คุณมักจะใช้
ใช้เพื่อให้คำแนะนำหรือแสดงความคิดเห็นส่วนตัว
นี่เป็นหน้าที่ที่พบได้บ่อยที่สุดที่จะช่วยให้ผู้พูดแสดงความคิดเห็นได้อย่างสุภาพและสร้างสรรค์ เมื่ออยากให้แนะนำใครบางคนให้ทำอะไรบางอย่างหรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นทางสังคม ผู้พูดภาษาแม่มักจะนิยมใช้คำว่า should คำแนะนำนี้เป็นเพียงการอ้างอิงเท่านั้นและไม่มีน้ำเสียงที่รุนแรงหรือบังคับเหมือนคำสั่ง
ตัวอย่าง:
- If you feel unwell, you should see a doctor. (ถ้าคุณรู้สึกไม่สบาย คุณควรไปพบแพทย์)
- The government should do more to help the poor. (รัฐบาลควรทำอะไรมากกว่านี้เพื่อช่วยเหลือคนยากจน)
- I think women should be paid the same as men. (ฉันคิดว่าผู้หญิงควรได้รับค่าจ้างเท่ากับผู้ชาย)

ใช้เพื่อแสดงความคาดหวังหรือการทำนาย
นอกจากจะใช้ให้คำแนะนำแล้ว คำนี้ยังเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการทำนายอนาคตโดยอิงจากข้อเท็จจริงในปัจจุบัน ผู้พูดจะใช้ วิธีการใข้ should เมื่อพวกเขาเชื่อว่าเหตุการณ์นั้นมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นสูงตามแบบแผนหรือโครงสร้างที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
ตัวอย่าง:
- He left the office at 5 PM, so he should be home by now. (เขาออกจากที่ทำงานเวลา 5 โมงเย็น ดังนั้นตอนนี้เขาน่าจะถึงบ้านแล้ว)
- The roads are not busy, so we should arrive at the airport in 30 minutes. (ถนนรถไม่ค่อยติด ดังนั้นเราน่าจะถึงสนามบินในอีก 30 นาที)
- It should be a nice day tomorrow. (พรุ่งนี้อากาศน่าจะดี)

>>> อ่านเพิ่มเติม:
- AM PM คือะไร? วิธีใช้ AM PM อย่างถูกต้องในภาษาอังกฤษ พร้อมรายละเอียดเพิ่มเติม
- Personal Pronouns คืออะไร? หน้าที่และวิธีใช้สรรพนาแทนบุคคล
ใช้เพื่อพูดถึงความเสียใจเกี่ยวกับอดีต
โครงสร้างพิเศษต่อไปนี้ใช้เพื่อพูดถึงการกระทำที่ไม่ได้เกิดขึ้นในอดีต แต่ผู้พูดปรารถนาว่าน่าจะเกิดขึ้น เพื่อแสดงความเสียใจหรือตำหนิอย่างสุภาพเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น เราใช้สูตร:
| Should + have + Past Participle (V3/ed) |
ตัวอย่าง:
- I should have told her the truth. (ฉันน่าจะบอกความจริงกับเธอไป)
- They should have studied harder for the exam. (พวกเขาน่าจะตั้งใจเรียนเพื่อไปสอบให้มากกว่านี้)

ใช้ในประโยคเงื่อนไขและประโยคทางการ
ผู้เรียนสามารถพัฒนาทักษะการเขียนและสร้างน้ำเสียงที่เป็นมืออาชีพมากขึ้นได้โดยการนำรูปแบบนี้ไปใช้ในเอกสารทางราชการ
ในประโยคเงื่อนไขประเภทที่ 1 คำว่า “should” อาจปรากฏขึ้นเพื่อแสดงถึงโอกาสที่จะเกิดขึ้นน้อยกว่าเล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสลับตำแหน่งคำ (Inversion) คำว่า “should” จะถูกวางไว้ที่ต้นประโยค แทนที่คำว่า “if” เพื่อเพิ่มความเป็นทางการ ซึ่งมักพบเห็นได้ในสัญญาหรือประกาศต่าง ๆ
ตัวอย่าง:
- Should you need any assistance, please do not hesitate to contact us. (หากคุณต้องการความช่วยเหลือใด ๆ โปรดอย่าลังเลที่จะติดต่อเรา)
- If you should change your mind, let me know. (หากคุณเปลี่ยนใจ โปรดแจ้งให้เราทราบด้วย)

โครงสร้างไวยากรณ์พื้นฐานที่มี Should
เพื่อให้สามารถนำบริบทเหล่านี้ไปใช้ในการสอบหรือการสื่อสารได้อย่างถูกต้อง เราจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎการสร้างประโยคอย่างเคร่งครัดดังต่อไปนี้
เนื่องจาก should เป็นกริยาช่วยที่แสดงความหมายพิเศษ (modal auxiliary verb) การใช้ should จึงเป็นไปตามกฎที่ไม่เติม s/es ในบุคคลที่สามเอกพจน์ และกริยาหลักที่ตามมาจะอยู่ในรูปกริยาไม่ผัน (infinitive) โดยไม่มี to เสมอ
รูปแบบบอกเล่า:
| S + should + Verb infinitive (รูปที่ไม่ผัน) |
ตัวอย่าง: You should focus on your grammar. (คุณควรเน้นเรื่องไวยากรณ์ให้ดี)
รูปแบบปฏิเสธ:
ดังที่กล่าวไว้ในหัวข้อวิธีการใช้ should shouldn’t สูตรสำหรับรูปปฏิเสธนั้นง่ายมาก เพียงแค่เติม “not” เข้าไป
| S + should not (shouldn’t) + Verb infinitive (รูปที่ไม่ผัน) |
ตัวอย่าง: Children shouldn’t spend too much time watching TV. (เด็กไม่ควรใช้เวลาดูทีวีมากเกินไป)
รูปแบบคําถาม:
| Should + S + V (รูปที่ไม่ผัน)? |
- ตัวอย่าง: Should I turn off the lights? (ฉันควรปิดไฟดีไหม?)
ในประโยคคำถาม โครงสร้างนี้มักใช้เพื่อขอความคิดเห็นหรือขอการยืนยันว่าการกระทำนั้นเป็นความคิดที่ดีหรือไม่

เข้าใจการใช้ shouldn’t อย่างถูกต้องในประโยคปฏิเสธ
ตรงกันข้ามกับตัวอย่างข้างต้น โครงสร้างประโยคปฏิเสธมีบทบาทสำคัญไม่แพ้กันในการช่วยคุณเตือนหรือยับยั้งการกระทำที่ไม่ถูกต้อง
Shouldn’t เป็นคำย่อของ “should not” ในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน ผู้พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่แทบจะไม่ใช้คำเต็ม “should not” เว้นแต่พวกเขาต้องการเน้นย้ำการปฏิเสธเป็นพิเศษ เมื่อใช้ “shouldn’t” ผู้พูดต้องการสื่อสารว่าการกระทำบางอย่างผิด ไม่ฉลาด หรือจะส่งผลเสีย
สิ่งสำคัญที่ควรจำไว้คือ คำว่า “shouldn’t” นั้นเบากว่า “Must not” (ห้ามเด็ดขาด) หรือ “Can’t” (ทำไม่ได้) โครงสร้างประโยคปฏิเสธนี้เป็นเหมือนคำแนะนำส่วนบุคคลมากกว่ากฎเกณฑ์
ตัวอย่าง:
- You shouldn’t eat too much sugar before going to bed. (ก่อนนอนคุณไม่ควรทานน้ำตาลมากเกินไป)
- They shouldn’t worry too much; everything will be fine. (พวกเขาไม่ควรวิตกกังวลมากเกินไป ทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี)
- The ticket shouldn’t cost too much since it is a budget airline. (ตั๋วเครื่องบินไม่น่าจะแพงมากนัก เพราะนี่เป็นสายการบินราคาประหยัด)

แยกแยะความแตกต่างระหว่างคำว่า Should กับคำที่มีความหมายคล้ายกัน
ผู้เรียนภาษาอังกฤษจำนวนมากมักสับสนระหว่างกริยาช่วยที่สื่อความหมายในเชิงให้คำแนะนำ ข้อเสนอแนะ หรือข้อผูกมัด
การเลือกใช้คำศัพท์ที่เหมาะสมจะช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจถึงความจริงจังหรือลักษณะของสิ่งที่กำลังจะพูด ด้านล่างนี้เป็นการเปรียบเทียบระหว่างคำว่า “should” กับคำที่เกี่ยวข้อง เช่น “Ought to”, “Must“, ” Had better” และ “Can/Could“
Should vs. Ought to
สองคำนี้แทบจะใช้แทนกันได้ในสถานการณ์ส่วนใหญ่เมื่อให้คำแนะนำ อย่างไรก็ตาม “Ought to” มักมีน้ำเสียงที่เป็นทางการมากกว่าและไม่ค่อยพบเห็นในภาษาพูดทั่วไปเท่ากับ “should” ความแตกต่างทางไวยากรณ์อีกอย่างหนึ่งคือ “Ought” มักตามด้วย “to” เสมอ ในขณะที่ “should” จะไม่ตามด้วย “to”
- ตัวอย่าง: You ought to apologize to him. (คุณควรขอโทษเขา)

>>> อ่านเพิ่มเติม:
- วิธีใช้ could you please คุณช่วย…ได้ไหม และตัวอย่างประโยคคำสั่งทั่วไป
- เคล็ดลับการใช้ As well as ในภาษาอังกฤษอย่างถูกหลักไวยากรณ์และตัวอย่างที่เข้าใจง่าย
Should vs. Must
ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดอยู่ที่ลักษณะการบังคับของการกระทำที่ผู้พูดต้องการเน้นย้ำ
- Should: คำแนะนำ ว่าควรทำหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับผู้ฟัง (เป็นความคิดที่ดี)
- Must: ข้อผูกมัด กฎ ระเบียบ หรือคำแนะนำที่เน้นย้ำอย่างมาก (ต้องทำ)
ตัวอย่าง:
- You should wear a seatbelt for safety. (คุณควรคาดเข็มขัดนิรภัยเพื่อความปลอดภัย – คำแนะนำ)
- You must wear a seatbelt when driving. (คุณต้องคาดเข็มขัดนิรภัยขณะขับรถ – ข้อกำหนดทางกฎหมาย)

Should vs. Had better
วลี Had better มีความหมายเชิงเตือนที่รุนแรงกว่า should วลีนี้บ่งบอกเป็นนัยว่า หากไม่ดำเนินการตามนั้น จะเกิดผลเสียตามมา
- ตัวอย่าง: You had better leave now or you will miss the bus. (คุณควรไปตอนนี้เลย ไม่งั้นจะขึ้นรถเมล์ไม่ทันนะ)

Should vs. Can/Could
ในขณะที่ “should” เน้นคำแนะนำเกี่ยวกับสิ่งที่ถูกต้อง “can/could” เน้นความเป็นไปได้หรือเสนอทางเลือกที่ทำได้จริง
- ตัวอย่าง: You could take the bus, but you should take a taxi because it is faster. (คุณสามารถนั่งรถเมล์ได้ แต่คุณควรนั่งแท็กซี่เพราะเร็วกว่า)

หมายเหตุสำคัญและข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
ด้านล่างนี้คือข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์ที่พบบ่อย ซึ่งผู้เรียนจำเป็นต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียคะแนนโดยไม่จำเป็นในการสอบ และเพื่อป้องกันการสื่อสารที่ไม่เป็นธรรมชาติ
ใช้กับคำบุพบท To:
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการเติม “to” หลัง “should” โปรดจำไว้ว่า กริยาช่วยอย่าง “should” จะใช้ร่วมกับกริยาไม่ผันโดยตรง
- ผิด: I should to go.
- ถูก: I should go. (ฉันควรไป)
สับสนระหว่างคำแนะนำกับข้อบังคับ:
การใช้คำว่า “should” สำหรับป้ายห้ามหรือกฎหมายนั้นไม่ถูกต้อง ในสถานการณ์ที่ต้องการการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ควรใช้คำว่า “must” หรือ “have to” แทน
- ตัวอย่าง: You must not smoke at the gas station. (ห้ามสูบบุหรี่ในปั๊มน้ำมัน – ไม่ใช้คําว่า shouldn’t)
การออกเสียง:
ในภาษาพูด เสียง ‘ล’ ในคำว่า ‘should’ นั้นเป็นเสียงเงียบ (/ʃʊd/) คนไทยหลายคนมักพยายามออกเสียงคํานี้มากเกินไปจนทำให้ฟังดูไม่เป็นธรรมชาติ ลองตั้งใจฟังและเลียนแบบเจ้าของภาษา หรือใช้แอป ELSA Speak เพื่อฝึกออกเสียงคำนี้ให้ถูกต้องนะ

การฝึกฝนการใช้ should เป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้คุณมีความมั่นใจในการสื่อสารภาษาอังกฤษมากขึ้น คำศัพท์คำนี้มีบทบาทสำคัญตั้งแต่การให้คำแนะนำเพื่อนไปจนถึงการเขียนอีเมลอย่างเป็นทางการ อย่าลืมฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอด้วยแบบฝึกหัดการสร้างประโยคและการฝึกพูดกับ ELSA Speak เพื่อพัฒนาการออกเสียงและน้ำเสียงของคุณตั้งแต่วันนี้นะ

