Author: Bao Ngan Nguyen
การกล่าว Complain เพื่อต้องการบอกว่าคุณอารมณ์เสีย ไม่มีความสุข หรือไม่พอใจกับบางคน/บางสิ่งบางอย่าง จะพูดประโยคดังกล่าวอย่างไรให้ดูสุภาพ มาเรียนรู้กับ ELSA Speak กันเลยนะ
รูปแบบประโยคภาษาอังกฤษที่มักใช้คอมเพลน
เมื่อคุณต้องการบ่นเกี่ยวกับสินค้า
- I’m really not happy with this shirt. (ฉันไม่พอใจกับเสื้อตัวนี้จริงๆ)
- It just broke down a few days ago. (มันพึ่งแตกเมื่อไม่กี่วันก่อน)
- Well, first the radio didn’t work and then the CD stopped working. (ตอนแรกวิทยุพังแล้วเครื่องเล่นซีดีก็ไม่เล่นอีกต่อไป)
- Sorry to bother you, but I think there’s something wrong with the air-conditioning. (ขอโทษที่รบกวน แต่ฉันคิดว่าเครื่องปรับอากาศมีปัญหา)
- I’m afraid there’s a slight problem with my room – the bed hasn’t been made. (ฉันเกรงว่าจะมีปัญหาเล็กน้อยกับห้องของฉัน – เตียงไม่น่าเชื่อถือ)
- Excuse me, but there’s a problem with the heating in my room. (ขอโทษที มีปัญหากับเครื่องทำความร้อนในห้องของฉัน)
- This isn’t what I ordered. (นี่ไม่ใช่เมนูที่ฉันสั่ง)
เมื่อคุณต้องการร้องเรียนเกี่ยวกับบริการบางอย่าง
- Look, there’s a mistake. I didn’t make any international calls. (ดูสิมีข้อผิดพลาด…ฉันไม่มีการโทรระหว่างประเทศ)
- How much longer do we have to wait? (เราต้องรออีกนานแค่ไหน)
- I’m not satisfied with the service here. (ฉันไม่พอใจกับบริการที่นี่)
- I’m afraid I have to make a complaint. Some money has gone missing from my hotel room. (ฉันเกรงว่าจะต้องบ่นเกี่ยวกับเงินบางส่วนจากห้องพักในโรงแรมของฉันหายไป)
>>> Read more: 15+ วิธีพูด ไม่เป็นไร ภาษาอังกฤษ ที่เรียบง่ายและจดจำได้ง่าย
ตัวอย่างประโยคในการคอมเพลน
เมื่อคุณรู้สึกไม่สบายใจเกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่างแต่ยังคงต้องการตอบอย่างสุภาพ คุณสามารถใช้ตัวอย่างประโยคการร้องเรียนทั่วไปด้านล่างนี้
- I think you may have… (ฉันคิดว่าคุณอาจจะ…)
- I just noticed… (ฉันเพิ่งตระหนัก…)
- There seems to be a mistake… (ดูเหมือนว่าจะมีปัญหาเกิดขึ้นกับ…)
- I was very disappointed about… (ฉันผิดหวังกับ…มาก)
- I’m angry about… (ฉันโกรธเรื่อง…)

- I’ll make a complaint about it! (ฉันจะร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้)
- I am calling to complain about… (ฉันโทรมาร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่อง…)
- I have a complaint to make… (ฉันมีข้อร้องเรียนอย่างหนึ่ง…)
- Sorry to bother you but… (ขออภัยที่ต้องรบกวน แต่…)
- I’m sorry to say this but… (ฉันขอโทษที่ต้องพูดสิ่งนี้ แต่…)
- I’m afraid I’ve got a complaint about… (ฉันเกรงว่า ฉันมีเรื่องจะบ่นเกี่ยวกับ…)
- I’m afraid there is a slight problem with… (ฉันเกรงว่ามีปัญหานิดหน่อยกับเรื่อง…)
- Excuse me but there is a problem about… (ฉันขอโทษ แต่มีปัญหาเกิดขึ้น…)
- I want/wish to complain about… (ฉันอยากบ่นเกี่ยวกับ…)
- I don’t understand why… (ฉันไม่รู้ว่าทำไม…)
- I’m sorry to say this but… (ฉันเสียใจมากที่ต้องพูดแบบนี้ แต่…)
- There seems to be a problem with…(ฉันกำลังมีปัญหากับ…)
- There appears to be something wrong with…(มีบางอย่างผิดปกติกับ…)
- I was expecting … but… (ฉันกำลังรอคอย…แต่…)
- I want to complain about… (ฉันอยากจะบ่นเรื่อง…)
- I have to make a complaint about… (ฉันต้องบ่นว่า …)
- I hate to tell you but… (ฉันเกลียดที่จะบอกคุณเรื่องนี้จริงๆ แต่….)
- I’m angry about… (ฉันโกรธมากเรื่อง…)
- I’m not satisfied with… (ฉันไม่พอใจเกี่ยวกับเรื่อง…)
- I don’t understand why… (ฉันไม่เข้าใจว่าทำไม…)
- Excuse me but there is a problem… (ขอโทษแต่มีปัญหาอยู่ที่นี่…)
- This is unfair. (สิ่งนี้ไม่ยุติธรรมเลย)
- I don’t think this is fair. (ฉันไม่คิดว่ามันยุติธรรมจริงๆ)
- This is ridiculous. (นี่มันไร้สาระจริงๆ)
- I think this is ridiculous. (ฉันคิดว่ามันค่อนข้างไร้สาระ)
- This seems unreasonable. (เป็นเรื่องไร้สาระจริงๆ)
- I think that sounds unreasonable. (ฉันคิดว่ามันไร้สาระ)
- I wonder if you could help me…. (ฉันอยากรู้ว่าคุณสามารถช่วยฉันได้ไหม…)
- I hate to have to say this, but… (ฉันเกลียดที่จะพูดแบบนี้ แต่…)
- Sorry to bother you but… (ต้องขอโทษจริงๆ แต่…)
- I’m afraid I’ve got a complaint about… (ฉันอายมากที่จะพูดถึง…)
- Excuse me but there is a problem about… (ขอโทษ แต่ฉันเห็นปัญหาเกี่ยวกับ…)
- Won’t you please be quiet? (ช่วยเงียบไว้ได้ไหม)
ตัวอย่างประโยคขอให้แก้ปัญหา
หลังจากที่ผู้ฟังเข้าใจปัญหาที่มีอยู่แล้ว คุณควรเสนอหรือเสนอแนวทางแก้ไขไปในทิศทางที่คุณต้องการ รูปแบบประโยคบางส่วนที่คุณสามารถใช้ในส่วนนี้คือ
- Could I please speak with the manager? (ฉันสามารถพูดคุยกับผู้จัดการได้หรือไม่)
- Would it be possible…? (เป็นไปได้ไหม…)
- Is there any chance…? (มีวิธีใดบ้าง…)
- Can/Could you tell me…? (คุณบอกฉันได้ไหม…)
- Do you know…? (คุณรู้ไหม…)
- Would you mind…? (คุณจะรังเกียจไหม…)
- I would like to… (ฉันอยาก…)
- I’d be grateful/ appreciate if… (ฉันจะขอบคุณมากถ้า…)
- Please let me know… (กรุณาแจ้งให้ฉันทราบ…)
- I’d like a refund please. (ฉันต้องการเงินคืน)
- I’d be grateful if you would replace this stereo immediately. (ฉันจะขอบคุณมากหากคุณสามารถแลกเปลี่ยนเครื่องบันทึกนี้ให้ฉันได้ทันที)
- I would appreciate your sending me a replacement as soon as possible. (ฉันจะขอบคุณถ้าคุณจะส่งอีกอันมาให้ฉันโดยเร็วที่สุด)
- Please let me know what you intend to do about this situation. (โปรดแจ้งให้ผมทราบความคิดของคุณเกี่ยวกับเรื่องนี้)
หากต้องการตอบกลับข้อร้องเรียน ก่อนอื่นคุณต้องรับฟังเพื่อทราบว่าอีกฝ่ายกำลังประสบปัญหาอะไร จากนั้นจึงหาคำตอบและแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม คุณสามารถตอบกลับได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับปัญหาของผู้พูดและความสามารถในการแก้ไขปัญหาของผู้ที่ได้รับการร้องเรียน
ตัวอย่างประโยคเกี่ยวกับการรับข้อร้องเรียน
ในกรณีที่ได้รับการตอบรับและตรวจสอบให้แน่ใจว่าปัญหามาจากฝั่งของคุณคุณสามารถใช้ได้หลายสำนวน
- I’m so sorry, but this will never happen again. (ฉันขอโทษ เรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก)
- I’m sorry, we promise never to make the same mistake again. (ฉันขอโทษเราสัญญาว่าจะไม่ทำผิดพลาดนี้อีก)
- I can’t tell you how sorry I am. (ฉันขอโทษจริงๆ)
- I’m really sorry. We’ll do our best not to make the same mistake again. (ฉันขอโทษจริงๆ เราจะพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดเดิมซ้ำ)

ตัวอย่างประโยคเกี่ยวกับการปฏิเสธข้อร้องเรียน
ในกรณีที่ไม่เห็นด้วยกับคำขอของบุคคลอื่น คุณสามารถปฏิเสธหรือแนะนำวิธีแก้ปัญหาอื่นๆ อย่างสุภาพได้โดยใช้วลีด้านล่าง
- We are sorry but… (เราต้องขอโทษ แต่…)
- Sorry, there is nothing we can do about it. (ขอโทษ ไม่มีอะไรที่เราสามารถทำได้)
- I’m afraid, there isn’t much we can do about it. (ฉันกลัวว่าเราไม่สามารถทำอะไรได้)
- Sorry but it’s not our fault. (ขอโทษนะ แต่ไม่ใช่ความผิดของเรา)
>>> Read more:
- 4 ขั้นตอนในการปฏิเสธภาษาอังกฤษ
- วิธีการพูดแทน Of course อย่างธรรมชาติเหมือนเจ้าของภาษา
- 60+ วิธีบอกว่า Yes No ในภาษาอังกฤษ
บทสนทนาภาษาอังกฤษในการสื่อสารเพื่อการบ่น
บทสนทนาภาษาอังกฤษด้านล่างจะช่วยให้คุณฝึกฝนและเข้าใจสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น
บทสนทนา 1
Liesel: Hi. What’s the matter? (สวัสดี มีเรื่องอะไรหรอ)
Amit: I hate to complain, but this soup is too salty. (ฉันเกลียดที่จะบ่นแต่ซุปนี้เค็มเกินไป)
Liesel: I’m very sorry sir. I’ll ask the manager to take care of this (ฉันขอโทษเป็นอย่างยิ่งครับท่านฉันจะถามผู้จัดการเกี่ยวกับเรื่องนี้)
Amit: Thank you. (ขอบคุณ)
บทสนทนา 2
Liesel: I’m afraid I have to return this jacket. (ฉันเกรงว่าฉันจะต้องคืนแจ็คเก็ตตัวนี้)
Amit: Oh, May I ask if there’s anything wrong with it? (เอ่อ ขอถามหน่อยได้มั้ยคะว่ามีปัญหาอะไรคะ)
Liesel: You see. There is a problem with the zip. (ดูนี่สิ ล็อคนี้พังแล้ว)
Amit: Oh, I’m so sorry madam. Would you like to change it for another one? (โอ้ ฉันขอโทษจริงๆ คุณต้องการเปลี่ยนไปใช้อันอื่นหรือไม่คะ)
Liesel: No, thank you. (ไม่ ขอบคุณค่ะ)
คำถามที่พบบ่อย
Complain กับ complaint ต่างกันอย่างไร? Complaint เป็นคำนามที่แสดงถึงความไม่พอใจ ส่วน complain เป็นคำกริยาที่ใช้พูดถึงความไม่พอใจกับบางคน/บางสิ่งบางอย่าง
จากบทเขียนข้างต้น ELSA Speak หวังว่าผู้อ่านจะเข้าใจวิธีการบ่นและวิธีการตอบกลับข้อร้องเรียนเป็นภาษาอังกฤษได้อย่างชัดเจน ซึ่งจะช่วยพัฒนาทักษะในการสื่อสารและสามารถสร้างความประทับใจที่ดีให้กับผู้คนจำนวนมากได้
Object pronouns มักใช้ในการพูดและการเขียน เป็นส่วนสำคัญในไวยากรณ์ภาษาอังกฤษที่ใช้เพื่อช่วยประโยคมีความสอดคล้องกันมากขึ้น ดังนั้น คุณต้องเข้าใจและใช้ Object pronouns ให้ถูกต้อง ต่อไปนี้ ELSA Speak จะแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับ Object pronouns และวิธีใช้เป็นภาษาอังกฤษให้กับคุณ
Object pronouns คืออะไร
สรรพนามรูปกรรม (object pronouns) ได้แก่ me us him her them หรือ whom สรรพนามใช้แทนคนหรือสิ่งของที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำใดๆ โดยปกติจะตามหลังคำกริยาหรือคำบุพบท
ตัวอย่าง: Jackson did all of my tasks. I should make a call to thank him. (แจ็คสันช่วยฉันทำทุกอย่างแล้ว ฉันควรโทรหาขอบคุณเขา)
ดูตารางสรุป object pronouns ดังนี้
| เอกพจน์ | เอกพจน์ | พหูพจน์ | พหูพจน์ | |
| สรรพนามที่ใช้เป็นประธาน | สรรพนามที่ใช้เป็นกรรม | สรรพนามที่ใช้เป็นประธาน | สรรพนามที่ใช้เป็นกรรม | |
| สรรพนามบุรุษที่ 1 | I | Me | We | Us |
| สรรพนามบุรุษที่ 2 | You | You | You | You |
| สรรพนามบุรุษที่ 3 | He She It | Him Her It | They | Them |

>>> Read more:
Object pronoun ตัวอย่างประโยค
● Anna might regret her rude behavior in front of her father. (แอนนาคงจะเสียใจที่เธอทำตัวไม่เคารพต่อหน้าพ่อของเธอ)
● John just bought his car for 100,000 USD. (โจห์นเพิ่งซื้อรถของเขาในราคา 100,000 ดอลลาร์)
● What do you need from me? (คุณต้องการอะไรจากฉัน)
● We don’t need to tell them about this problem. (เราไม่จำเป็นต้องบอกพวกเขาปัญหานี้)
● The meeting yesterday was all about you. (การประชุมเมื่อวานเป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณ)
หมายเหตุ: Object pronoun ส่วนที่เหลือ เช่น you it this one what มีรูปแบบเดียวกันในสรรพนามทั้งสองประเภท
หลักการใช้ Object pronouns
เช่นเดียวกับกรรมอื่นในประโยค Object pronouns ยังช่วยปรับเปลี่ยนประโยคอีกด้วย Object pronouns สามารถมีหลายประเภท เช่น กรรมตรง (direct object) กรรมรอง (indirect object) และกรรมของบุพบท (object of a preposition)
กรรมตรง
ผู้เรียนใช้กรรมตรงเมื่อเป็นกรรมที่มีผลโดยตรงจากการกระทำ เมื่อกรรมทำหน้าที่เป็นกรรมตรง มันมักตามหลังคำกริยาของประโยค
ตัวอย่าง
● This event is very important, who can help us? (เหตุการณ์นี้สำคัญมาก ใครสามารถช่วยเราได้)
● Finally, we made it! (ในที่สุดเราก็ทำได้แล้ว)
กรรมรอง
ผู้เรียนใช้กรรมรองเมื่อมันไม่ใช่กรรมที่มีผลโดยตรงจากการกระทำ เมื่อกรรมทำหน้าที่เป็นกรรมรอง มันมักตามหลังคำกริยาของประโยค
ตัวอย่าง: My father bought me a very stunning dress on my birthday (พ่อของฉันซื้อชุดที่สวยมากให้ฉันในวันเกิดของฉัน)
กรรมของบุพบท
ผู้เรียนใช้กรรมของบุพบท (object of preposition) เมื่อนั่นเป็นสิ่งที่คำบุพบทอ้างถึง
ตัวอย่าง
● Did she make this only for him? (เธอทำสิ่งนั้นเพื่อเขาคนเดียวหรอ)
● The girl who sits next to us is Jan’s daughter (ผู้หญิงที่นั่งข้างเราคือลูกสาวของแจน)
แบบฝึกหัด
ชุด 1: เติม object pronoun ที่เหมาะสมในช่องว่าง
1. I don’t know what to do. Please, help………….. .
2. Rebecca is my best friend. I trust…………. .
3. Who are you? Do I know………… ?
4. We can help. Tell………….. what the problem is.
5. Who are those people? Ask………….. and tell me, please.
6. On my birthday mum makes a big cake for……… and our family.
7. Mark is a bad boy. Stay away from……………
8. My room is very small so I can clean……………. every weekend.
9. Lily and Natasha are my classmates. I like…………..
10. We are in the backyard. You can see…………… from your bedroom
window.
11. Steve is my sister’s friend and I like…………….
12. It’s Grandmother’s Day today. I think your grandma will be happy if you visit………… tonight.
13. Tom and Mary often come to my house. They visit ……….. almost every Saturday.
14. My friend is on holiday now. I text……………… every day.
15. Look at this bird on our drive. It looks ill. Don’t touch………….
16. They are in trouble. The police are following………….
17. I’m thirsty. Give……………. some water, please.
18. My sister is so annoying. I’m not talking to…………….. today.
19. Tom Cruise is a handsome and talented actor, so I really like….
20. Leonard offered Mary a job but they didn’t accept…………
ชุด 2: เติม object pronoun ที่เหมาะสมในช่องว่าง
1. I love my parents and they love………… very much.
2. Vicky buys books for the girl at the bookshop. He visits………….. every week.
3. Sylvia feeds his cat. She cares about…………
4. My grandfather takes his grandson to school. He drives………. in his car.
5. I enjoyed the magazine that Vicky lent…………. last Friday.
6. Mr Jimmy always wears a hat because he likes…………
7. The students listened to Susan because they liked…………..
8. Vicky drove the car that his uncle gave……….. for his birthday.
9. Please, turn off the computer, It’s disturbing………….. a lot.
10. Jimmy spent the weekend in London. He enjoyed……… with some friends.
11. Caroline has bought a present for Fernando, but she hasn’t sent………. yet.
12. The English teacher is giving a question but some students aren’t listening to……….
13. Hana helps her sister a lot, she often helps…………. with the homework.
14. Alice is hungry, so she is eating a chicken hamburger. She loves………..
15. Cheating is a bad habit. I hate……………
16. My dad often kisses me when he comes home. He talks to……….. after dinner.
17. Tom met my boyfriend and I at the cinema. Then, he invited……… for a dinner.
18. Elisabeth corrects my mistakes. That is good for………… and I’m grateful for that.
19. Walter plays the guitar well. His parents are happy with……….
20. The medicine tastes horrible. I didn’t want to drink………….
เรียนรู้วิธีแต่งประโยคภาษาอังกฤษอย่างถูกต้องและมั่นใจได้ที่นี่เพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารของคุณ
ชุด 3: เติม object pronoun “me, you, him, her, it, us, you, them”
1. Who is that woman? Why are you looking at…………?
2. Do you know that man? Yes, I work with…………
3. I am talking to you. Please listen to…………
4. These photos are nice. Do you want to look at…………?
5. I like that camera. I am going to buy…………
6. I don’t know who Peter’s girlfriend is. Do you know…………?
7. Where are the tickets? I can’t find…………
8. We are going to the disco. Can you come with …………?
9. I don’t like dogs. I’m scared of…………
10. Where is she? I want to talk to…………
11. Those apples are bad. Don’t eat…………
12. I don’t know this girl. Do you know…………?
13. Alan never drinks milk. He doesn’t like…………
14. Where are the children? Have you seen…………?
15. I can’t find my pencil. Can you give one to…………?
ชุด 4: เติม object pronoun ที่เหมาะสมในช่องว่าง
1. John can’t do his homework. Can you help…………?
2. We don’t know how to go to the cinema. Can you help…………?
3. I can’t find my books. Can you see…………?
4. John, can you come to…………?
5. This pen is for Mary. Give it to…………?
6. I need help. Please, help…………?
7. The boys are playing football. Give…………the ball.
8. We are hungry. Bring………… the sandwiches, please.
9. Father is in the living room. Bring………… the book.
10. These flowers are a present for my mother. Please, give………… to………….
คำตอบ
คำตอบชุด 1
| 1. me | 5. them | 9. them | 13. me | 17. me |
| 2. her | 6. me | 10. us | 14. her/him | 18. her |
| 3. you | 7. him | 11. him | 15. it | 19. him |
| 4. us | 8. it | 12. her | 16. them | 20. her |
คำตอบชุด 2
| 1. me | 5. me | 9. me | 13. her | 17. us |
| 2. her | 6. it | 10. it | 14. it | 18. me |
| 3. it | 7. her | 11. it | 15. it | 19. him |
| 4. him | 8. him | 12. her/him | 16. me | 20. it |
คำตอบชุด 3
| 1. her | 2. him | 3. me | 4. them | 5. it |
| 6. her | 7. them | 8. us | 9. them | 10. her |
| 11. them | 12. her | 13. it | 14. them | 15. me |
คำตอบชุด 4
| 1. him | 2. us | 3. them | 4. us | 5. her |
| 6. me | 7. him | 8. us | 9. him | 10. them/her |
>>> Read more:
คำถามที่พบบ่อย
Object pronoun มีอะไรบ้าง?
สรรพนามรูปกรรม (object pronoun) ได้แก่ me us him her them หรือ whom
Object pronoun ใช้ยังไง?
Object pronoun มักตามหลังคำกริยาในประโยค
ข้อมูลข้างต้นเป็นความรู้เกี่ยวกับ Object pronoun และแบบฝึกหัดต่างๆ ที่ช่วยให้คุณเข้าใจวิธีการใช้ Object pronoun ELSA Speak หวังว่าด้วยบทความนี้จะทำให้คุณมั่นใจมากขึ้นในการนำความรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษไปประยุกต์ใช้ในการสื่อสารและการเขียน ขอให้คุณประสบความสำเร็จในการเรียนนะคะ
IELTS Band Score เป็นหนึ่งในสิ่งแรก ๆ ที่คุณต้องการรู้จักหากมีแผนเข้าสอบ IELTS เรื่องนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการวัดระดับภาษาอังกฤษของผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนวางตารางการเรียนภาษาอังกฤษและมีผลสอบ IELTS อย่างมีประสิทธิภาพ มาดู IELTS Score Check IELTS Score Calculator วิธีคำนวณ IELTS Score Overall เกณฑ์การให้คะแนน IELTS เต็มเท่าไหร่ทางด้าน Reading Listening Speaking และ Writting ที่ ELSA Speak ระบุไว้ในบทความวันนี้นะ

IELTS คืออะไร? สอบอะไรบ้าง?
IELTS (International English Language Testing System) คือการทดสอบวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษระดับนานาชาติที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน และได้รับการยอมรับจากองค์กรกว่า 11,000 แห่งทั่วโลก รวมถึงมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ และภาคธุรกิจต่าง ๆ
การสอบ IELTS แบ่งออกเป็น 4 ทักษะ ได้แก่:
- Listening (การฟัง)
- Reading (การอ่าน)
- Writing (การเขียน)
- Speaking (การพูด)
โดยขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้งาน IELTS แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ:
- IELTS Academic: สำหรับผู้ที่ต้องการไปศึกษาต่อต่างประเทศ ศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา หรือทำงานในสภาพแวดล้อมทางวิชาการ
- IELTS General Training: เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการย้ายถิ่นฐาน ทำงาน หรือเรียนสายอาชีพในต่างประเทศ

ค้นพบทุกสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับข้อสอบ IELTS เพื่อเตรียมความพร้อมอย่างมั่นใจ
IELTS คืออะไร? สรุปข้อมูลทั้งหมดที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับการสอบ IELTS
คะแนน IELTS ควรได้ เท่า ไหร่
คะแนน IELTS ที่ดีคือคะแนนที่ทำให้คุณมีคุณสมบัติเพียงพอในการสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยหลายแห่งทั่วโลก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอันดับและเงื่อนไขของแต่ละสถาบัน ซึ่งระดับคะแนน “ดี” อาจแตกต่างกันไปดังนี้:
- ตั้งแต่ 6.0: มหาวิทยาลัยบางแห่งที่มีชื่อเสียงปานกลางยังคงยอมรับคะแนนระดับนี้ อย่างไรก็ตาม คุณอาจต้องเรียนคอร์สปรับพื้นฐานภาษาอังกฤษเพิ่มเติม หรือผ่านการสอบหลังจบคอร์สก่อนจะสามารถเริ่มเรียนจริงได้
- ตั้งแต่ 6.5 ขึ้นไป: ถือเป็นระดับคะแนนที่ดี เหมาะสำหรับมหาวิทยาลัยชั้นนำส่วนใหญ่ และยังเป็นคะแนนที่ได้รับการยอมรับจากหลายองค์กรระดับนานาชาติ
- ตั้งแต่ 7.0 ขึ้นไป: ถือเป็นคะแนนในที่สูง ช่วยให้คุณมีโอกาสสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยอันดับท็อป 20–30 ของโลก ซึ่งมักต้องการผู้สมัครที่มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในระดับสูง

IELTS Band Score คืออะไร
IELTS เป็นคำย่อจาก International English Language Testing System ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการรับรองผลประเมินภาษาอังกฤษที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน
ระบบการคำนวณคะแนน IELTS หรือ IELTS Band Score เป็นการคิดคะแนน 9 ระดับ จาก 1.0 ถึง 9.0 แล้ว IELTS Score Overall หรือ IELTS คะแนนโดยรวม เป็นผลการคิดคะแนนเฉลี่ยจากคะแนนของการสอบทักษะทั้ง 4 ประการ ได้แก่ Reading Listening Speaking และ Writing ตามระดับ 1.0 – 9.0
ข้อสอบ IELTS มีรูปแบบ 2 ประเภท ได้แก่ Academic (วิชาการ) และ General Training (ทั่วไป) โดยมีความแตกต่างกันไปในระดับการใช้ภาษาอังกฤษ ดังนั้น วิธีการคำนวณของแต่ละประเภทก็จะไม่เหมือนกัน
ระบบคะแนน IELTS (IELTS Band Score) แบ่งออกเป็น 9 ระดับ ตั้งแต่ 1.0 ถึง 9.0 โดยสะท้อนระดับความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของผู้สอบ ตั้งแต่ระดับ “ไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้” (Band 1.0) ไปจนถึงระดับ “เชี่ยวชาญอย่างสมบูรณ์” (Band 9.0)
คะแนน IELTS Overall (คะแนนรวม) จะถูกคำนวณจากค่าเฉลี่ยของทั้ง 4 ทักษะ ได้แก่ Listening, Reading, Writing และ Speaking จากนั้นจึงปัดเป็นจำนวนเต็มครึ่ง (0.5) ที่ใกล้ที่สุด
ตัวอย่าง: หากค่าเฉลี่ยของคุณคือ 6.25 คะแนนรวมจะถูกปัดขึ้นเป็น 6.5
ข้อสอบ IELTS มี 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ IELTS Academic และ IELTS General Training แม้ว่าทั้งสองรูปแบบจะประกอบด้วย 4 ทักษะเหมือนกัน แต่เนื้อหาและวิธีการให้คะแนน โดยเฉพาะในพาร์ท Reading และ Writing มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน
ดังนั้น การทำความเข้าใจประเภทข้อสอบที่คุณจะสอบจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อคำนวณคะแนน IELTS Band Score ได้อย่างแม่นยำ และวางแผนการเตรียมตัวได้อย่างเหมาะสม

วิธีคำนวณ IELTS Score BAND ทางด้าน Reading & Listening
โครงสร้างข้อสอบ IELTS ทางด้าน Listening และ Reading ต่างก็มีคำถามจำนวน 40 ข้อ โดยแต่ละข้อคำถามที่ถูกต้องนั้นเทียบเท่ากับ 1 คะแนน จากนั้น คะแนนโดยรวมของ 40 ข้อในแต่ละส่วนจะได้แลกเปลี่ยนงตาม IELTS Band Score มาตรฐานตั้งแต่ 1 ถึง 9 อย่างไรก็ตาม IELTS Band Score ทางด้าน Listening จะเหมือนกันในทั้งสองประเภท ไม่ว่าจะเป็น Academic หรือ General Training แต่จะเป็นแตกต่างกันไปทางด้าน Reading
ลองดู IELTS Band Score ด้าน Reading และ IELTS Band Score ด้าน Listening ดังนี้
ในการสอบ IELTS ทักษะ Listening (การฟัง) และ Reading (การอ่าน) จะมีคำถามอย่างละ 40 ข้อ โดยทุกคำตอบที่ถูกต้องจะได้ 1 คะแนน รวมสูงสุด 40 คะแนน จากนั้นจึงนำไปแปลงเป็นคะแนน IELTS Band Score ตั้งแต่ 1.0 ถึง 9.0 ตามมาตรฐานสากล แม้ว่าวิธีการคิดคะแนนพื้นฐานจะเหมือนกัน แต่มีความแตกต่างสำคัญดังนี้:
- IELTS Listening Score: วิธีแปลงคะแนนเหมือนกันทั้งรูปแบบ Academic และ General Training
- IELTS Reading Score: วิธีแปลงคะแนนจะแตกต่างกันระหว่างสองรูปแบบ เนื่องจากบทอ่านในข้อสอบ Academic มักมีระดับความยากสูงกว่า General Training

ด้านล่างนี้เป็นตารางอ้างอิงการแปลงคะแนน เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับวิธีคำนวณคะแนนของแต่ละพาร์ทในการสอบ
Listening (ใช้สำหรับทั้ง Academic และ General Training)
| จำนวนคำตอบที่ถูกต้อง | Band |
|---|---|
| 39 – 40 | 9.0 |
| 37 – 38 | 8.5 |
| 35 – 36 | 8.0 |
| 33 – 34 | 7.5 |
| 30 – 32 | 7.0 |
| 27 – 29 | 6.5 |
| 23 – 26 | 6.0 |
| 20 – 22 | 5.5 |
| 16 – 19 | 5.0 |
| 13 – 15 | 4.5 |
| 10 – 12 | 4.0 |
| 7 – 9 | 3.5 |
| 5 – 6 | 3.0 |
| 3 – 4 | 2.5 |
Reading (Academic)
| จำนวนคำตอบที่ถูกต้อง | Band |
|---|---|
| 39 – 40 | 9.0 |
| 37 – 38 | 8.5 |
| 35 – 36 | 8.0 |
| 33 – 34 | 7.5 |
| 30 – 32 | 7.0 |
| 27 – 29 | 6.5 |
| 23 – 26 | 6.0 |
| 20 – 22 | 5.5 |
| 16 – 19 | 5.0 |
| 13 – 15 | 4.5 |
| 10 – 12 | 4.0 |
| 7 – 9 | 3.5 |
| 5 – 6 | 3.0 |
| 3 – 4 | 2.5 |
Reading (General Training)
| จำนวนคำตอบที่ถูกต้อง | Band |
|---|---|
| 40 | 9.0 |
| 39 | 8.5 |
| 38 | 8.0 |
| 36 – 37 | 7.5 |
| 34 – 35 | 7.0 |
| 32 – 33 | 6.5 |
| 30 – 31 | 6.0 |
| 27 – 29 | 5.5 |
| 23 – 26 | 5.0 |
| 19 – 22 | 4.5 |
| 15 – 18 | 4.0 |
| 12 – 14 | 3.5 |
| 8 – 11 | 3.0 |
| 5 – 7 | 2.5 |
หมายเหตุ: จากข้อมูลที่ผู้สอบของ IDP เปิดเผย แม้ว่าตารางแปลงคะแนน IELTS จะมีการกำหนดมาตรฐานมาหลายปี แต่เนื่องจากระดับความยากง่ายของข้อสอบแต่ละชุดอาจแตกต่างกันได้ คะแนนที่แปลงออกมาจึงอาจมีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยระหว่างแต่ละรอบสอบ นั่นหมายความว่า แม้ว่าจะได้ Band 7.0 เหมือนกัน แต่จำนวนคำตอบที่ต้องทำถูกอาจไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับระดับความง่าย–ยากของข้อสอบในวันสอบจริง

รวมคำศัพท์ IELTS ที่ควรรู้เพื่อช่วยให้คุณเตรียมสอบได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพ
วิธีคำนวณ IELTS Score ทางด้าน Speaking & Writing
วิธีคำนวณ IELTS Score ทางด้าน Speaking ปี 2569
ข้อสอบ IELTS Speaking มักจะใช้ระหว่าง 11-14 นาทีและได้คำนวณคะแนนตามเกณฑ์ การให้คะแนน 4 ข้อดังนี้
- Fluency and Coherence – ความคล่องแคล่วและการเชื่อมโยงกันในการพูด ผู้คุมสอบจะพิจารณาวิธีการเชื่อมโยงประโยคด้วยคำเชื่อม การคล่องแคล่วระหว่างพูดและการตีความแตกฉานในหัวข้อการสอบ
- Lexical Resource – ความหลากหลายในการใช้ถ้อยคำและการใช้คำเหมาะสำหรับบริบท การใช้ idoms ILETS ที่แตกฉาน หรือ การใช้ IELTS Speaking Phrases อย่างยืดหยุ่น ทำให้ประโยคไม่ได้ซ้ำคำ
- Grammatical Range and Accuracy – ความหลากหลายและความแม่นยำของโครงสร้างไวยากรณ์
- Pronunciation – ความสามารถในการออกเสียง
ทั้ง 4 เกณฑ์การให้คะแนนต่างก็มีสัดส่วนที่เท่ากัน ซึ่งแต่ละเกณฑ์ได้คิดเป็น 25% ของคะแนน Listening โดยรวม IELTS Band Score ด้าน Listening เกณฑ์การประเมินรายละเอียดดังนี้
| Band | Fluency & Coherence | Lexical Resource | Grammatical Range & Accuracy | Pronunciation |
|---|---|---|---|---|
| 9 | การพูดคล่องแคล่ว การพูดซ้ำที่หายากมีการเชื่อมโยงในแต่ละประโยคอย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพการขยายเนื้อหาบทพูดอย่างถูกต้อง ตรงกับหัวข้อการสอบ | มีวงศัพท์หลากหลาย เหมาะสำหรับทุกหัวข้อสามารถใช้สำนวนอย่างธรรมชาติและแม่นยำ | ใช้โครงสร้างไวยากรณ์หลายโครงสร้างอย่างธรรมชาติและแม่นยำ | การออกเสียงถูกต้อง ชัดเจน ฟังออกได้ง่าย |
| 8 | พูดได้อย่างคล่องแคล่วและไม่ค่อยพูดซ้ำคำการหยุดระหว่างพูดที่เหมาะสม แค่หยุดบางครั้งเพื่อหาคำที่จะพูดหรือขยายความคิดอย่างถูกต้องและตรงกับหัวข้อ | มีวงศัพท์หลากหลาย เหมาะสำหรับหลายหัวข้อการใช้สำนวน สุภาษิตค่อนข้างแม่นยำ ไม่ค่อยพบข้อผิดพลาดทักษะการ paraphrase ที่ดี | ใช้โครงสร้างไวยากรณ์หลายโครงสร้างอย่างเหมาะสมโครงสร้างประโยคใช้ในการพูดที่ถูกต้อง มีข้อผิดพลาดเล็กน้อย แต่ไม่ได้ผิดเป็นระบบ | ความสามารถในการออกเสียงภาษาอังกฤษที่เชี่ยวชาญยังคงมีสำเนียงภาษาแม่ แต่ไม่มากเท่าใด |
| 7 | สามารถพูดเป็นเวลานานโดยไม่มีการหยุดชะงักและข้อผิดพลาดที่เห็นได้แต่ไม่น่าสนใจลังเลหรือขัดจังหวะเพื่อค้นหาคำพูดใช้การเชื่อมโยงระหว่างการพูด | วงศัพท์ที่หลากหลาย แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการใช้สำนวนใช้ collocation ในการพูดแต่ยังมีข้อผิดพลาดParaphrase ได้อย่างมีประสิทธิภาพ | ใช้โครงสร้างไวยากรณ์หลายโครงสร้างอย่างเหมาะสมใช้ซ้ำข้อผิดไวยากรณ์บางข้อ | แสดงให้เห็นข้อดีทั้งหมดประการของ band 6 และข้อดีบางประการของ band 8 |
| 6 | แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการพูดนาน แต่ยังพบข้อผิดพลาดมากมายในการค้นหาคำหรือความคิด จึงทำให้การพูดไม่ค่อยคล่องแคล่วมากใช้การเชื่อมโยงแต่ยังไม่เหมาะสมบางที | วงศัพท์ที่หลากหลายเหมาะสำหรับทุกหัวข้อใช้สำนวน สุภาษิตมากมายตามธรรมชาติและแม่นยำ | ใช้โครงสร้างประโยคทั้งประเภทเรียบง่ายและซับซ้อนแต่ยังไม่หลากหลายมีข้อผิดพลาดในประโยคที่มีโครงสร้างซับซ้อนแต่ยังไม่ได้ทำประโยคนั้นเข้าใจยาก | มีความสามารถในการออกเสียงค่อนข้างดีการออกเสียงทำให้ฟังได้ง่าย เข้าใจได้ดี แต่ยังมีการสับสนในบางประโยค |
| 5 | ค่อนข้างคล่องแคล่วแต่ยังพบข้อผิดพลาดในการพูดซ้ำ ขัดจังหวะพูดซ้ำคำเชื่อมหลายครั้งอาจจะคล่องแคล่วในหัวข้อเรียบอง่าย | ขอบเขตคำศัพท์ไม่ค่อยหลากหลายทักษะการ paraphrase ยังไม่ค่อยมั่นคง มักพบข้อผิดพลาดมากมาย | การใช้โครงสร้างประโยคเรียบง่ายค่อนข้างแม่นยำพยายามใช้โครงสร้างประโยคที่ซับซ้อน แต่ใช้ยังผิดพลาด ทำให้ผู้ฟังไม่สามารถเข้าใจได้ | แสดงให้เห็นข้อดีทั้งหมดประการของ band 4 และข้อดีบางประการของ band 6 |
| 4 | พูดอย่างกระจัดกระจายและมักซ้ำสิ่งที่ได้พูดไปแล้วคำหรือวลีที่ใช้เพื่อเชื่อมประโยคมีการซ้ำหลายครั้งและส่วนใหญ่เป็นการเชื่อมโยงเรียบง่าย | การใช้คำยังไม่แม่นยำ สามารถพูดเกี่ยวกับหัวข้อที่คุ้นเคยแต่จะพบข้อผิดพลาดในการใช้ถ้อยคำเมื่อพูดเกี่ยวกับหัวข้อที่แปลกประหลาด | แค่ใช้โครงสร้างประโยคเรีบยง่ายเท่านั้นพูดผิดเป็นระบบ ทำให้ผู้ฟังไม่สามารถเข้าใจได้ง่าย | การออกเสียงยังคงมีปัญหามากการออกเสียงยากที่ทำให้ผู้ฟังไม่สามารถเข้าใจได้ง่าย |
| 3 | การหยุดชะงักและหยุดยาวมีปัญหาในการเชื่อมโยงประโยคมีปัญหาในการเข้าใจและการสื่อสารข้อมูล | คำศัพท์เรียบง่าย ส่วนใหญ่เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลวงศัพท์สำหรับหัวข้อแปลกประหลาดมีจำนวนเล็กน้อย | แค่ใช้โครงสร้างไวยากรณ์เรียบง่ายแต่ยังพบกับความผิดพลาดมากมาย | แสดงให้เห็นข้อดีทั้งหมดประการของ band 2 และข้อดีบางประการของ band 3 |
| 2 | ความสามารถในการสื่อสารที่ไม่ดี | แค่สามารถใช้คำศัพท์ที่เรียบง่าย | ไม่สามารถพูดประโยคที่ถูกต้องได้ | การออกเสียงทำให้ผู้ฟังไม่เข้าใจ |
| 1 | ไม่สามารถสื่อสารได้ | |||
| 0 | ไม่ได้กระทำข้อสอบ |
หมายเหตุ: ความเร็วในการพูดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเกณฑ์สำหรับการให้คะแนน IELTS Speaking ตาม IELTS Band Score ยังมีอีกสองปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้คุณได้รับคะแนนสูงในการสอบ Speaking คือ ความยาวของคำตอบและความสามารถในการใช้คำเชื่อมหรือวลีคำเชื่อม
เรียนรู้เทคนิคและเคล็ดลับ IELTS Speaking เพื่อพัฒนาทักษะการพูดและเพิ่มโอกาสได้คะแนนสูง
วิธีคำนวณ IELTS Score ทางด้าน Writing ปี 2569
ข้อสอบ Writing ประกอบด้วย 2 ข้อ – IELTS Writing task 1 และ IELTS Writing task 2 ซึ่งใช้โดยรวม 60 นาที ผู้คุมสอบจะคำนวณคะแนน IELTS Writing ตามเกณฑ์ทุกประการดังนี้
- Task Achievement/Response – ความสามารถในการตอบอย่างถูกต้อง ตรงกับหัวข้อคำถาม สามารถขยายความคิดและอ้างถึงหลักฐานให้แต่ละประการ
- Coherence and Cohesion – ความเชื่อมโยงระหว่างประโยคและย่อหน้าในบทเขียน
- Lexical Resource – ใช้คำศัพท์อย่างถูกต้องในแต่ละบริบท โดยใช้คำไวพจน์และคำตรงข้ามได้อย่างเหมาะสม
- Grammatical Range and Accuracy – ใช้อย่างถูกต้องและกระจายโครงสร้างไวยากรณ์ IELTS (Relative clause, Inversion, Conditional sentences, …) ผู้เข้าสอบไม่มีข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์พื้นฐานเช่นคำกริยา 3 ช่อง
แต่ละเกณฑ์จะคิดเป็น 25% ของข้อสอบ IELTS Writing ผู้คุมสอบจะให้คะแนนสำหรับแต่ละเกณฑ์แล้วคิดคะแนนเฉลี่ย IELTS Band Score ด้าน Writing ตามเกณฑ์ประการต่าง ๆ ดังนี้
| Band | Task Achievement | Grammatical Range and Accuracy | Lexical Resource | Coherence & Cohesion |
|---|---|---|---|---|
| 9 | ตรงตามข้อกำหนดของข้อสอบการแสดงความคิดเห็นอย่างชัดเจน ข้อมูลสำคัญจะได้กล่าวถึงเป็นรายละเอียด | การใช้โครงสร้างไวยากรณ์หลายโครงสร้างและเป็นถนัด ข้อผิดพลาดหายากและมีจำนวนเล็กน้อย | มีคำศัพท์หลากหลายและเหมาะสำหรับบริบทข้อผิดพลาดหายากและมีจำนวนเล็กน้อย | การจัดเค้าโครงข้อมูลและใจความหลักอย่างดีเด่นลำดับย่อหน้าได้เรียบเรียงอย่างสอดคล้องโดยไม่มีข้อผิดพลาด |
| 8 | ให้ความคิดเห็นโดยรวมอย่างชัดเจนประการสำคัญได้ขยายย่างดีตรงตามข้อกำหนดทั้งหมดที่ได้กำหนดไว้ | การใช้โครงสร้างไวยากรณ์ที่หลากหลายและเป็นถนัดข้อผิดพลาดหาได้ยากและมีจำนวนเล็กน้อย | คำศัพท์ที่หลากหลายและแม่นยำการใช้คำศัพท์ทางด้านวิชาการที่เชี่ยวชาญข้อผิดพลาดในการสะกดคำน้อยและมีข้อผิดทางรูปคำ | มีการจัดเค้าโครงข้อมูลและใจความหลักเป็นเหตุเป็นผลการแบ่งย่อหน้าที่มีประสิทธิภาพการใช้การเชื่อมโยงอย่างคล่องแคล่วคำสรรพนามแทนที่สมบูรณ์และถูกต้อง |
| 7 | ให้ความคิดเห็นอย่างชัดเจนประการสำคัญได้ขยายอย่างดีข้อมูลได้เขียนถูกต้องทั้งหมดบางส่วนของบทเขียนสามารถได้ขยายชัดเจนมากกว่า | ใช้โครงสร้างประโยคที่ซับซ้อนมากมายประโยคส่วนใหญ่ไม่มีข้อผิดพลาดการควบคุมไวยากรณ์ดีบางครั้งมีข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์หรือการเว้นวรรค | คำศัพท์ที่หลากหลายและค่อนข้างแม่นยำใช้คำศัพท์ทางด้านวิชาการมีลีลาการเขียนและความสามารถในการใช้ collocationสะกดผิดบางคำที่หรือเลือกคำไม่ถูกต้อง | เค้าโครงข้อมูลเป็นเหตุเป็นผลการแบ่งย่อหน้าที่สมเหตุสมผลใช้การเชื่อมโยงได้ดีและหลากหลาย แต่ยังใช้ไม่ถูดบางประการหรือใช้เป็นบ่อยโดยไม่ทีประสิทธิภาพคำสรรพนามแทนที่สมบูรณ์และถูกต้อง |
| 6 | มีความคิดเห็นภาพรวม กล่าวถึงประการสำคัญ อย่างสมบูรณ์มีการคัดเลือกข้อมูลข้อมูลบางประการอาจไม่ถูกต้อง | ใช้โครงสร้างทั้งประเภทเรียบง่ายและซับซ้อนบางครั้งยังมีข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์ หรือ การเว้นวรรคการขยายเนื้อหาที่ชัดเจน | คำศัพท์ค่อนข้างหลากหลายใช้ผิดคำวิชาการบางคำมีข้อผิดพลาดในการสะกดคำและรูปคำการขยายเนื้อหาที่ชัดเจน | เค้าโครงข้อมูลชัดเจน การแบ่งแยกย่อหน้าที่สมเหตุสมผลการเชื่อมโยงอย่างมีประสิทธิภาพมีข้อผิดพลาดเล็กน้อยในการเชื่อมโยงประโยคหรือหลายประการในประโยคคำสรรพนามแทนอาจไม่ถูกต้อง |
| 5 | ความคิดเห็นภาพรวมไม่ชัดเจนไม่ได้กล่าวถึงประการสำคัญอย่างสมบูรณ์รายละเอียดเกินไปไม่มีข้อมูลเป็นหลักฐาน ข้อมูลที่เขียนไม่ถูกต้อง | ใช้โครงสร้างประโยค เป็นจำนวนเล็กน้อยการใช้โครงสร้างประโยคที่ซับซ้อนยังไม่สำเร็จมีข้อผิดพลาดทางโครงสร้างประโยคหลายข้อมีปัญหาในการเว้นวรรคทำให้อ่านไม่เข้าใจ | คำศัพท์จำนวนเล็กน้อย มักจะมีข้อผิดพลาดในการสะกดหรือรูปคำ ทำให้อ่านไม่เข้าใจได้ง่าย | มีเค้าโครงข้อมูลการแบ่งย่อหน้ายังไม่ชัดเจนคำหรือวลีคำเชื่อมมีข้อผิดพลาดมากมายมักขาดคำสรรพนามแทนบ่อยครั้ง |
| 4 | พยายามที่จะปฏิบัติตามข้อกำหนด แต่ยังไม่ได้กล่าวถึงแนวคิดหลักอย่างครบถ้วนสับสนระหว่างข้อมูลสำคัญที่ต้องการ | การใช้ไวยากรณ์ขั้นพื้นฐาน แต่ยังไม่ได้หลากหลายเท่าใดมีข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์มากมาย | คำศัพท์ยังเป็นระดับพื้นฐานหรือไม่เหมาะกับหัวข้อความสามารถในการใช้คำศัพท์สอดคล้องกับบริบทที่ไม่ดีมีข้อผิดพลาดมากมายทำให้ผู้อ่านไม่เข้าใจ | เรียบเรียงข้อมูลได้แต่ยังไม่เขียนเป็นสมเหตุสมผลใช้การเชื่อมโยงไม่ถูกต้องหรือใช้ซ้ำไป ซ้ำมาหลายครั้ง |
| 3 | ตอบไม่ตรงตามข้อกำหนดเนื่องจากเข้าใจผิดแนวคิดที่เขียนไว้ยังไม่สมบูรณ์และส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวข้อง | พยายามจัดโครงสร้างประโยคแต่พบข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์มากเกินไป ซึ่งทำให้ประโยคไม่สามารถถ่ายทอดความหมายได้ ตามที่ต้องการ | วงศัพท์มีความจำกัด พบกับข้อผิดพลาดมากมายเกี่ยวกับการสะกดคำพบกับข้อผิดพลาดหลายข้อ จึงทำให้ข้อมูลกลายเป็นผิด | แนวคิดได้ระบุไว้โดยไม่ได้จัดเรียงตามลำดับที่สมเหตุสมผลการเชื่อมโยงประโยคหรือย่อหน้าเป็นผิด |
| 2 | คำตอบไม่เกี่ยวข้องกับหัวข้อ | ไม่ทราบวิธีการจัดโครงสร้างประโยคอย่างถูกต้อง | คำศัพท์ที่มีความจำกัดเป็นอย่างมาก | ไม่สามารถเชื่อมโยงความคิดเข้าด้วยกันได้ |
| 1 | คำตอบที่ผิดอย่างครบถ้วน | ไม่ทราบวิธีการใช้ความคิดหรือสื่อสารข้อมูล | สามารถใช้คำเดียวบางคำ | ไม่ทราบวิธีการใช้ความคิดหรือสื่อสารข้อมูล |
| 0 | ไม่ได้กระทำข้อสอบ |
วิธีคำนวณ IELTS Score Overall
IELTS Score ได้คำนวณจาก 1.0 – 9.0 เป็นคะแนนเฉลี่ยของทักษะทั้ง 4 ประการ ซึ่งสัดส่วนของแต่ละทักษะเป็นเหมือนกัน
ตัวอย่าง ผู้เข้าสอบที่มี IELTS Score สำหรับ 4 ทักษะคือ 5.0 (Writing), 6.0 (Speaking), 7.0 (Reading), 6.0 (Listening) จากนั้น IELTS Score Overall จะเป็น (5.0 + 6.0 + 7.0 + 6.0)/4 = 6.0
ตัวอย่างการคำนวณ IELTS Score Overall และการปัดเศษ IELTS Score

วิธีปัดเศษ IELTS Score
IELTS Score Overall จะได้ปัดเศษดังนี้
- หากคะแนนเฉลี่ยมีส่วนทศนิยมคี่น้อยกว่า 0.25 จะได้ปัดเป็น 0.00
ตัวอย่าง IELTS Score สำหรับ 4 ทักษะคือ 7.5 Listening, 7.0 Reading, 7.0 Writing และ 7.0 Speaking จากนั้น IELTS Score Overall จะเป็น 7.0 (28.5 ÷ 4 = 7.125 ~ 7.0)
- หากคะแนนเฉลี่ยมีส่วนทศนิยมจาก 0.25 ถึงน้อยกว่า 0.75 จะได้ปัดเป็น 0.5
ตัวอย่าง IELTS Score สำหรับ 4 ทักษะคือ 5.0 Listening; 4.5 Reading, 5.0 Writing และ 5.0 Speaking จากนั้น IELTS Score Overall จะเป็น 6.5 (25 ÷ 4 = 6.25 ~ 6.5)
- หากคะแนนเฉลี่ยมีส่วนทศนิยมจาก 0.75 ขึ้นไป จะได้ปัดเป็น 1.0
ตัวอย่าง IELTS Score สำหรับ 4 ทักษะคือ 5.0 Listening; 4.5 Reading, 5.0 Writing และ 5.0 Speaking จากนั้น IELTS Score Overall จะเป็น 5.0 (19.5 ÷ 4 = 4.875 ~ 5.0)
ตารางการประเมินทักษะภาษาอังกฤษตามผลการสอบ IELTS
ผลการสอบ IELTS จะไม่ “ผ่าน” หรือ “ตก” แต่จะเป็นผลตามคะแนนใน band จาก 1.0 – 9.0 ในแต่ละ IELTS Band Score จะมีการประเมินและความคิดเห็นสำหรับความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษที่แตกต่างกันไป
ดังนี้เป็นการประเมิน IELTS ที่ใช้ใน IDP และ British Council
| BAND | ความหมาย |
|---|---|
| 0 | หมายถึงผู้สมัครสอบไม่ได้กระทำข้อสอบ |
| 1 – ไม่ทราบวิธีการใช้ภาษาอังกฤษ | ผู้สอบไม่ทราบการประยุกต์ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน หรือสามารถได้เรียนรู้เพียงแค่บางคำเท่านั้น |
| 2 – บางครั้งใช้ภาษาอังกฤษได้แต่บางครั้งไม่ได้ | ผู้สอบมีปัญหาอย่างมากในการเขียนและพูดภาษาอังกฤษ ไม่มีความสามารถในการสื่อสาร นอกเหนือจากการใช้คำเดียวสองสามคำ หรือโครงสร้างไวยากรณ์สั้น ๆ เพื่อนำเสนอและแสดงความคิดเห็น |
| 3 – ใช้ภาษาอังกฤษในระดับจำกัด | สามารถใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารและสามารถเข้าใจได้ในบางสถานการณ์ที่คุ้นเคย มักจะมีปัญหาในกระบวนการสื่อสารจริง |
| 4 – ใช้ภาษาอังกฤษในระดับค่อนข้างจำกัด | มีความเชี่ยวชาญในการสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษสำหรับสถานการณ์พื้นฐาน มีปัญหาในการเผชิญกับสถานการณ์การสื่อสารที่ซับซ้อน |
| 5 – ปกติ | ใช้ภาษาอังกฤษได้แต่ยังคงแค่เป็นส่วนเล็กน้อย สามารถจับส่วนใหญ่ใจความสำคัญในสถานการณ์อื่น ๆ แม้จะมีข้อผิดพลาดเป็นบ่อย สามารถใช้ภาษาได้ดีในสาขาที่คุ้นเคย |
| 6 – ค่อนข้างดี | แม้ว่าจะมีหลายประการที่ยังไม่ดี ยังไม่ถูกต้อง หรือยังไม่มีประสิทธิภาพ แต่โดยทั่วไปยังสามารถใช้ภาษาอังกฤษอย่างที่มีความเชี่ยวชาญ สำหรับสถานการณ์ที่ซับซ้อน โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่คุ้นเคย |
| 7 – ดี | มีความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษ แต่บางครั้งยังมีข้อผิดพลาด ใช้ยังไม่เหมาะสม หรือ ยังไม่เข้าใจบริบท |
| 8 – ดีมาก | ได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษอย่างครบถ้วน แค่ยังมีข้อผิดพลาดบางข้อ เช่น ใช้ภาษายังไม่ถูกต้อง ยังไม่เหมาะสม แต่ข้อผิดพลาดเหล่านี้ไม่ได้เป็นระบบ ในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคยอาจไม่สามารถเข้าใจได้อย่างครบถ้วนและสามารถใช้ภาษาได้ดีกับหัวข้อการอภิปรายที่ซับซ้อน |
| 9 – เชี่ยวชาญ | สามารถใช้ภาษาที่มีความเหมาะสมถูกต้อง คล่องแคล่ว และรับทราบบริบทอย่างครบถ้วน |
ประโยชน์ของการได้รับ IELTS Score อย่างสูง
ใบรับรอง IELTS กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ และกลายเป็นตัววัดความสามารถด้านภาษาอังกฤษในองค์กรต่าง ๆ ทั้งภายในประเทศและนานาชาติ ตารางคะแนน IELTS ที่มี IELTS Score Overall สูง เป็นความฝันของหลาย ๆ คน เนื่องจากมีประโยชน์มากมาย เช่น
มีโอกาสเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำหรือมหาวิทยาลัยระดับนานาชาติ
ปัจจุบัน เพียงแค่ได้รับใบรับรอง IELTS band 6.0 ขึ้นไป ทั้งนักเรียนและนักศึกษาอาจจะสามารถมีโอกาสเข้าไปศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศ นอกจากนั้น หากต้องการที่จะศึกษาในสภาพแวดล้อมทางการศึกษานานาชาติ เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร แคนาดา หรือแม้แต่สหรัฐอเมริกา ก็ยังสามารถใช้ใบรับรอง IELTS ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ปกติมหาวิทยาลัยระดับนานาชาติมักจำกัดจำนวนนักศึกษา ผู้ที่มี IELTS Score Overall จาก 6.5 ขึ้นไปจึงย่อมมีโอกาสมากกว่า จริง ๆ แล้ว หากเราได้ band จาก 8.0 ขึ้นไป เราอาจจะมีโอกาสได้รับการคัดเลือกสูง
เปิดประตูสู่โอกาสในการทำงานและเพิ่มรายได้
องค์กรและผู้จ้าง นายจ้างต่าง ๆ ในปัจจุบันย่อมมีแนวโน้มที่จะจัดลำดับความสำคัญของผู้สมัครด้วยใบรับรอง IELTS ที่มีคะแนนสูง นอกจากนี้ ภาษาต่างประเทศที่ดียังช่วยให้คุณได้สัมผัสกับโอกาสที่ดีขึ้น เช่น การทำงานให้กับบริษัทนานาชาติ หรือจัดการสาขาใหม่ในประเทศอื่น เป็นต้น คุณเองก็จะมีโอกาสได้รับรายได้ที่สูงขึ้นด้วย
ใบรับรอง IELTS มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน หากคุณยังไม่มีทักษะภาษาอังกฤษที่ดี ลองวางแผนหรือสร้างเส้นทางการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพแก่ตัวเอง เพื่อเอาชนะตนเองด้วย ใบรับรอง IELTS ที่มี IELTS Score Overall ที่น่าประทับใจ อย่าลืมอ้างอิงระดับ IELTS และเกณฑ์การให้คะแนนขององค์กร เพื่อให้มีมุมมองในการพัฒนาที่ครอบคลุมนะ
🔥รีบดูเลย! คอร์สเรียน ELSA พร้อมโปรลดจัดหนัก ลดแรงแบบไม่พัก!
ด้วยบทความข้างต้น หวังว่าคุณมีความรู้เกี่ยวกับ IELTS Score หากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเรียน IELTS Speaking คุณสามารถไปที่เว็บ ELSA Speak เพื่อดูข้อมูลอ้างอิงเพิ่มเติมนะ!
มีหลายวิธีในการแสดงคำชมต่อผู้อื่น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และความสัมพันธ์ระหว่างผู้พูดกับผู้ฟัง หากคุณต้องการเพิ่มคลังคำศัพท์และการสื่อสารอย่างมั่นใจมากขึ้น ลองศึกษาสถานการณ์ต่าง ๆ ที่มักใช้คำชม ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน เพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้ง่ายยิ่งขึ้น
ทำไมเราควรชมผู้อื่นเป็นภาษาอังกฤษ
ในการสื่อสาร คำชม ดีๆ หนึ่งคำอาจสร้างความแตกต่างได้มากมาย ไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณมั่นใจยิ่งขึ้นเมื่อพูดภาษาอังกฤษ แต่ยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและความรู้สึกเชิงบวกให้ทั้งผู้พูดและผู้ฟัง
ต่อไปนี้คือเหตุผลที่คุณควรฝึกนิสัยการชมผู้อื่นเป็นภาษาอังกฤษ:
- พัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษให้ดีขึ้น
- เสริมสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น
- ประโยคคำชมมักสั้น เข้าใจง่าย และใช้ได้ในหลายสถานการณ์
- สร้างความรู้สึกสบายใจและบรรยากาศที่เป็นกันเอง
โครงสร้างประโยคคำชมที่เข้าใจง่ายและใช้ได้จริง
| Noun Phrase + is/look + (really) + Adjective |
โครงสร้างคำชมภาษาอังกฤษมักใช้เมื่อคุณต้องการชมเชยคนอื่นเกี่ยวกับรูปลักษณ์ภายนอก สิ่งของ หรือทักษะพิเศษที่พวกเขามี
ตัวอย่าง: “You look wonderful in that new dress. (คุณดูยอดเยี่ยมมากในชุดใหม่นั้น)

>>> อ่านเพิ่มเติม:
- 160+ วิธีบอก have a nice day (ขอให้เป็นวันที่ดี ภาษาอังกฤษ)
- 100+ คําศัพท์ วันวาเลนไทน์ ภาษาอังกฤษ พร้อมคําอ่านและความหมายดี
คําศัพท์ภาษาอังกฤษ ความหมายดีๆ ใช้ในการชมผู้อื่นที่คุณสามารถอ้างอิงได้ เช่น
- fascinating – น่าสนใจ
- Incredible – เหลือเชื่อ
- wonderful – ยอดเยี่ยม
- phenomenal – สิ่งประหลาด
| I + (really) + like/love + Noun Phrase |
การใช้คำบอกความรัก เช่น “like” และ “love” ในคำชมทำให้คนรอบข้างทราบว่า คุณชอบรูปลักษณ์ภายนอก สิ่งของ หรือทักษะพิเศษที่พวกเขามีมากๆ ตัวอย่างคำชมภาษาอังกฤษมีดังนี้
- I really like your dress. (ฉันชอบชุดของคุณมาก)
- I really like your bag. (ฉันชอบกระเป๋าของคุณมาก)
- I really like the way you focus on studying. (ฉันชอบที่คุณมีสมาธิในการเรียนมาก)
นี่เป็นโครงสร้างคำชมที่สมบูรณ์แบบที่คุณไม่ควรพลาดเมื่อต้องการชมเชยความสำเร็จในการงานหรือทักษะบางอย่างของคนอื่น โครงสร้างนี้มักใช้โดยหัวหน้า นายจ้าง และคุณครู
โครงสร้างคำชม
- You cooked a really great dinner. (คุณทำอาหารเย็นอร่อยมาก)
| You have + (a/an) + (really) + Adjective + Noun Phrase |
ตัวอย่าง
- You have a really beautiful glitter eyes. (คุณมีดวงตาแวววาวที่สวยงามจริงๆ )
- You have a really bright smile. (คุณมีรอยยิ้มที่สดใส)
| What + (a/an) + Adjective + Noun Phrase! |
- What a gorgeous dress. (ชุดนี้สวยจริงๆ )
คำชมทั่วไปสั้น ๆ เป็นภาษาอังกฤษ
- Perfect! (สมบูรณ์)
- Really good. (ดีมาก)
- That’s nice. (ดีจังเลย)
- It’s very nice. (มันสวยมาก)
- So cool! (เท่มาก!)
- Wow so nice. (ว้าว สวยมาก)
- Terrific! (ยอดเยี่ยม)
- Wonderful! (ยอดเยี่ยม)
- Fantastic! (มหัศจรรย์)
- Fine! (ดี)
- Marvelous! (ดีมาก)
- Great! Excellent! (ดีมาก)
- I think that’s great. (ฉันคิดว่ามันเยี่ยมมาก)
- You’ve got it! (คุณทำได้แล้ว)
- You did that time. (คุณทำได้แล้ว)
- I am really proud of you. (ฉันภูมิใจในตัวคุณจริงๆ)
- I’m happy to see you working! (ฉันดีใจมากที่คุณทำได้)
- How lucky you are! (คุณโชคดีจริงๆ )
- That’s coming along nicely! (กำลังมาพอดีเลย)
- That’s very much better! (มันกำลังดีขึ้นมากแล้ว)
- Good thinking! (เป็นความคิดที่ดี)
- Nice going! (ทุกสิ่งกำลังดี)
- That’s way! (แค่นั้นแหละ)
- You’re getting better every day! (คุณเก่งขึ้นแล้ว)
- That’s not half bad! (มันค่อนข้างดีแล้ว)
- Well, look at you go! (ดูคุณซิ กำลังเก่งขึ้นแล้ว)
- Now you have the hang of it! (ฉันเข้าใจแล้ว)
- You are excellent! (คุณยอดเยี่ยมมาก)
- Now you have it! (ตอนนี้คุณมีมันแล้ว)
- Now you’re figured it out! (ตอนนี้คุณแก้ปัญหานี้ได้แล้ว)
- That’s it! (นั่นแหละ)
- That’s better! (อันนั้นดีกว่านะ)
- Good for you! (ดีมาก)
- like that! (ฉันชอบมัน)
- Good job! / Well done! (ทำได้ดีมาก)
- You did a great job! (คุณทำได้ดีมาก)
- I’m so proud of you! (ฉันภูมิใจในตัวคุณมาก)
- Nice work! (เก่งมาก)
- You are a genius! (คุณเป็นอัจฉริยะ)
- Good job! / Well done ! (ทำได้ดีมาก!)
- Great! – Very good! (ดีมากเลย!)
- Excellent! – (เยี่ยมมาก!)
- Fantastic! – Excellent! (ยอดเยี่ยมจริง ๆ!)
- You ‘re amazing! (คุณสุดยอดมาก!)
- That’s awesome! (สุดยอดไปเลย!)

มารู้วิธีพูดคิดถึงภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้องและเข้าใจง่ายที่นี่!
คำชมให้กำลังใจเป็นภาษาอังกฤษ
- That’s the best you have ever done! (นั่นเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่ฉันเคยทำได้)
- You’re doing amazing. (คุณทำได้ดีมาก)
- You are very good. (คุณยอดเยี่ยมมากมาก)
- I know you can do it. (ฉันรู้ว่าคุณทำได้)
- You make it look easy! (คุณทำให้มันดูง่าย)
- You certainly did it well today! (วันนี้คุณทำงานได้ดีมากนะ)
- Nothing can stop you now! (ต่อจากนี้ไป ไม่มีอะไรที่สามารถห้ามคุณได้)
- That’s best ever! (นั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุด)
- You’ve got your brain in gear! (คุณเริ่มคิดสิ่งต่าง ๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นแล้วนะ)
- You outdid yourself today! (วันนี้คุณเอาชนะตัวเองได้แล้ว)
- I’ve never seen anyone do it better! (ฉันไม่เคยเห็นใครทำได้ดีกว่านี้มาก่อน)
- I knew you could do it! (ฉันรู้ว่าคุณจะทำได้)
- That’s quite an improvement! (ทำได้ดีขึ้นมากเลย)
- Excellent speech! The audience really enjoyed it! (เป็นการนำเสนอที่ยอดเยี่ยม! ผู้ชมสนุกสนานกันมาก)
- What a marvelous memory you’ve got! (คุณมีความทรงจำที่ดีจริงๆ )
- What a smart answer! (ช่างเป็นคำตอบที่ฉลาด)
- This is a wonderful meal. (นี่เป็นมื้ออาหารที่ยอดเยี่ยมมาก)
- I must say the soup is really very good. (ต้องบอกว่าน้ำซุปอร่อยมากจริงๆ)
คำชมให้กำลังใจที่สื่ออารมณ์ได้ชัดเจน
- That’s quite an improvement! (ผลงานของคุณมีการพัฒนาขึ้นนะ)
- You are the best. (คุณสุดยอดมาก)
- You are incredible. (คุณยอดเยี่ยมมาก)
- You are fantastic. (คุณยอดเยี่ยมจริง ๆ)
- That’s the best ever! (นี่มันดีที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาเลย)
Your ideas are the best. (ความคิดของคุณยอดเยี่ยมาก) - Your creative potential seems limitless. (ศักยภาพทางความคิดสร้างสรรค์ของคุณไร้ขีดจำกัด)
- It’s interesting! (มันน่าสนใจมากเลย)
- You’re great at figuring stuff out. (คุณแก้ไขปัญหาได้อย่างยอดเยี่ยม)
- This idea sounds good. (เป็นไอเดียที่ฟังดูเยี่ยมมาก)
- You have a good head on your shoulders. (คุณเป็นคนที่หัวดีมาก มีความคิดน่าสนใจมาก)
- You’re really working hard. (คุณทำงานหนักมากจริงๆ)
- That’s the best you’ve ever done. (นี่คือสิ่งที่คุณทำได้ดีมากที่สุด)
- You are learning fast. (คุณเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว)
- That’s the right way to do it. (ทำแบบนั้นถูกต้องเลย)
- That’s the best ever. (สิ่งนี้มันยอดเยี่ยมที่สุด)
- You did that very well. (คุณทำได้ยอดเยี่ยมมาก)
- You’re really improving. (คุณเก่งขึ้นมากเลย)
- You outdid yourself today! (คุณทำได้ดีมากกว่าที่คุณคาดหวังไว้ซะอีก)
คำชมที่แสดงถึงความภาคภูมิใจหรือการชื่นชม
ประโยคคำชมเหล่านี้มักใช้เพื่อแสดงการชื่นชม ความภาคภูมิใจ หรือความนับถือในความพยายาม ความสามารถ หรือความสำเร็จของผู้อื่น
- I’m so proud of you. (ฉันภูมิใจในตัวคุณมากเลย)
- Way to go super proud of you. (ภูมิใจในตัวคุณจริงๆ)
- Excellent work. (ผลงานยอดเยี่ยมมาก)
- This is a masterpiece. (นี่คือผลงานยอดเยี่ยมมาก)
- Fantastic thank you. (เยี่ยมมากขอบคุณครับ / ค่ะ)
- You’re a genius! (คุณช่างเป็นอัจฉริยะจริง ๆ!)
- You’re an inspiration! (คุณเป็นแรงบันดาลใจให้ฉันเลยนะ)
- Your effort really shows! (ความพยายามของคุณเห็นได้ชัดจริง ๆ!)
- Your effort is evident! (ความตั้งใจของคุณแสดงออกมาอย่างชัดเจนเลย)
- I’m really impressed. (ฉันประทับใจมากจริง ๆ)
- You’ve outdone yourself! (คุณทำได้ดีกว่าที่คาดไว้ซะอีก!)
- You’re amazing at this! (คุณเก่งเรื่องนี้มากเลย!)
- That was outstanding! (นั่นสุดยอดมาก!)
- You’re a role model! (คุณเป็นแบบอย่างที่ดีจริง ๆ!)
>>> อ่านเพิ่มเติม:
- 100+ Quote ความหมายดีๆ สั้นๆ สร้างกำลังใจตัวเอง
- 80+ แคปชั่นภาษาอังกฤษมีความหมายที่ดีที่สุดเกี่ยวกับชีวิต
- 11 วิธีพูด Thank you – ขอบคุณภาษาอังกฤษ ที่สมบูรณ์ที่สุด
คำชมเกี่ยวกับรูปลักษณ์ภายนอก
คำถามที่คุณถูกถามบ่อยที่สุดเมื่อมีแฟนคืออะไร “ฉันสวยไหม” หรือ “ฉันน่ารักไหม” เป็นประโยคที่พบบ่อยใช่ไหม และบางทีก็น่าเบื่อแต่ยังต้องบอกว่าสวยใช่ไหม ต่อไปนี้เป็นคำชมภาษาอังกฤษเกี่ยวกับความงามของคนรักที่โรแมนติกสุดๆ
- You are the most beautiful girl I have ever met. (เธอเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดที่ฉันเคยเจอ)
- That’s a nice dress. (ชุดนั้นสวยจัง)
- I like your hair. (ฉันชอบผมของคุณ)
- You look very handsome. (คุณดูหล่อมาก)
- You look gorgeous. (คุณดูงามมาก)
- So gorgeous. (งามมาก)
- So stunning. (สวยตะลึงมาก)
- Very beautiful. (สวยมาก)
- Very cute / So cute (น่ารักมาก)
- So adorable. (น่ารักจังเลย)
- You are the only girl in my eyes. There was no other girl in his eyes. (คุณเป็นผู้หญิงคนเดียวในสายตาของฉัน ไม่มีผู้หญิงคนอื่นในสายตาของฉัน)
- I almost drowned in your beauty. (ฉันแทบจะจมอยู่กับความงามของคุณ)
- I think I will have diabetes. Because my eyes are too sweet. (ฉันคิดว่าฉันจะเป็นเบาหวาน เพราะดวงตาของคุณหวานเกินไป)
- Your beauty is like a maze that I cannot escape. (ความงามของคุณเป็นเหมือนเขาวงกตที่ฉันหนีไม่พ้น)
- God is to blame for letting an angel like me stray into the world. (พระเจ้าจะต้องตำหนิที่ปล่อยให้นางฟ้าอย่างคุณหลงทางเข้ามาในโลก)
- I love you not because of your beauty but I am more and more infatuated with it. (ฉันรักคุณไม่ใช่เพราะว่าความงามของคุณแต่ฉันหลงมันมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว)
- He likes a girl with pure beauty. Coincidentally you are that person. (ฉันชอบผู้หญิงที่สวยบริสุทธิ์ บังเอิญว่าคุณคือคนแบบนั้น)
- Looks like your beauty is a thief. It stole your heart already. (ดูเหมือนว่าความงามของคุณเป็นขโมย มันขโมยหัวใจของฉันไปแล้ว)
- Being beautiful is not guilty, but being beautiful makes others remember that it is a crime. I miss you already. (การเป็นคนสวยไม่ใช่บาป แต่การเป็นคนสวยและทำให้คนอื่นคิดถึงคุณถือเป็นบาปแล้ว ฉันคิดถึงคุณแล้ว)
- Send me a picture of you. He wanted to see the angel’s face. (ส่งรูปคุณมาให้ฉัน ฉันอยากเห็นหน้านางฟ้า)
- My soul kills my heart and your appearance attracts my eyes. Both my body and my soul belong to you. (จิตใจคุณฆ่าหัวใจฉัน รูปลักษณ์ภายนอกของคุณดึงดูดสายตาฉัน ทั้งกายและใจของฉันเป็นของคุณ)
- You have a beauty like a dewdrop on a branch: gentle, elegant and makes others want to cherish. (คุณมีความงามเหมือนหยาดน้ำค้างบนกิ่งไม้: อ่อนโยน สง่างาม และทำให้คนอื่นอยากทะนุถนอม)
- Your eyes are as beautiful as autumn water, and she is so calm that she is strangely peaceful. (สายตาคุณสวยราวกับน้ำในฤดูไม้ร่วง เงียบสงบอย่างน่าประหลาดใจ)
- You look nice/beautiful/ attractive! (คุณดูสวย/มีเสน่ห์มาก)
- You look amazing! (คุณดูสง่างามมาก (มักใช้ในโอกาสพิเศษ เช่น งานแต่งงาน งานสังสรรค์ หรือใครมีความสวยงามที่โดดเด่น))
- What a lovely/beautiful/cute… necklace! (สร้อยคอ/ ลูกปัดน่ารัก/สวยจริงๆ)
- I like your jacket – where did you get it? (ฉันชอบแจ็คเก็ตของคุณ คุณซื้อมันที่ไหน)
- I love your shoes. Are they new? (ฉันชอบรองเท้าของคุณ รองเท้าใหม่ใช่ไหม)
- This color looks great on you/You look great in that color. (มันดูสวยมากจริงๆ /คุณเหมาะกับสีนั้นมาก)
- I like your new haircut. (ฉันชอบทรงผมใหม่ของคุณ)
- Nice new hair/lips stick/ shirt…! (ผมใหม่/ลิปสติก/เสื้อผ้าสวยมาก (มักใช้สำหรับคนรู้จัก))
- How beautiful you are today! (วันนี้คุณดูสวยงามมาก)
- I appreciate you. (ฉันรู้สึกซาบซึ้งคุณมาก)
- You are perfect just the way you are. (คุณสมบูรณ์แบบในแบบที่คุณเป็น)
- You are enough. (มีแค่คุณก็พอแล้ว)
- On a scale from 1 to 10, you’re an 11. (จากคะแนน 1 ถึง 10 คุณคือ 11)
- You are an incredible human. (คุณเป็นคนที่น่าทึ่ง)
- You’re wonderful. (คุณยอดเยี่ยมจริงๆ)
- You’re one of a kind. (คุณเป็นคนดี)
- Who raised you? They deserve a medal for a job well done. (ใครเลี้ยงดูคุณมา? พวกเขาสมควรได้รับเหรียญรางวัลสำหรับงานที่ทำได้ดี)
- You look great /amazing/ fantastic! (คุณดูดีมาก / น่าทึ่ง / ยอดเยี่ยมจริง ๆ!)
- You have a beautiful smile. (คุณยิ้มสวยมากเลย)
- You have a really beautiful smile. (รอยยิ้มของคุณสวยจริง ๆ เลยนะ)
- I like your style. (ฉันชอบสไตล์ของคุณนะ)
- You look stunning! (คุณดูสวยสะดุดตามากเลย!)

คำชมเกี่ยวกับนิสัยหรือบุคลิกภาพ
- You’re so smart. (คุณฉลาดมาก)
- So smart. (ฉลาดจริง)
- You are so cool. (คุณเท่มาก)
- A very good brother. (คุณพี่ที่ดี)
- You are beautiful on the inside and outside. (คุณสวยทั้งภายนอกและภายในเลยนะ)
- There’s something special about you. (คุณมีเสน่ห์บางอย่างที่พิเศษจริง ๆ)
- You’re so thoughtful. (คุณช่างเอาใจใส่และคิดถึงคนอื่นอยู่เสมอ)
- You have impeccable manners. (มารยาทของคุณดีมาก ไม่มีที่ติเลย)
- You have a great sense of humour. (คุณมีอารมณ์ขันที่ยอดเยี่ยมเลยนะ)
- You bring out the best in other people. (คุณทำให้คนรอบข้างแสดงสิ่งดี ๆ ออกมา)
- You’re like a breath of fresh air. (คุณเหมือนลมหายใจแห่งความสดชื่นเลย)
- You are so brave. (คุณกล้าหาญมากจริง ๆ)
- You’re a great listener. (คุณเป็นผู้ฟังที่ยอดเยี่ยมเลยนะ)
- You have an amazing presence. (คุณเป็นคนมีเสน่ห์มาก)
- I’ve never met someone with a heart as big as yours. (ฉันไม่เคยเจอใครที่มีน้ำใจมากเท่าคุณมาก่อนเลย)
- You don’t let anything hold you back. (คุณไม่ยอมให้สิ่งใดมาขัดขวางตัวเองเลย)
- You always make me see things in a better way. (คุณทำให้ฉันมองโลกในแง่ดีขึ้นเสมอ)
- You seem to really know who you are. (คุณดูเหมือนจะรู้จักตัวเองเป็นอย่างดีเลยนะ)
คำชมเกี่ยวกับความคิดและการกระทำในการทำงาน
- That’s a great idea. (นั่นเป็นความคิดที่ดี)
- You finished the job very well. (คุณทำงานได้ดีมาก)
- You have a great ability to work that not everyone has. (คุณมีความสามารถในการทำงานที่ยอดเยี่ยมซึ่งไม่ใช่ทุกคนจะมี)
- I really like the seriousness and responsibility of your work. (ฉันชอบความจริงจังและความรับผิดชอบในการทำงานของคุณมาก)
- I really like the seriousness and responsibility of your work. (You have a very smart and efficient way of working.) (คุณมีวิธีการทำงานที่ฉลาดและมีประสิทธิภาพมาก)
- You managed your time very well. (คุณควบคุมเวลาได้ดีมาก)
- Congratulations on successfully completing the assigned tasks. (ขอแสดงความยินดีที่คุณประสบความสำเร็จในการทำงานที่คุณได้รับมอบหมาย)
- You have optimized your work very effectively. (คุณได้เพิ่มประสิทธิภาพในการงานของคุณอย่างมีประสิทธิผลมาก)
- Your idea has given us a new perspective to work better. (ความคิดของคุณทำให้เรามีมุมมองใหม่ในการทำงานได้ดีขึ้น)
- You are one of the best hardworking and staff members I have seen. (คุณเป็นหนึ่งในพนักงานที่ทำงานหนักและเป็นพนักงานที่ดีที่สุดที่ฉันเคยเห็น)
- You have a very good job overview, I think you should be able to do a better position. (คุณมีภาพรวมงานที่ดีมาก ฉันคิดว่าคุณควรจะได้รับตำแหน่งที่ดีขึ้น)
- Your workaround is great. Why can’t I think of it? (วิธีแก้ปัญหาของคุณดีมาก ทำไมฉันถึงคิดไม่ออก)
- Your answer is very excellent. (คำตอบของคุณดีมาก)
- Your question is very interesting. I appreciate this question. (คำถามของคุณน่าสนใจมาก ฉันซาบซึ้งคำถามนี้มาก)
- This soup is delicious/ is very tasty/ is awesome/ is incredible. (น้ำซุปนี้อร่อยจังเลย/ อร่อยมาก/ เยี่ยมมาก/ เหลือเชื่อเลย)
- He is a fantastic football player. (คุณเป็นนักฟุตบอลที่ยอดเยี่ยมมาก)
- You’ve got to give me the recipe for this noodle. (คุณต้องบอกสูตรบะหมี่นี้ให้ฉันนะ)
- Her posts is out of this word. (งานเขียนของเขายอดเยี่ยมมาก)
- That was delicious. My compliments to the cook! (อาหารอร่อยมากๆ ฝากคำชมของฉันให้พ่อครัวด้วยนะ)
- You really can play piano. (คุณสามารถเล่นเปียโนได้จริงๆ)
- That ‘s a great idea! (เป็นความคิดที่ดีมากเลย!)
- Good thinking! – It’s a good idea! (คิดได้ดีมาก! / เป็นไอเดียที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ!)
- You figured it out! – You figured it out! (คุณคิดออกแล้ว! / คุณเข้าใจถูกต้องเลย!)
- Keep up the good work! (ทำได้ดีมาก! รักษามาตรฐานนี้ไว้นะ!)
เรียนวิธีพูดคำว่ารสชาติเป็นภาษาอังกฤษอย่างเข้าใจง่ายที่นี่!
100+ คำศัพท์ และ Idiom เกี่ยวกับหัวข้อรสชาติภาษาอังกฤษ
คำชมเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ทั่วไป
- Wow I love this. (ว้าว ฉันชอบอันนี้)
- Good moment. (โมเมนต์ที่ดี)
- What a lovely flat! (ช่างเป็นแฟลตที่น่ารัก)
- Where did you get that lovely chair? (คุณหาเก้าอี้สวยๆ แบบนี้ได้จากไหนคะ)
- I love the way you decorate your room, it’s nice! (ฉันชอบการตกแต่งห้องนี้ของคุณ มันสวยจริงๆ)
- Wow, your new car looks so fantastic! (รถใหม่ของคุณดูยอดเยี่ยมจังเลย)
- What an adorable face! (หน้าตาดูน่ารักจังเลย)
- He/ She’s so smart! (เด็กหญิง/เด็กชายคนนี้ฉลาดมากๆ)
- Your kids are very well-behaved. (ลูกของคุณนิสัยดีมาก)
- Your children are so lovely! (เด็กพวกนี้ดูน่ารักจังเลย)
- It’s so delicious! (อร่อยมากๆ)
- This dish is very tasty! (อาหารจานนี้อร่อยมาก)
- What a fantastic meal! (อาหารจานนี้ยอดเยี่ยมมาก)

- You absolutely have a knack for cooking! (คุณมีความสามารถพิเศษในการทำอาหารจริงๆ)
- You’ve got to give me the recipe for this dish! (คุณต้องบอกสูตรอาหารจานนี้ให้ฉัน)
- This is the best sandwich I ever had! (นี่คือแซนวิชอร่อยที่สุดที่ฉันเคยกิน)
- What a nice house! (บ้านหลังนี้สวยจังเลย)
- You have a lovely house! (คุณมีบ้านที่น่ารักมาก)
- I love the decoration! (ฉันชอบการตกแต่ง)
- Your apartment always looks so great! I wish my place looked like this. (อพาร์ทเมนต์ของคุณดูดีเสมอ! ฉันหวังว่าสถานที่ของฉันจะเป็นแบบนี้)
- What a gorgeous place! (เป็นสถานที่ที่งดงาม)
- Where did you find those lovely cushions? (คุณซื้อหมอนโซฟาเหล่านี้จากที่ไหน มันดูสวยจังเลย)
- Dad is a great dad. Dad always dedicates the best to us. (พ่อเป็นคนที่ยอดเยี่ยมมาก พ่ออุทิศสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกเสมอ)
- Mom cooks as well as super chefs. She always remembers what she cooks when she’s not at home. (แม่ทำอาหารอร่อยเป็นเหมือนเชฟฝีมือเยี่ยม ลูกคิดถึงอาหารที่แม่ทำเมื่อไม่อยู่บ้าน)
- Mother seems to have superpowers, only a short time that the messy house has become tidy. (ดูเหมือนแม่เป็นคนที่มีพลังวิเศษ เพียงช่วงเวลาสั้นๆ บ้านที่รกร้างก็เป็นระเบียบเรียบร้อย)
- My mom’s eyes have super powers, she can find everything easily. I have flipped the house over and still can’t find it. (ดวงตาแม่ดูเหมือนมีพลังวิเศษ แม่สามารถหาทุกสิ่งอย่างง่ายดาย ฉันพลิกบ้านแล้วยังหาไม่เจอเลย)
- He had a few gray hairs on his head, but he was still very cool. (พ่อมีผมหงอกแล้ว แต่ยังดูเท่อยู่นะ)
- I am very proud to have someone like my father. Dad always protects and protects us. (ลูกภูมิใจมากที่มีคนแบบคุณพ่อ พ่อปกป้องลูกเสมอ)
- Dad is like a hero when he shows up and picks me up in the rain and wind. (พ่อเหมือนฮีโร่เมื่อพ่อปรากฏตัวและอุ้มลูกท่ามกลางสายฝนและลม)
- My brother did a good job. This family is proud of you. (น้องชายของพี่ทำได้ดีมาก ครอบครัวเราภูมิใจในตัวน้องมาก)
- Having a beautiful sister is sometimes very proud. (การที่มีพี่สาวสวยงามบางครั้งก็ภูมิใจมาก)
- You have tried my best. That will help your child learn many good things. (หนูพยายามอย่างเต็มที่แล้ว นั่นจะช่วยให้หนูได้เรียนสิ่งที่ดีๆ มากมาย)\

>>> อ่านเพิ่มเติม:
- ตัวอย่างประโยคปฏิเสธภาษาอังกฤษที่จำง่าย
- 100+ คำอวยพร Happy Valentine’s Day พร้อมคำแปล และไอเดียแคปชั่น 2026
วิธีตอบกลับเมื่อมีคนชมเรา
- How kind of you to say so! (คุณพูดแบบนี้ดูน่ารักจังเลย)
- It’s very kind of you to say that. (ดีใจจังเลยที่คุณพูดแบบนั้น)
- Seriously, you liked it that much? (ถามจริงๆ คุณชอบมันมากขนาดนั้นเลยเหรอ)
- Thank you, it makes my day to hear that. (ขอบคุณ คุณพูดแบบนี้ทำให้ฉันมีความสุขมาก)
- Thank you, I am happy to hear you feel that way! (ขอบคุณ ฉันดีใจมากที่ได้ยินคุณพูดแบบนี้)
- Thanks for your compliment. (ขอบคุณสำหรับคำชม)
- I’m glad you like it. (ฉันดีใจมากที่คุณชอบมัน)
- I’m delighted to hear that. (ฉันดีใจมากเมื่อได้ยินเช่นนั้น)
- Thank you for noticing. (ขอบคุณที่คุณสังเกต)
- Aw thanks. That’s really sweet. (ขอบคุณนะ หวานจังเลย)
- I think you are wonderful too. (ฉันคิดว่าคุณก็ยอดเยี่ยมอย่างนั้น)
- Your amazing compliment motivates me to work harder and go beyond your expectations. (คำชมที่ยอดเยี่ยมของคุณเป็นแรงบันดาลใจให้ฉันทำงานหนักขึ้นและทำเกินความคาดหวังของคุณ)
- Thanks for your compliment; it encourages me to do my best. (ขอบคุณสำหรับคำชมของคุณ มันเป็นแรงบันดาลใจให้ฉันพยายามทำให้ดีที่สุด)
- Thank you. (ขอบคุณนะ)
- Thank you. I’m so glad you like it. (ขอบคุณนะ ดีใจมากที่คุณชอบมัน)

แบบฝึกหัดการใช้งาน
บทความข้างต้นให้ความรู้ที่จำเป็นที่ช่วยผู้อ่านเข้าใจวิธีการชมและการตอบรับคำชมเป็นภาษาอังกฤษได้ เพื่อตรวจสอบว่าผู้อ่านเข้าใจความรู้ที่ถ่ายทอดในบทความนี้หรือไม่ ต่อไปนี้เป็นแบบฝึกหัดการใช้งาน
แบบฝึกหัด
จากเนื้อหาของบทความ จงค้นหาคำชมที่เหมาะสำหรับสถานการณ์ต่อไปนี้
- เมื่อคุณไปเยี่ยมบ้านใหม่ของเพื่อนแล้วรู้สึกว่าบ้านหลังนั้นสวยมากๆ
- เมื่อคุณต้องการชมแซนด์วิชที่คนรักทำให้คุณ
- เมื่อคุณคิดว่าเพื่อนของคุณเป็นคนฟังที่ดี
- เมื่อคุณต้องการชมลูกของเพื่อนที่ได้คะแนน 10
- เมื่อคุณต้องการชมทรงผมของเพื่อน
คำตอบแนะนำ
- What a nice house!
- This is the best sandwich I ever had!
- You’re a great listener!
- You did a great job!
- Your hair looks stunning!
คำถามที่พบบ่อย
คําชมภาษาอังกฤษ คืออะไร?
คําชมภาษาอังกฤษคือประโยคที่มักใช้เมื่อคุณต้องการชมเชยใครบางคนเกี่ยวกับรูปร่างภายนอก สิ่งของ หรือความสามารถพิเศษที่พวกเขามี
สุดยอดไปเลย ภาษาอังกฤษ คืออะไร?
That’s awesome.
ขอบคุณที่ชม ภาษาอังกฤษ คืออะไร?
Thank you for the compliment!
ขอบคุณสําหรับกําลังใจ ภาษาอังกฤษ คืออะไร?
Thank you for your encouragement.
คุณดูดีมาก ภาษาอังกฤษ คืออะไร?
You look so beautiful.
คุณสุดยอดมาก ภาษาอังกฤษ คืออะไร?
You are amazing.
good job คําชม ภาษาอังกฤษ คืออะไร?
คำว่า “Good job” แปลว่า “ทำได้ดีมาก!” หรือ “เก่งมาก!”

ELSA Speak ได้แบ่งปันคำแนะนำเกี่ยวกับประโยคคำชม ภาษาอังกฤษที่สามารถใช้ได้ตามสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน หวังว่าคุณจะได้ความรู้ภาษาอังกฤษเพิ่มมากขึ้น และอย่าลืมติดตามบทความใหม่ ๆ จาก ELSA Speak กันนะคะ!
อาหารเป็นหนึ่งในสาขาที่หลายคนสนใจ การอธิบายหรือการยกย่องชมเชยอาหารกลายเป็นหัวข้อสำคัญทั้งในการพูดและการเขียนภาษาอังกฤษ ในบทความวันนี้ มาร่วมกับ ELSA Speak เพื่อเรียนรู้คำศัพท์ ตัวอย่างประโยค และวลีต่าง ๆ ในหัวข้อ รสชาติภาษาอังกฤษ!
ความหมายของคำว่า รสชาติในภาษาอังกฤษ
คำว่า “รสชาติ” ในภาษาอังกฤษแปลว่า “flavor” หรือ “taste” มักใช้เพื่ออธิบายลักษณะรสชาติของอาหาร เครื่องดื่ม “รสชาติ” ของอาหารเป็นการรวมของรสหลายแบบเช่น รสหวาน เปรี้ยว เค็ม ขม มีกลิ่นหอม เผ็ด เข้มข้น และรสชาติอื่น ๆ
ตัวอย่าง
- This dish has a rich and spicy flavor.(อาหารจานนี้มีรสชาติเข้มข้นและเผ็ด)
- I love the taste of fresh strawberries.(ฉันชอบรสชาติของสตรอเบอร์รี่สด)
- The wine has a subtle and complex flavor profile.(ไวน์มีรสชาติที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน)
- The chef carefully balances the flavors in his recipes.(พ่อครัวรักษาสมดุลของรสชาติในสูตรอาหารของเขาอย่างระมัดระวัง)
- The ice cream has a unique flavor combination of vanilla and lavender.(ไอศกรีมมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของวานิลลาและลาเวนเดอร์)
คำพ้องความหรือความหมายคล้ายกับคำว่า “รสชาติ” (flavor/taste) ในภาษาอังกฤษ
• Savor: หมายถึง การลิ้มรส หรือเพลิดเพลินกับอาหารหรือเครื่องดื่มเพื่อสัมผัสรสชาติและความอร่อยของอาหาร
• Palate: หมายถึง รสชาติของผู้รับประทานอาหาร ความสามารถในการรับรู้และประเมินรสชาติของอาหารหรือเครื่องดื่ม
• Flavourful: หมายถึง รสชาติที่เข้มข้น น่ารับประทาน น่าลิ้มลอง น่าอร่อย
• Aroma: หมายถึง ความหอม กลิ่นหอมของอาหาร เครื่องดื่ม เกี่ยวกับสารประกอบที่มีกลิ่นหอม
• Taste sensation: หมายถึง การตรวจการรู้รส การรู้รส
• Distinctive taste: หมายถึง รสชาติที่โดดเด่น จดจำได้ง่าย
• Savory: หมายถึง รสอร่อย ทำให้พอใจ ทำให้ถูกใจ ดึงดูดใจ มักจะใช้เพื่ออธิบายอาหารมีรสชาติเค็มและอร่อย
>>> Read more: ผักภาษาอังกฤษมีอะไรบ้าง
คำศัพท์เกี่ยวกับรสชาติภาษาอังกฤษมีอะไรบ้าง
- Aromatic: หอม, มีกลิ่นหอม
The aromatic scent of freshly brewed coffee filled the air, enticing everyone in the room. (กลิ่นหอมของกาแฟสดอบอวลไปทั่วทั้งห้องทำให้ดึงดูดทุกคน)
- Tasty: รสชาติดี อร่อย
She cooked a tasty meal that was bursting with flavors and left everyone wanting more. (เธอทำอาหารอร่อยที่เต็มไปด้วยรสชาติและทำให้ทุกคนอยากกินมากขึ้น)
- Delicious: อร่อย
The delicious aroma of freshly baked bread wafted through the bakery, attracting customers from afar. (กลิ่นหอมจากขนมปังอบใหม่อร่อยกระจายไปทั่วร้านเบเกอรี่ดึงดูดลูกค้าจากที่อื่นมา)
- Mouth-watering: น่าอร่อย
The mouth-watering sight of a perfectly grilled steak made everyone’s mouths water in anticipation. (เนื้อย่างดูน่าอร่อยทำให้ทุกคนต้องน้ำลายสอ)
- Luscious: รสชาติหอมหวาน หวานฉ่ำ
She took a bite of the luscious chocolate cake and savored the rich, sweet taste melting in her mouth.(เธอกัดเค้กช็อคโกแลตมีรสชาติหอมหวานและลิ้มรสหวานที่เข้มข้นละลายในปาก)
- Bitter: รสขม
The bitter taste of black coffee lingered on her tongue.(รสขมของกาแฟดำยังคงอยู่บนลิ้นของเธอ)
- Bittersweet: หวานอมขม
The bittersweet memories of their time together brought both joy and sadness. (ความทรงจำหวานอมขมในช่วงเวลาที่พวกเขาอยู่ด้วยกันนำมาทั้งความสุขและความเศร้า)
- Spicy: รสเผ็ด
The spicy curry set her taste buds on fire. (รสเผ็ดของแกงกระหรี่กระตุ้นต่อรับรสของเธอ)
- Hot: เผ็ดร้อน ร้อน

Be careful, the soup is hot and spicy.(ระวังหน่อย น้ำซุปนี้ร้อนและเผ็ด)
- Garlicky: มีกลิ่นกระเทียม
The garlicky aroma of the stir-fry filled the kitchen.(กลิ่นกระเทียมของอาหารผัดอบอวลไปทั่วห้องครัว)
- Sweet: รสหวาน
She enjoyed the sweet taste of the ripe mango.(เธอชอบความหวานของมะม่วงสุก)
- Sugary: หวาน หวานเกินไป
The sugary donuts were a treat for her sweet tooth. (โดนัทที่มีรสหวานเป็นของขวัญถึงคนชอบกินหวาน)
- Honeyed sugary: รสหวานของน้ำผึ้ง
The honeyed sugary glaze gave the cake a delightful sweetness.(เคลือบน้ำตาลน้ำผึ้งทำให้เค้กมีความหวานที่น่าดึงดูด)
- Mild sweet: หวานน้อย หวานอ่อน
The mild sweet scent of flowers filled the garden.(กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้อบอวลไปทั่วสวน)
- Acrid: ฉุน
The acrid smell of burnt rubber filled the air after the car accident.
(กลิ่นฉุนของยางไหม้อบอวลไปทั่วหลังเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์)
- Acerbity: รสชาติเปรี้ยวๆ ฝาดๆ
The acerbity of the lemon juice made her pucker her lips. (รสเปรี้ยวของน้ำมะนาวทำให้เธอขมวดคิ้ว)
- Sour: รสปรี้ยว
The sour taste of the lemon made her mouth pucker.(รสเปรี้ยวของน้ำมะนาวทำให้เธอมีหน้าบูดบึ้ง)
>>> Read more:
- 120+ ผลไม้ภาษาอังกฤษ และสำนวนที่น่าสนใจที่คุณอาจไม่รู้
- 200+ คำศัพท์อังกฤษที่ต้องรู้ หมวด เมนูอาหารภาษาอังกฤษ
- Sweet-and-sour: เปรี้ยวอมหวาน
The sweet-and-sour sauce added a tangy flavor to the stir-fried chicken.(ซอสเปรี้ยวอมหวานทำให้ไก่ผัดจานนี้มีรสชาติผสม)
- Stinging: เปรี้ยวอมเผ็ด
The stinging sensation of chili peppers left a fiery sensation on her tongue. (ความเปรี้ยวอมเผ็ดของพริกทำให้เกิดความรู้สึกเร่าร้อนบนลิ้นของเธอ)
- Savory: เค็ม
The savory aroma of the roast beef filled the kitchen.(กลิ่นเค็มของเนื้อวัวย่างอบอวลไปทั่วห้องครัว)
- Salty: รสเค็ม
The soup was too salty for her taste.(แกงนี้เค็มเกินไปสำหรับรสนิยมของเธอ)
- Highly-seasoned: เต็มไปด้วยรสชาติที่หลากหลาย
The highly-seasoned steak was bursting with flavors.(เนื้อวัวชิ้นนี้เต็มไปด้วยรสชาติ)
- Bland: รสจืด
The bland rice lacked any distinct taste.(ข้าวจืดมากไม่มีรสชาติอะไรที่ชัดเจน)
- Insipid: รสจืดชืด
The insipid salad had no flavor and was quite dull.(สลัดจืดชืดไม่มีรสชาติและค่อนข้างน่าเบื่อ)
- Unseasoned: ไม่ใส่เครื่องชูรส
The unseasoned chicken needed some spices to enhance the taste. (ไก่ยังไม่ได้ใส่เครื่องชูรสและต้องใส่เครื่องชูรสเพื่อเพิ่มรสชาติ)
- Mild: รสอ่อน
The mild scent of lavender filled the room.(กลิ่นอ่อน ๆ ของลาเวนเดอร์อบอวลไปทั่วห้อง)
- Cheesy: รสเนย รสชีส
The cheesy pizza was oozing with melted cheese. (พิซซ่ารสชีสเติมด้วยชีสละลาย)
- Smoky: รสรมควัน
The smoky aroma of the barbecue grill made everyone’s mouth water.(กลิ่นรมควันของเตาบาร์บีคิวทำให้ทุกคนน้ำลายสอ)
- Harsh: รสฝาดของชา
The harsh taste of the strong black tea made her grimace. (รสฝาดของชาดำทำให้เธอมีหน้าตาบูดบึ้ง)
- Tangy: รสชาติผสม
The tangy dressing added a zesty flavor to the salad. (น้ำสลัดรสหวานอมเปรี้ยวทำให้สลัดมีรสชาติผสม)
- Sickly: กลิ่นคาว
The sickly smell of the rotten eggs filled the room.(กลิ่นคาวของไข่เน่าอบอวลไปทั่วห้อง)
- Yucky: ไม่อร่อย ไม่น่ากิน
She took a bite of the yucky sandwich and immediately regretted it. (เธอกินแซนด์วิชที่ไม่อร่อยเข้าไปคำนึงแล้วเสียใจทันที)
- Horrible: กลิ่นไม่พึงประสงค์
The horrible odor from the garbage can was unbearable.(กลิ่นอันไม่พึงประสงค์จากถังขยะนั้นทนไม่ได้)
- Poor: คุณภาพต่ำ
The poor quality of the ingredients affected the overall taste of the dish.(ส่วนประกอบของอาหารที่มีคุณภาพต่ำส่งผลต่อรสชาติโดยรวมของอาหาร)
คำศํพท์บอกลักษณะอาหารในภาษาอังกฤษมีอะไรบ้าง
- Cool: เย็น
The drink was cool and refreshing on a hot summer day.(เครื่องดื่มเย็นและสดชื่นในวันฤดูร้อน)
- Dry: แห้ง
Hang your wet clothes out to dry in the sun.(ตากเสื้อผ้าเปียกของคุณไว้กลางแดดให้แห้ง)
- Fresh: สด ใหม่
The market offers a wide selection of fresh fruits and vegetables.(ตลาดมีผักและผลไม้สดให้เลือกมากมาย)
- Rotten: เน่าเสีย
The smell of rotten eggs filled the room, indicating they were no longer edible. (กลิ่นไข่เน่าฟุ้งไปทั่วห้อง ไม่สามารถกินได้อีกต่อไป)
- Off: บูด
The milk has turned off, so it’s not safe to consume.(นมบูดแล้วจึงไม่ปลอดภัยในการบริโภค)
- Stale: ไม่สด เก่า ค้าง เหม็นหืน
The bread had gone stale and was no longer enjoyable to eat.(ขนมปังเหม็นหืนแล้วจนกินไม่ได้อีกต่อไป)
- Mouldy: อาหารขึ้นรา
The cheese had become mouldy and had to be thrown away.(ชีสขึ้นราแล้วและต้องทิ้งไป)
- Tainted: มีกลิ่นเหม็น
The fish had a tainted smell, suggesting it was no longer fresh.(ปลามีกลิ่นเหม็น แสดงว่ามันไม่สดแล้ว)
- Ripe: สุก
The peaches are ripe and ready to be eaten.( ลูกพีชสุกและพร้อมรับประทานแล้ว)
- Unripe: ยังไม่สุก
Be careful not to pick unripe fruit; they won’t taste good.(ระวังอย่าเลือกผลไม้ที่ยังไม่สุกนะ รสชาติจะไม่อร่อย)
- Juicy: ชุ่มฉ่ำ
The watermelon was juicy and sweet, perfect for a refreshing snack.(แตงโมชุ่มฉ่ำและหวาน เป็นของกินเล่นที่สดชื่น)
- Tender: นุ่ม
The steak was so tender, it practically melted in my mouth.(สเต็กนุ่มมากแทบจะละลายในปากของฉันเลย)
- Tough: เหนียว เคี้ยวยาก
The tough steak required a lot of chewing.(สเต็กเนื้อเหนียวต้องเคี้ยวมาก)
- Underdone: สุกๆ ดิบๆ ไม่ค่อยสุก
The chicken was underdone, so we had to cook it a bit longer.(ไก่ยังไม่ค่อยสุก เลยต้องต้มนานขึ้นอีกหน่อย)
- Over-done or over-cooked: สุกเกินไป
The vegetables were overdone and mushy, losing their texture and taste.(ทำผักสุกเกินไปและเละ ทำให้สูญเสียเนื้อสัมผัสและรสชาติของผัก)
>>> Read more:
ตัวอย่างประโยคใช้ภาษาอังกฤษเพื่ออธิบายรสชาติ
ประโยคแสดงว่าอาหารอร่อย
- “This is so delicious, wow!”( ว้าว อาหารจานนี้อร่อยจังเลย)
- “This dish is amazing!”( อาหารจานนี้รสชาติดีมาก)
- “Eating this feels like I’m in heaven.( กินจานนี้อร่อยจนอยากขึ้นสวรรค์เลย)
- “This is such an yummy dish, can I have the recipe, please?”(อาหารนี้
อร่อยมาก ฉันขอสูตรหน่อยได้ไหม)
- “This tastes so nice, I want to buy it, can you give me the address?”( รสชาติดีมาก ฉันอยากซื้อเพิ่ม คุณรู้ที่ไหนขายไหม)
- “This Italian restaurant’s food is out of this world!”( ร้านอาหารอิตาเลียนแห่งนี้ทำอาหารสุดยอดเลย)
- “Wow, that is delicious!” (ว้าว อาหารจานนี้อร่อยมาก)
- “That is amazing!” (มันน่าทึ่งมาก)
- “I’m in heaven.” (ฉันกำลังอยู่บนสวรรค์)
- “It’s so yummy, where did you get the recipe?” (อาหารนี้อร่อยมากเลย คุณได้สูตรมาจากไหน)
- “The tastes great, where did you buy it?” (รสชาติอร่อยมาก คุณซื้อจากที่ไหน)
- “The food at that Asian restaurant is out of this World.” (อาหารที่ร้านอาหารเอเชียนั้นอร่อยสุดจะพรรณนา)
- “This Pad Thai has a rich flavour.”(ผัดไทยชามนี้มีรสชาติเข้มข้นมาก)

ประโยคแสดงว่าอาหารไม่อร่อย
- “I’m sorry, the food’s disgusting.” (ขอโทษนะ อาหารจานนี้รสชาติแย่มาก)
- “I’m not a fan of this.” (นี้ไม่ใช่อาหารของโปรดของฉัน)
- “Ew, get that away from me.” (อิ้วว เอาอาหารนี้ไปไกล ๆ ฉันหน่อย)
- “That’s disgusting!” (อาหารนั้นรสชาติแย่มาก)
- “Ew, I don’t like that.” (อิ้วว ฉันไม่ชอบอาหารนี้)
- “I’m not crazy about this.” (ฉันไม่ค่อยชอบอาหารนี้)
- “Is it just me or this is kind of bland?”(ฉันเป็นคนเดียวที่รู้สึกว่าอาหารจานนี้ดูจืดชืดไปหน่อยหรือเปล่า)
- “This dish is so bland, I can’t taste anything at all.”(จานนี้จืดชืด ฉันชิมไม่ได้ว่ามีรสชาติอะไรเลย)
- “The macarons are too sugary sweet for me. (มาการองหวานเกินไปสำหรับฉัน)
- “This is super spicy.(อาหารนี้เผ็ดสุด ๆ เลย)
- “It tastes really salty.”(อาหารนี้เค็มเกินไป)
ประโยคอธิบายรสชาติตื่น ๆ
- Look at the fruits. They’re perfectly ripped ดูผลไม้นี้สิ เพิ่งสุกพอดีเลย
- This cake is the perfect combination of sweet and sour. เค้กนี้เป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างรสหวานและเปรี้ยว
- The fishes are so fresh. ปลาตัวนี้สดจัง
- Is it just me or this is kind of bland? ฉันเป็นคนเดียวที่รู้สึกว่าอาหารจานนี้ดูจืดชืดไปหน่อยหรือเปล่า
- This dish is so bland, I can’t taste anything at all. จานนี้จืดชืด ฉันชิมไม่ได้ว่ามีรสชาติอะไรเลย
- The macarons are too sugary sweet for me. มาการองหวานเกินไปสำหรับฉัน
- This is super spicy. อาหารนี้เผ็ดสุด ๆ เลย
- It tastes really salty. อาหารนี้เค็มเกินไป
สุภาษิต สำนวน วลีเกี่ยวกับรสชาติในภาษาอังกฤษ
| สุภาษิต/สำนวน/วลี | ความหมาย | ตัวอย่าง |
| Smell fishy = Something smells | น่าสงสัย | Hanna actions smell fishy, I don’t trust her. (การกระทำของฮันนาน่าสงสัยมาก ฉันไว้ใจเธอไม่ได้) |
| Leave a bad taste (in the mouth) | ทำให้เกิดความทรงจำแย่ๆ ที่ไม่เป็นที่น่าพอใจ | Sara failed the interview because she left a bad taste in the interviewer’s mouth. (ซาราตกการสัมภาษณ์เพราะเธอสร้างความประทับใจที่ไม่ดีให้กับผู้สัมภาษณ์) |
| A taste of one’s own medicine | นกหวีดนี้คืนสมอง | Harry thought he could get away with cheating on her. But Harry had a taste of his own medicine when she was the one being cheated on. (แฮร์รี่คิดว่าหลอกเธอคนนั้นได้แล้ว แต่ก็โดนนกหวีดนี้คืนสมองเมื่อเขาคือคนที่โดนหลอก) |
| Bad egg | คนเลวร้ายบุคคลที่มีนิสัยเสีย หรือไว้ใจไม่ได้ | Don’t come near Kathy, she’s rumored to be a bad egg. (อย่าเข้าใกล้เคที เพราะคนอื่นบอกว่าเขาเป็นคนเลวร้าย) |
| Take a grain of salt | ความเข้าใจผิดเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง | Sara really does believe the earth’s flat? Harry takes that with a grain of salt. (ซาร่าเชื่อว่าโลกแบนจริงหรือ แต่แฮร์รี่ไม่มีวันเชื่อเรื่องนั้น) |
| Sour grape | อิจฉา | Hanna don’t think that’s much of an achievement, and that’s not sour grape. (ไม่ใช่ว่าอิจฉาหรอก แต่ฮันนาไม่เห็นว่าสิ่งนั้นเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่) |
| Have a sweet tooth | คนชอบอาหารหวาน | Hanna has a sweet tooth, she loves sweets and treats! (ฮันนาเป็นคนชอบอาหารหวาน เธอชอบขนมหวานและลูกอมหวานต่างๆ) |
>>> Read more: วิธีจดจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับอาหาร
ตัวอย่างบทความมีคำศัพท์เกี่ยวกับรสชาติในภาษาอังกฤษ
In recent years, the culinary industry has witnessed a surge in demand for dishes that offer a unique and tantalizing gastronomic experience. Food enthusiasts are constantly seeking out innovative flavors that titillate their taste buds and leave a lasting impression. Chefs are experimenting with aromatic herbs and spices to create dishes that are not only tasty but also packed with mouth- watering flavors. From savory and salty to sweet and tangy, the range of culinary delights available today is vast. The fusion of different ingredients and the skillful balance of flavors result in dishes that are both luscious and delectable. Whether it’s the subtle hint of garlic in a savory pasta dish or the burst of refreshing minty flavor in a dessert, these culinary creations cater to diverse palates and ignite a culinary revolution.
แปล
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมอาหารได้พบความต้องการอาหารมากขึ้น ซึ่งได้นำประสบการณ์การทำอาหารที่มีเอกลักษณ์และน่าดึงดูดใจมากขึ้น ผู้ชื่นชอบอาหารมักมองหารสชาติใหม่ ๆ อยู่เสมอที่จะช่วยกระตุ้นตุ่มรับรสและสร้างความประทับใจอย่างยาวนาน พ่อครัวหลายคนกำลังทดลองใช้สมุนไพรหอมและเครื่องเทศเพื่อสร้างอาหารใหม่ที่ไม่เพียงแค่อร่อย แต่ยังมีรสชาติที่มีลักษณะอีกด้วย ตั้งแต่รสเค็มและรสเค็มไปจนถึงรสหวานและหอม ปัจจุบันมีอาหารอร่อยๆ มากมาย การผสมส่วนประกอบของอาหารที่แตกต่างกันและความสมดุลรสชาติอย่างเชี่ยวชาญทำให้เกิดอาหารอร่อยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นกระเทียมในพาสต้าแสนอร่อย หรือกลิ่นหอมของมิ้นต์ที่สดชื่นในของหวาน การสร้างสรรค์อาหารเหล่านี้ตอบสนองรสนิยมที่หลากหลายของผู้รับประทานและเป็นจุดเริ่มต้นในการปฏิวัติด้านอาหาร
คำถามที่เจอบ่อย
จะใช้คำบรรยายรสชาติภาษาอังกฤษอย่างไร? รสชาติคือ “flavor” หรือ “taste” ในภาษาอังกฤษ มักใช้เพื่ออธิบายลักษณะรสชาติของอาหาร เครื่องดื่ม
การอธิบายรสชาติเป็นภาษาอังกฤษง่ายมาก เลยใช่มั้ยล่ะ! บทความข้างต้น ELSA Speak ได้รวบรวมคำศัพท์ ตัวอย่างประโยค และวลีทั่วไปเกี่ยวกับการบรรยายรสชาติในภาษาอังกฤษที่ควรรู้ อย่าลืมติดตาม ELSA Speak เพื่อเรียนรู้หัวข้อเพิ่มเติมในภาษาอังกฤษ!
Preposition of place (คำบุพบทบอกสถานที่) ถือเป็นหลักไวยากรณ์ที่พบได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่นเดียวกับการสอบมัธยมปลาย TOEIC..บทเขียนนี้จะให้ผู้อ่านทราบถึงคำนิยาม วิธีใช้คำบุพบทบอกสถานที่ และแบบฝึกหัดพร้อมคำตอบโดยละเอียด
Prepositions of place คืออะไร
คำบุพบทบอกสถานที่ (Prepositions of Place) เป็นคำบุพบทที่ใช้อธิบายสถานที่ พื้นที่เพื่อให้ข้อมูลและกำหนดตำแหน่งของวัตถุหรือเหตุการณ์ดังกล่าวโดยเฉพาะ คำบุพบทบอกสถานที่จะรวมกับคำนามของสถานที่โดยตรง
ตัวอย่าง
- The dog is lying in the kitchen. (สุนัขกำลังนอนอยู่ในครัว)
- Ana and I are studying at school. (อานากับฉันกำลังเรียนอยู่ที่โรงเรียน)
หลักการใช้ In, On, At
คำบุพบทบอกสถานที่ “in”
คำบุพบทบอกสถานที่ “in” มีความหมายว่า “ใน ข้างใน” ใช้กับความหมายว่าวัตถุหรือเหตุการณ์บางอย่างอยู่ในพื้นที่ขนาดใหญ่และล้อมรอบด้วยพื้นที่นั้น
| หลักการใช้คำบุพบทบอกสถานที่ “in” | ตัวอย่าง |
| คำบุพบทบอกสถานที่ “in” อธิบายสถานที่ในพื้นที่ปิด เช่น ภายในวัตถุ ห้อง หรืออาคาร | Martin is in the kitchen. (มาร์ตินอยู่ในครัว) There are 18 apples in the box. (ในกล่องมีแอปเปิ้ล 18 ผล) |
| คำบุพบทบอกสถานที่ “in” อธิบายตำแหน่งในพื้นที่เปิดโล่งขนาดใหญ่ | Sara lives in London. (ซาร่าอาศัยอยู่ในลอนดอน) There are several planets in the universe. (ดาวเคราะห์มีหลายดาวในจักรวาล) |
| คำบุพบทบอกสถานที่ “in”ใช้เพื่อแสดงทิศทางหรือวลีแสดงสถานที่: in the south/ north/ east/ west; in the front/ back/ middle… | Anna’s house is in the north of the town. (ร้านอาหารของแอนนาตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมือง) Martin is sitting in the back of the class. (มาร์ตินนั่งอยู่ด้านหลังชั้นเรียน) |
| คำบุพบทบอกสถานที่ “in” ระบุตำแหน่งของวัตถุหรือเหตุการณ์ภายในวัตถุนามธรรมอื่น ๆ ได้แก่ : in a line, in a queue, in a row (ในหนึ่งแถว หนึ่งบรรทัด). | The fans had to stay in a queue for hours to buy tickets for the concert. (แฟนๆ ต้องต่อแถวยาวหลายชั่วโมงเพื่อซื้อตั๋วคอนเสิร์ต) |
คำบุพบทบอกสถานที่ “on”
| หลักการใช้คำบุพบทบอกสถานที่ “on” | ตัวอย่าง |
| คำบุพบทบอกสถานที่ “on” ระบุตำแหน่งบนพื้นผิวทางกายภาพ เช่น on the table, on the wall, on the floor… | There are 5 bananas on the table. (มีกล้วย 5 ลูกอยู่บนโต๊ะ) |
| คำบุพบทบอกสถานที่ “on” ใช้เพื่ออธิบายตำแหน่งบนถนน | The Bank is on Yellow Street. (ธนาคารตั้งอยู่บนถนน Yellow) |
| คำบุพบทบอกสถานที่ “on” อธิบายตำแหน่งบนพื้นของอาคาร | Anna’s apartment is on the fifth floor. (อพาร์ตเมนต์ของแอนนาอยู่บนชั้นห้า) |
| คำบุพบทบอกสถานที่ “on” ยังใช้กับวิธีการเดินทาง (ยกเว้นรถยนต์ (car)) | Hanna usually tries to read when she is on the bus. (ฮันนามักจะพยายามอ่านหนังสือเมื่อเธออยู่บนรถเมล์) |
| คำบุพบทบอกสถานที่ “on” ยังใช้กับคำบอกสถานที่ด้วย | The bakery is on the left hand side of the road. (ร้านเบเกอรี่จะอยู่ทางซ้ายมือของถนน) |

คำบุพบทบอกสถานที่ “at”
คำบุพบทบอกสถานที่ “at” หมายความว่า “อยู่ที่” ใช้ในกรณีเฉพาะต่อไปนี้
| หลักการใช้คำบุพบทบอกสถานที่ “at” | ตัวอย่าง |
| คำบุพบทบอกสถานที่ “at” ถูกใช้เมื่อผู้พูดต้องการเห็นสถานที่เป็นจุด แทนที่จะเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ที่คลุมวัตถุ (หรือเหตุการณ์) | I am at the hospital to visit Hanna. (ฉันอยู่ที่โรงพยาบาลเพื่อเยี่ยมฮันนา) ไม่ได้ใช้ “I am in hospital” เพราะ “in hospital” หมายถึง “การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล” |
| คำบุพบทบอกสถานที่ “at” ใช้เพื่ออธิบายที่อยู่เฉพาะของวัตถุหรือเหตุการณ์ | My company is at 991/1 Rama 1 street. (บริษัทของฉันตั้งอยู่ที่ 991/1 ถนนพระรามที่ 1) |
| คำบุพบทบอกสถานที่ “at” ใช้เพื่ออธิบายตำแหน่งของกิจกรรมหรือเหตุการณ์ | Sara will have fun at the party tonight. (ซาร่าจะสนุกสนานมากในงานปาร์ตี้คืนนี้) |
| คำบุพบทบอกสถานที่ “at” บ่งบอกถึงสถานที่ทำงาน (เรียนหรือทำงาน) ของเรื่องที่กล่าวถึงในประโยค | Jenny is at school, and her dad is at the office now. (เจนนี่อยู่ที่โรงเรียน ส่วนพ่อของเธอตอนนี้อยู่ที่ออฟฟิศ) |

คำบุพบทบางคำอ้างถึงสถานที่อื่น
นอกจากคำบุพบทสามคำของสถานที่ “in on at” ซึ่งมีกรณีการใช้งานที่แตกต่างกันมากมายแล้ว ผู้อ่านยังอาจพบคำบุพบทเกี่ยวกับสถานที่อื่นๆ อีกมากมาย โดยปกติแล้ว คำบุพบทเหล่านี้จะมีกรณีการใช้งานเพียงหนึ่งหรือสองสามกรณีเท่านั้น โดยเฉพาะ
| คำบุพบท บอกสถานที่ | แปล | กรณีการใช้ | ตัวอย่าง |
| Above | ข้างบน | แสดงตำแหน่งเหนือจุดสังเกตเฉพาะ แต่ไม่จำเป็นต้องสัมผัสกับพื้นผิวเหมือนคำบุพบท “on” บรรยายตำแหน่งข้างต้นในรายการ การแข่งขัน | There’s a cupboard above the stove. (มีตู้เก็บของอยู่ข้างบนเตา) I came second because there was a competitor above me. (ฉันจบอันดับที่สองเพราะมีคู่ต่อสู้อยู่ข้างบนฉัน) |
| Among | ในระหว่าง/ ใน | อธิบายตำแหน่งระหว่างวัตถุ 3 ชิ้นขึ้นไป | Tom is the smartest student among us. (ทอมเป็นนักเรียนที่ฉลาดที่สุดในหมู่พวกเรา) |
| Against | วางไว้พึ่งพา | อธิบายตำแหน่งของวัตถุที่วางอยู่บนพื้นผิวอื่น | To use this ladder, you have to put it against the wall. (หากต้องการใช้บันไดนี้ คุณต้องวางไว้กับผนัง) |
| Across | ด้านอื่นๆข้าม | ระบุตำแหน่งที่อยู่อีกด้านหนึ่งของจุดสังเกต โดยคั่นด้วยขอบเขตที่ชัดเจน (แม่น้ำ ถนน) | There’s a bookstore just across the street. (มีร้านหนังสืออยู่ฝั่งตรงข้ามถนน) |

| Under, Underneath, Beneath, Below | ด้านล่าง | อธิบายตำแหน่งด้านล่างวัตถุ โดยเฉพาะ Under มักใช้เพื่อเน้นว่าวัตถุอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่า โดยสัมผัสกับวัตถุด้านบน Below มักจะหมายถึงตำแหน่งที่ต่ำกว่า แต่ไม่จำเป็นต้องติดต่อกัน Beneath มีคุณสมบัติเป็น Under และ Below แต่ใช้ในการเขียนอย่างเป็นทางการ Underneath ใช้เมื่อผู้พูดต้องการเน้นความหมายว่าสิ่งด้านล่างถูกสิ่งด้านบนคลุมไว้ | The book is under the pen. (หนังสือเล่มนี้อยู่ใต้ปากกา) The egg sinks below the water surface. (ไข่จะจมอยู่ใต้ผิวน้ำ) The sun is now beneath the horizon. (ขณะนี้ดวงอาทิตย์อยู่ใต้ขอบฟ้าแล้ว) We usually put our unused things underneath the bed. (เรามักจะวางของที่ไม่ได้ใช้ไว้ใต้เตียง) |
| By, beside, next to | ข้างๆ | อธิบายตำแหน่งที่อยู่ติดกับจุดสังเกต | The restaurant is next to/by/beside the post office. (ร้านอาหารตั้งอยู่ข้างๆกับที่ทำการไปรษณีย์) |
| Between | ระหว่าง | อธิบายตำแหน่งระหว่างวัตถุสองชิ้น | The music room is between the art room and the library. (ห้องดนตรีตั้งอยู่ระหว่างห้องรับแขกและห้องสมุด) |
| Behind | ด้านหลัง | ระบุตำแหน่งด้านหลัง โดยมีจุดสังเกตบดบัง | The boy is hiding behind the tree. (เด็กชายซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้) |
| Inside | ข้างใน | อธิบายตำแหน่งภายใน แต่เน้นองค์ประกอบของพื้นที่ปิดล้อม | The children must play inside the house. (เด็กต้องเล่นข้างในบ้าน) |
| In front of | ด้านหน้า | อธิบายตำแหน่งด้านหน้า บดบังจุดสังเกต | The teacher is standing in front of the desk. (ครูยืนอยู่หน้าโต๊ะ) |
| Near | ใกล้เคียง | อธิบายสถานที่ใกล้เคียงแต่ไม่จำเป็นต้องอยู่ข้างๆ เหมือน “ถัดจาก” “next to” | The school is near the bus stop. (โรงเรียนตั้งอยู่ใกล้เคียงกับป้ายรถเมล์) |
| Outside | ข้างนอก | อธิบายตำแหน่งที่อยู่นอกขอบเขตของวัตถุ | At break time, students can play outside the classroom. (ในช่วงพักนักเรียนสามารถเล่นข้างนอกห้องเรียนได้) |
การผกผันกับคำบุพบทบอกสถานที่
นอกเหนือจากการใช้งานตามปกติแล้ว ในภาษาอังกฤษยังมีกรณีของการผกผันกับคำบุพบทบอกสถานที่อีกด้วย ในเวลานั้นเราต้องกลับกริยา/กริยาวลีมาก่อนประธาน อย่ายืมกริยาช่วยในกรณีนี้
Adverb of place + V + S + O…
ตัวอย่าง
- Under the tree was sitting a girl.
(ใต้ต้นไม้มีสาวน้อยนั่งอยู่) - On the bed lay an adorable girl.
(บนเตียง มีสาวน้อยน่ารักอยู่)
หมายเหตุ: ถ้าประธานเป็นสรรพนามส่วนตัว จะไม่มีการใช้การผกผัน
>>> Read more: Inversion คืออะไร? วิธีใช้+ โครงสร้าง+ แบบฝึกหัด+ตัวอย่างที่เข้าใจง่าย
แบบฝึกหัดเรื่องคำบุพบทบอกสถานที่
แบบฝึกหัดที่ 1: เติมคำบุพบทว่างในประโยคต่อไปนี้
- Did you learn something ______ school?
- Don’t put all your eggs________ one basket.
- Evan is studying______a university in Brooklyn.
- I live________ 24 Bach Dang Street.
- Is Simpson still ______ bed?
- My mom has been stuck ______ traffic jam for hours.
- She sleeps like a baby ______ the armchair.
- The answer key is_________ page 189.
- The taxi will be waiting_________ the hotel.
- There are many bugs________ the garden.
- We had dinner__________ a Japanese restaurant.
- Winter in England is extremely cold, the temperature has fallen _____ zero.
แบบฝึกหัดที่ 2: วงกลมคำบุพบทที่ถูกต้องในประโยคต่อไปนี้
- There are 42 students (next/in/on/front) the class.
- The grapes are not in the basket. They are (in/between/next/on) the table.
- My pen is (between/in/on/next) the books and the notebooks.
- The Lamborghini car is (behind/in front/next to/under) my house.
- The teacher stands (from/at/in front of/by) the class.
- There is a clock on the wall just (from/above/before/at) the teacher’s desk.
- August comes (after/before/in/at) July.
แบบฝึกหัดที่ 3: ดูแผนที่ด้านล่างและกรอกคำบุพบทในประโยคต่อไปนี้

- The university is __________ the hall of residence and the new shopping center.
- The bars and clubs are _________ the restaurant.
- The bike rental scheme is _______ the new covered market.
- The new train station is _________ the bike rental scheme.
แบบฝึกหัดที่ 4: กรอกคำบุพบทที่เหมาะสมในย่อหน้าต่อไปนี้
So here we are ______ the entrance_____ the hospital. My name is Ivy, and I’m a receptionist here, and you’ll usually find me _____ the desk just by the main entrance here. So I’d like to tell you a bit about the way the hospital is organized and you should all have a plan __________ you.
คำตอบ
แบบฝึกหัดที่ 1:
| 1. at | 2. in | 3. at | 4. on |
| 5. in | 6. in | 7. on | 8. on |
| 9. in front of | 10. in | 11. at | 12. under |
แบบฝึกหัดที่ 2:
| 1. in | 2. on | 3. between | 4. in |
| 5. in front of | 6. above | 7. after |
แบบฝึกหัดที่ 3:
| 1. between | 2. opposite | 3. next to | 4. above |
แบบฝึกหัดที่ 4:
at – to – at – in front of
คำถามที่พบบ่อย
Preposition of place คืออะไร
คำบุพบทบอกสถานที่ (Prepositions of Place) เป็นคำบุพบทที่ใช้เพื่ออธิบายสถานที่
Preposition of place มีอะไรบ้าง
คำบุพบทบอกสถานที่ที่ใช้บ่อยที่สุดคือ in, on, at และคำบุพบทอื่นๆ ของสถานที่ เช่น above, among, between, behind, in front of, near, inside, outside
บทเขียนข้างต้นได้แนะนำให้ผู้อ่านรู้จัก preposition of place บอกสถานที่ ทั่วไปพร้อมทั้งวิเคราะห์กรณีการใช้งานเฉพาะ ELSA Speak หวังว่าผู้อ่านจะมีความรู้ที่เป็นประโยชน์มากขึ้นเกี่ยวกับคำบุพบทบอกสถานที่ เพื่อให้สามารถนำไปใช้ในกิจกรรมภาษาอังกฤษในอนาคตได้อย่างยืดหยุ่น
>>> Read more:
- วิธีการใช้ Subordinating Conjunctions: after, before, although, as soon as,… ในภาษาอังกฤษ
- วิธีการเขียนที่อยู่ภาษาอังกฤษให้ถูกต้องที่สุด

