Author: Yến Nhi Thạch

การออกเสียงภาษาอังกฤษ เป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญที่สุด ซึ่งทำให้ผู้ฟังเข้าใจได้อย่างชัดเจนและมั่นใจ การค้นหาสัทอักษรภาษาอังกฤษ ตามมาตรฐานสากล และการแก้ไขการออกเสียงแบบสำเนียงไทย ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยยกระดับทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของคุณ มาดูคำแนะนำที่นำไปใช้ได้จริงด้านล่างนี้กันเลย!

สารบัญ

ประเด็นสำคัญ
  • การออกเสียงภาษาอังกฤษหมายถึงการสร้างเสียงที่ถูกต้องแม่นยำ ส่วนสำเนียงท้องถิ่นเป็นลักษณะการออกเสียงที่แตกต่างกันตามภูมิภาค
  • การออกเสียงมาตรฐานต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในอักษรเสียงสากล การเน้นเสียงคำ และทำนองเสียงในประโยค
  • Phonics ช่วยในการถอดรหัสคำตามรูปแบบการเขียน ในขณะที่ IPA ช่วยระบุสัญลักษณ์เสียงที่แม่นยำ
  • ควรแก้ไขนิสัยการออกเสียงที่ไม่ถูกต้อง เช่น การละพยัญชนะท้าย การออกเสียงเสียดแทรกผิด หรือการละเว้นเสียงท้ายคำ
  • การฝึกฝนด้วยเทคนิคต่าง ๆ เช่น Shadowing และ Minimal Pairs ช่วยพัฒนาการฟังแยกแยะเสียงและทำให้กล้ามเนื้อปากทำงานได้คล่องแคล่วยิ่งขึ้น

การออกเสียงภาษาอังกฤษคืออะไร? ความแตกต่างระหว่าง Pronunciation และ Accent

ในภาษาอังกฤษ คำนามที่หมายถึงการออกเสียงคือ Pronunciation /prəˌnʌn.siˈeɪ.ʃən/ ส่วนคำกริยา การออกเสียงภาษาอังกฤษคืออะไร? คำตอบคือ Pronounce /prəˈnaʊns/ แนวคิดนี้หมายถึงวิธีการออกเสียงคำเพื่อให้ได้เสียงที่เป็นมาตรฐานตามระบบสัทอักษรสากล

ในทางตรงกันข้าม Accent /ˈæk.sent/ หมายถึงรูปแบบการพูดตามภูมิภาค ซึ่งสะท้อนถึงลักษณะนิสัยการออกเสียงของผู้พูดจากประเทศหรือพื้นที่เฉพาะเจาะจง ELSA Speak ได้สรุปความแตกต่างระหว่าง Pronunciation และ สำเนียงภาษาอังกฤษ ดังนี้:

เกณฑ์การออกเสียง (Pronunciation)สำเนียง (Accent)
ความหมายการออกเสียงแต่ละเสียง การเน้นพยางค์ และทำนองเสียงของคำอย่างถูกต้องลักษณะการออกเสียงที่ได้รับอิทธิพลจากภาษาแม่หรือภูมิภาค
เป้าหมายในการเรียนจำเป็นต้องออกเสียงให้ถูกต้องเพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนสำเนียงทั้งหมด ตราบใดที่ไม่ทำให้การออกเสียงเดิมผิดเพี้ยน
ตัวอย่างคำว่า cat ต้องออกเสียงเป็น /kæt/ โดยออกเสียงตัว /t/ ท้ายคำอย่างชัดเจนคุณ Somchai พูดภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงไทย (Thai Accent) ส่วน David พูดด้วยสำเนียงอเมริกัน (US Accent)
การออกเสียงภาษาอังกฤษคืออะไร
การออกเสียงภาษาอังกฤษคืออะไร

>> ดูเพิ่มเติม: วิธีอ่านตัวอักษรภาษาอังกฤษ A-Z อย่างถูกต้อง

เสียงพื้นฐานในภาษาอังกฤษ

เสียงพื้นฐานในภาษาอังกฤษประกอบด้วยระบบเสียงหลักกว่า 40 เสียง (รวมถึงสระเดี่ยวภาษาอังกฤษ สระประสมภาษาอังกฤษ และพยัญชนะภาษาอังกฤษ) โดยมีการระบุเสียงเหล่านี้ด้วยสัทอักษรสากล IPA สำหรับผู้เรียนในประเทศไทย การให้ความสำคัญกับการแยกแยะความสั้นยาวของเสียงสระและการระบุกลุ่มเสียงที่มักออกเสียงผิด ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยยกระดับทักษะการพูดให้มีความเป็นธรรมชาติเสมือนเจ้าของภาษา

เสียงพื้นฐานในภาษาอังกฤษ
เสียงพื้นฐานในภาษาอังกฤษ

ต่อไปนี้คือรายละเอียดเกี่ยวกับการออกเสียงของกลุ่มเสียงพื้นฐานสองกลุ่มในภาษาอังกฤษ:

ระบบสระภาษาอังกฤษ (English Vowels)

ระบบสระภาษาอังกฤษประกอบด้วย 20 เสียง แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักคือ สระเดี่ยว (Monophthongs) และสระประสม (Diphthongs)

ระบบสระภาษาอังกฤษ
ระบบสระภาษาอังกฤษ

ต่อไปนี้คือการจำแนกประเภทโดยละเอียดของสระเดี่ยว 12 เสียงที่พบบ่อยในภาษาอังกฤษ:

สัญลักษณ์ทางสัทศาสตร์วิธีออกเสียงภาษาไทยตัวอย่าง
iːอี (เสียงยาว)see (เห็น), eat (กิน)
ɪอิ (เสียงสั้น)sit (นั่ง), big (ใหญ่)
ʊอุ (เสียงสั้น)book (หนังสือ), foot (เท้า)
uːอู (เสียงยาว)too (เกินไป), blue (สีน้ำเงิน)
eเอะ (เสียงสั้น)bed (เตียง), said (กล่าว)
əเออะ (เสียงสั้น)about (เกี่ยวกับ), teacher (ครู)
ɜːเออ (เสียงยาว)bird (นก), her (เธอ)
ɔːออ (เสียงยาว)door (ประตู), more (มากกว่า)
æแอ (เสียงสั้น/แบน)cat (แมว), hat (หมวก)
ʌอะ (เสียงสั้น)cup (แก้ว), love (รัก)
ɑːอา (เสียงยาว)car (รถยนต์), father (พ่อ)
ɒเอาะ (เสียงสั้น)hot (ร้อน), dog (สุนัข)

ต่อไปนี้คือการจำแนกประเภทโดยละเอียดของสระประสม 8 เสียงที่พบบ่อยในภาษาอังกฤษ:

สัญลักษณ์ทางสัทศาสตร์วิธีออกเสียงภาษาไทยตัวอย่าง
ɪəเอียhear (ได้ยิน), near (ใกล้)
eəแอร์ / แอ-เออะhair (ผม), there (ที่นั่น)
ʊəอัวtour (ท่องเที่ยว), poor (ยากจน)
eɪเอ → อี (ออกเสียงควบ)day (วัน), make (ทำ)
ɔɪออ → อี (ออกเสียงควบ)boy (เด็กผู้ชาย), toy (ของเล่น)
aɪอา → อี (ออกเสียงควบ)I (ฉัน), like (ชอบ)
əʊโอ / เออะ-อูno (ไม่), coat (เสื้อโค้ต)
aʊเอา / อา-อูnow (ตอนนี้), house (บ้าน)
สระประสม 8 เสียงในภาษาอังกฤษ
สระประสม 8 เสียงในภาษาอังกฤษ

ระบบพยัญชนะภาษาอังกฤษ (English Consonants)

ระบบพยัญชนะภาษาอังกฤษมีทั้งหมด 24 เสียง แบ่งเป็นพยัญชนะไม่ก้อง 9 เสียง และพยัญชนะก้อง 15 เสียง การออกเสียงพยัญชนะแต่ละเสียงให้ชัดเจนจะช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาการกลืนเสียงหรือการออกเสียงที่ขาดแรง

ระบบพยัญชนะภาษาอังกฤษ (English Consonants)
ระบบพยัญชนะภาษาอังกฤษ (English Consonants)

ต่อไปนี้คือการจำแนกประเภทที่ครบถ้วนของพยัญชนะเสียงไม่ก้องทั้ง 9 เสียงพบบ่อยในภาษาอังกฤษ:

สัญลักษณ์ทางสัทศาสตร์วิธีออกเสียงภาษาไทยตัวอย่าง
pพ, ป, ผpen (ปากกา)
tท, ต, ถ, ธten (สิบ)
kค, ก, ขcat (แมว)
fฟ, ฝfish (ปลา)
θซ, ท (เอาลิ้นแตะฟันบน)think (คิด)
sซ, ส, ศ, ษsun (พระอาทิตย์)
ʃช, ซ (เสียงลมหนัก)ship (เรือ)
hฮ, หhot (ร้อน)
tʃช, จchair (เก้าอี้)

ต่อไปนี้คือตารางจำแนกประเภทที่ครบถ้วนของพยัญชนะที่มีเสียงก้องที่พบบ่อยในภาษาอังกฤษ:

สัญลักษณ์ทางสัทศาสตร์วิธีออกเสียงภาษาไทยตัวอย่าง
bบbag (กระเป๋า)
dด, ฎdog (สุนัข)
gกget (ได้รับ)
vว, ฟ (กัดริมฝีปากล่าง)van (รถตู้)
ðด, ท (เอาลิ้นแตะฟันบน/เสียงสั่น)this (นี้)
zซ (เสียงสั่น)zoo (สวนสัตว์)
ʒช, ซ (เสียงลมหนัก/เสียงสั่น)television (โทรทัศน์)
mมman (ผู้ชาย)
nน, ณno (ไม่)
ŋงsing (ร้องเพลง)
lล, ฬleg (ขา)
rร (ม้วนลิ้น)run (วิ่ง)
jย, ญyes (ใช่)
wวwe (พวกเรา)
dʒจ (เสียงสั่น)jug (เหยือก)
พยัญชนะก้อง 15 เสียงในภาษาอังกฤษ
พยัญชนะก้อง 15 เสียงในภาษาอังกฤษ

5 หลักสำคัญในการออกเสียงภาษาอังกฤษที่ถูกต้องตั้งแต่ A-Z

หากต้องการพัฒนาทักษะการออกเสียงภาษาอังกฤษอย่างเป็นระบบ คุณควรปฏิบัติตามหลักการพื้นฐานด้านสัทศาสตร์อย่างสม่ำเสมอ การฝึกตามหลักการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษ 5 ข้อ มีอะไรบ้าง จะช่วยให้ผู้เรียนสร้างรูปปากที่ถูกต้อง ควบคุมลมการปล่อยลมของแต่ละคำได้อย่างชัดเจน

ต่อไปนี้คือ 5 หลักการสำคัญในการออกเสียงภาษาอังกฤษที่ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาแนะนำมากที่สุด:

ฝึกออกเสียงตามตารางสัทอักษร (การออกเสียงภาษาอังกฤษ IPA)

เรียนรู้วิธีออกเสียงที่ถูกต้องของเสียงพื้นฐานทั้ง 44 เสียง ซึ่งรวมถึงการออกเสียงสระภาษาอังกฤษและการออกเสียงพยัญชนะภาษาอังกฤษตามระบบสัทอักษรสากล นี่ถือเป็นขั้นตอนพื้นฐานที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้เรียนทุกคน

หลักการ:

ฝึกตำแหน่งปากให้ถูกต้อง → ออกเสียงทั้ง 44 เสียงใน IPA อย่างแม่นยำ
ฝึกออกเสียงตามตารางสัทอักษร
ฝึกออกเสียงตามตารางสัทอักษร

เน้นเสียงคำให้ถูกต้อง (Word Stress – การเน้นเสียงในพยางค์)

ออกเสียงพยางค์ที่เน้นให้ดังขึ้น ด้วยระดับเสียงที่สูงขึ้น และลากเสียงให้ยาวขึ้น เพื่อรักษาจังหวะจะโคนของน้ำเสียงให้ถูกต้องและช่วยให้ผู้ฟังระบุคำศัพท์ได้รวดเร็ว ต่อไปนี้คือกฎพื้นฐานเกี่ยวกับการเน้นเสียงในคำที่คุณควรจดจำไว้:

กฎการเน้นเสียงคำนาม 2 พยางค์:

คำนาม 2 พยางค์ → เน้นพยางค์แรก

ตัวอย่าง: PROject /ˈprɒdʒ.ekt/ (โครงการ), REcord /ˈrek.ɔːd/ (บันทึก)

กฎการเน้นเสียงคำกริยา 2 พยางค์:

คำกริยา 2 พยางค์ → เน้นพยางค์ที่สอง

ตัวอย่าง: proJECT /prəˈdʒekt/ (ถ่ายทอด), reCORD /rɪˈkɔːd/ (บันทึกเสียง)

กฎการเน้นเสียงคำลงท้ายด้วย -tion, -sion:

คำที่ลงท้ายด้วย -tion, -sion → เน้นพยางค์ก่อนหน้าคำลงท้าย

ตัวอย่าง: inforMAtion /ˌɪn.fəˈmeɪ.ʃən/ (ข้อมูล), deCIsion /dɪˈsɪʒ.ən/ (ตัดสินใจ)

การเน้นเสียงในพยางค์
การเน้นเสียงในพยางค์

เน้นเสียงในประโยค (Sentence Stress – การเน้นเสียงในประโยค)

ในการสื่อสารในชีวิตจริง เจ้าของภาษาไม่ได้ออกเสียงทุกคำในประโยคด้วยน้ำหนักที่เท่ากัน เนื่องจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่มีจังหวะการพูดขึ้นอยู่กับการเน้นเสียงหนักเบา (stress-timed language) เราจึงจำเป็นต้องเน้นคำที่สื่อความหมายสำคัญ (Content Words) และออกเสียงคำที่ทำหน้าที่ทางไวยากรณ์ (function words) อย่างรวดเร็วและเบา (Function Words)

กฎการจำแนกประเภทคำสำหรับการฝึกพูดเป็นประโยคสมบูรณ์:

เน้น Content Words + ออกเสียงเบา Function Words → สร้างจังหวะการพูดที่เป็นธรรมชาติ

ตัวอย่าง: ประโยค: I went to the store to buy some milk. (ฉันไปที่ร้านเพื่อซื้อนม)

Sentence Stress เน้นเสียงในประโยค
Sentence Stress เน้นเสียงในประโยค

สังเกตเสียงท้ายคำและการเชื่อมเสียง (Ending & Linking Sounds)

การออกเสียงพยัญชนะท้ายคำอย่างชัดเจนช่วยให้ผู้ฟังแยกความหมายของคำได้ถูกต้อง และยังทำให้การเชื่อมเสียงระหว่างคำเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น

พยัญชนะท้ายคำแรก + สระต้นคำถัดไป → เชื่อมเสียงให้ลื่นไหล

ตัวอย่าง: วลี like it ออกเสียงต่อเนื่องเป็น li-kit

สังเกตเสียงท้ายคำและการเชื่อมเสียง
สังเกตเสียงท้ายคำและการเชื่อมเสียง

ควบคุมน้ำเสียงในประโยค (Intonation – เสียงสูงต่ำ)

การเปลี่ยนระดับเสียงสูง–ต่ำในตอนท้ายของประโยค ช่วยถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก และประเภทของประโยคได้อย่างถูกต้อง กฎพื้นฐานที่สุด 3 ข้อเกี่ยวกับระดับเสียงสูงต่ำ:

Intonation ควบคุมน้ำเสียงในประโยค
Intonation ควบคุมน้ำเสียงในประโยค

Phonics กับ IPA ต่างกันอย่างไร

เมื่อเริ่มเรียนวิธีอ่านภาษาอังกฤษเบื้องต้น ผู้เรียนมักสับสนระหว่าง การออกเสียงภาษาอังกฤษด้วย Phonics และ การออกเสียงภาษาอังกฤษ IPA

Phonics และ IPA (สัทอักษรสากล) เป็นเครื่องมือสองชนิดที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้วิธีอ่านคำศัพท์ภาษาอังกฤษ จากมุมมองที่แตกต่างกัน ได้แก่ การคาดเดาเสียงจากตัวสะกด หรือการตรวจสอบสัญลักษณ์ทางสัทศาสตร์ที่ถูกต้องแม่นยำจากพจนานุกรม

เกณฑ์Phonicsวิธีออกเสียงตาม IPA
วิธีการเรียนผู้เรียนดูรูปคำหรือตัวสะกดทั่วไป แล้วผสมเสียงออกมาเป็นคำผู้เรียนจะได้ศึกษาเครื่องหมายสัทอักษรเฉพาะในพจนานุกรมเพื่อฝึกออกเสียงคำศัพท์ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ
เหมาะสำหรับเหมาะสำหรับเด็กที่เพิ่งเริ่มทำความคุ้นเคยกับภาษาอังกฤษแบบเขียนเหมาะสำหรับผู้ใหญ่ที่ต้องการแก้ไขข้อผิดพลาดในการออกเสียงอย่างละเอียดและต้องการใช้งานพจนานุกรมได้อย่างถูกต้องแม่นยำ
ความแม่นยำอาจพบความท้าทายเมื่อเจอกับคำภาษาอังกฤษที่มีการสะกดหรือการออกเสียงไม่เป็นไปตามกฎทั่วไปช่วยให้สามารถออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษทุกคำได้อย่างถูกต้องแม่นยำสูง
ตารางเปรียบเทียบระหว่าง Phonics และ IPA
Phonics กับ IPA ต่างกันอย่างไร
Phonics กับ IPA ต่างกันอย่างไร

วิธีแก้ไขการออกเสียงแบบสำเนียงไทย (Thai Accent)

ผู้เรียนภาษาอังกฤษในไทยมักได้รับอิทธิพลอย่างมากจากระบบวรรณยุกต์และลักษณะการออกเสียงแบบมีลมของภาษาแม่ ส่งผลให้เกิดนิสัยการออกเสียงเฉพาะตัว (Thai-English accent) ซึ่งอาจทำให้เจ้าของภาษาเข้าใจสารที่ผู้พูดต้องการสื่อได้ยาก

ต่อไปนี้คือตารางสรุปปัญหาการออกเสียงที่พบบ่อยที่สุด 5 ประการในหมู่ผู้พูดภาษาไทย พร้อมแนวทางแก้ไขเบื้องต้น ก่อนที่เราจะไปเจาะลึกรายละเอียดของข้อผิดพลาดแต่ละประการ:

ปัญหาข้อผิดพลาดที่พบบ่อยวิธีแก้ไข
เสียง /θ/ และ /ð/ออกเสียงเป็น /t/, /d/, /s/ หรือ /z/ (เช่น ออกเสียงคำว่า thank เป็น tank)แตะปลายลิ้นเบาๆ ที่ฟันบน แล้วดันลมผ่านช่องว่างระหว่างฟัน
เสียง /r/ และ /l/สับสนเรื่องเสียงหรือออกเสียงไม่ชัดเจน (เช่น ออกเสียงคำว่า right คล้ายกับ light)สำหรับเสียง /r/ ให้ม้วนปลายลิ้นขึ้นเล็กน้อย ส่วนเสียง /l/ ให้แตะปลายลิ้นที่ปุ่มเหงือกด้านหลังฟันบน
เสียง /v/ และ /f/ออกเสียง /v/ เป็น /w/ (เช่น ออกเสียงคำว่า very เป็น wery)แตะฟันบนเบาๆ ที่ริมฝีปากล่าง แล้วเป่าลมออกมา
เสียง /æ/ และ /ʌ/ออกเสียง /æ/ เป็น /e/ (เช่น cat เป็น ket); หรือ /ʌ/ เป็น /a/ (เช่น cup เป็น cap)สำหรับเสียง /æ/ ให้ขยายปากออกเป็นแนวกว้าง ส่วนเสียง /ʌ/ ให้เปิดปากพอประมาณและออกเสียงสั้นๆ ที่ชัดเจนและกระชับ
เสียงท้ายคำละเสียงพยัญชนะท้ายคำหรือเสียงลงท้าย “-ed” (เช่น ออกเสียงคำว่า stop เป็น sta)ออกเสียงพยัญชนะท้ายประโยคให้ชัดเจน และจดจำกฎ 3 ข้อสำหรับการออกเสียงคำที่ลงท้ายด้วย -ed (/t/, /d/, /ɪd/)
ตารางข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการออกเสียงภาษาอังกฤษตามสำเนียงไทย

เสียง th (/θ/ และ /ð/)

นี่เป็นหนึ่งในเสียงที่ออกเสียงยากที่สุด เนื่องจากในระบบเสียงภาษาไทยไม่มีเสียงพยัญชนะที่มีการพ่นลมแทรกผ่านไรฟัน อย่าง /θ/ และ /ð/ อยู่เลย

การออกเสียงภาษาอังกฤษ เสียง th
การออกเสียงภาษาอังกฤษ เสียง th

เสียง r และ l

พยัญชนะสองตัวคือ /r/ และ /l/ มักถูกผู้เรียนออกเสียงผิดหรือสับสนเนื่องจากลักษณะการออกเสียงที่ไม่ชัดเจนในสำเนียงท้องถิ่น

การออกเสียงภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง เสียง r และ l
การออกเสียงภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง เสียง r และ l

เสียง v และ f

เสียงพยัญชนะคู่ใช้ริมฝีปากและฟันร่วมกัน /v/ และ /f/ ต้องอาศัยการทำงานของกล้ามเนื้อปากในลักษณะที่ไม่ค่อยพบในภาษาท้องถิ่นทั่วไป

วิธีออกเสียงภาษาอังกฤษ เสียง v และ f
วิธีออกเสียงภาษาอังกฤษ เสียง v และ f

เสียงสระ /æ/ และ /ʌ/

สระสองตัวนี้ไม่มีเสียงที่เทียบเท่าในภาษาไทยเลย ทำให้ผู้เรียนมักออกเสียงผิดเป็นเสียงที่คุ้นเคยได้ง่าย

การออกเสียงสระภาษาอังกฤษ /æ/ และ /ʌ/
การออกเสียงสระภาษาอังกฤษ /æ/ และ /ʌ/

ออกเสียงพยัญชนะท้ายคำ (Ending Sounds)

โดยทั่วไปแล้ว ภาษาไทยมักไม่ออกเสียงพยัญชนะท้ายคำอย่างชัดเจน ทำให้ผู้เรียนมักละเว้นเสียงท้ายคำในภาษาอังกฤษ

ออกเสียงพยัญชนะท้ายคำ
ออกเสียงพยัญชนะท้ายคำ

>> ดูเพิ่มเติม: หลักการเติม s/ es ต่อคำนาม และวิธีออกเสียง s/ es ให้ถูกต้อง

เทคนิคการฝึกออกเสียงภาษาอังกฤษให้ได้ผล

ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาแนะนำเทคนิคการฝึกออกเสียงเหล่านี้เพื่อช่วยให้ผู้เรียนสร้างนิสัยการฟังเชิงรุก แยกแยะเสียงที่คล้ายกัน และแก้ไขข้อผิดพลาดในการออกเสียงได้ด้วยตนเอง

ต่อไปนี้คือ 4 วิธีและเทคนิคการฝึกออกเสียงภาษาอังกฤษที่ได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพมากที่สุดในปัจจุบัน:

เทคนิค Shadowing (การพูดตามเจ้าของภาษา)

Shadowing (เทคนิค Shadowing) คือเทคนิคการเลียนแบบเสียงของเจ้าของภาษาในทันที โดยทำไปพร้อมๆ กับเสียงต้นฉบับ ซึ่งจะช่วยพัฒนาทักษะด้านน้ำเสียง การเน้นเสียง และการเชื่อมเสียงให้เป็นธรรมชาติ

ขั้นตอนการฝึก Shadowing มีดังนี้:

วิธีฝึกออกเสียงภาษาอังกฤษ Shadowing
วิธีฝึกออกเสียงภาษาอังกฤษ Shadowing

ฝึกด้วยคู่คำ Minimal Pairs

Minimal Pairs (คู่ Minimal Pairs) คือคู่คำที่มีความแตกต่างกันเพียงพยางค์เดียวแต่มีความหมายต่างกันโดยสิ้นเชิง การฝึกฝนคำเหล่านี้จะช่วยพัฒนาทักษะการฟังของคุณให้เฉียบคมยิ่งขึ้น ทำให้คุณสามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างสระเสียงสั้นและสระเสียงยาวที่มักจะสับสนกันได้ง่าย

ด้านล่างนี้คือตารางสรุปคู่คำทั่วไป:

คู่คำภาษาอังกฤษสัทอักษรความหมาย
bit – beat/bɪt/ – /biːt/กัด – ตี
ship – sheep/ʃɪp/ – /ʃiːp/เรือ – แกะ
sit – seat/sɪt/ – /siːt/นั่ง – ที่นั่ง
bin – bean/bɪn/ – /biːn/ถังขยะ – ถั่ว
วิธีอ่านคำศัพท์ภาษาอังกฤษ Minimal Pair
วิธีอ่านคำศัพท์ภาษาอังกฤษ Minimal Pair

อัดเสียงตัวเองและเปรียบเทียบการออกเสียง

การบันทึกเสียงตัวเองเป็นวิธีที่ช่วยให้คุณสังเกตข้อผิดพลาดในการออกเสียงที่มักไม่รู้ตัวขณะพูด

วิธีการบันทึกตัวเองและแก้ไขข้อผิดพลาดจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้:

เครื่องมือแปลและออกเสียงภาษาอังกฤษ
เครื่องมือแปลและออกเสียงภาษาอังกฤษ

ใช้เทคโนโลยีช่วยฝึกออกเสียง

การนำซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีอัจฉริยะ (โปรแกรม ออกเสียง ภาษาอังกฤษ) มาประยุกต์ใช้ ช่วยให้คุณสามารถฝึกออกเสียงด้วยตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือเวลาใดก็ตาม ต่อไปนี้คือแอปพลิเคชันและเครื่องมือออนไลน์สำหรับการฝึกออกเสียงที่ได้รับความนิยมและเชื่อถือได้ในปัจจุบัน:

แอปเช็กการออกเสียงภาษาอังกฤษ
แอปเช็กการออกเสียงภาษาอังกฤษ

>> ดูเพิ่มเติม:

วิธีค้นหา แปลการออกเสียง และ ฟังการออกเสียงภาษาอังกฤษออนไลน์

เพื่อฝึกทักษะการออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้องทุกที่ทุกเวลา คุณควรใช้เครื่องมือแปลและออกเสียงภาษาอังกฤษออนไลน์ เว็บไซต์เช็กการออกเสียงภาษาอังกฤษ และ แอปเช็กการออกเสียงภาษาอังกฤษออนไลน์ช่วยให้ผู้เรียนสามารถตรวจสอบระดับเสียงสูงต่ำของตนเองในเชิงรุกและแก้ไขข้อผิดพลาดได้อย่างทันท่วงที โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยความช่วยเหลือจากครู

โปรแกรมฝึกออกเสียงภาษาอังกฤษและเครื่องมือค้นหาคำศัพท์และฟังการออกเสียงภาษาอังกฤษ ออนไลน์ที่น่าเชื่อถือที่สุดในปัจจุบัน:

วิธีฝึกออกเสียงภาษาอังกฤษ เหมือนเจ้าของภาษาด้วย ELSA Speak

นอกเหนือจากการฝึกฝนด้วยตนเองผ่านแบบฝึกหัดทฤษฎีทั่วไปแล้ว การใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะยังช่วยลดเวลาในการแก้ไขข้อผิดพลาดและช่วยฝึกฝนปฏิกิริยาตอบสนองตามธรรมชาติของคุณให้เฉียบคมยิ่งขึ้น ELSA Speak เป็นแอปพลิเคชันชั้นนำด้านการฝึกพูดและการสื่อสารภาษาอังกฤษที่ใช้เทคโนโลยี AI เฉพาะทางในการจดจำเสียงพูด ช่วยให้ผู้เรียนสามารถปรับปรุงการออกเสียงได้อย่างแม่นยำในระดับพยางค์

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้เรียนในประเทศไทยที่มักประสบปัญหาเรื่องเสียงพ่นลม เสียงท้ายคำ หรือเสียง th มีโซลูชันทางเทคโนโลยีที่เหนือชั้นซึ่งจะช่วยให้คุณก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านี้ได้อย่างหมดจด นี่คือฟีเจอร์เด่นที่จะช่วยยกระดับทักษะการพูดของคุณไปอีกขั้นด้วย ELSA Speak:

วิธีออกเสียงตาม IPA
วิธีออกเสียงตาม IPA

คำถามที่พบบ่อย

ด้านล่างนี้คือคำตอบสำหรับคำถามที่ผู้เรียนมักสงสัยเมื่อฝึกวิธีออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษ

Pronounce อ่านว่าอย่างไร?

คำตอบ: กริยา Pronounce มีสัทอักษร IPA คือ /prəˈnaʊns/ ออกเสียงคล้ายกับคำว่า pro-nounce โดยมีเสียง /s/ ปิดท้าย

ดาวน์โหลดคู่มือการออกเสียงภาษาอังกฤษ PDF ได้อย่างไร?

คำตอบ: คุณสามารถเข้าไปที่หน้าแหล่งข้อมูลสำหรับการเรียนรู้ด้วยตนเองบนเว็บไซต์ของ ELSA Speak เพื่อดาวน์โหลดคู่มือ PDF ฟรีที่แนะนำวิธีออกเสียงภาษาอังกฤษ ตั้งแต่ A-Z 

การออกเสียงภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง สำเนียงแบบไหนดีที่สุด?

คำตอบ: ไม่มีสำเนียง (accent) ที่ดีที่สุด สำเนียงที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ต้องการมากที่สุดสำหรับการทำงานและการเรียนคือ การออกเสียงภาษาอังกฤษแบบบริติช (UK accent) และ การออกเสียงภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน (US accent) คุณสามารถเลือกเรียนสำเนียงที่เหมาะสมกับความต้องการทางอาชีพของคุณมากที่สุด

ความแตกต่างระหว่างสำเนียงอังกฤษและอเมริกัน?

คำตอบ: สำเนียงอังกฤษ (UK) และสำเนียงอเมริกัน (US) มีความแตกต่างกันใน 3 ประเด็นหลัก ดังนี้:

การฝึกการออกเสียงภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง อย่างสม่ำเสมอทุกวันเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความมั่นใจสำหรับการสื่อสารในระดับสากล หากต้องการพัฒนาทักษะการฟังและเรียนรู้วิธีค้นหาสัทอักษรภาษาอังกฤษ อย่างถูกต้อง อย่าลืมเข้าไปดูส่วนวิธีการเรียนรู้ภาษาอังกฤษบน ELSA Speak และขยายคลังคำศัพท์ของคุณให้ครอบคลุมหัวข้อ การสื่อสาร คำศัพท์ บทสนทนาภาษาอังกฤษ หลากหลาย!

ตารางสัทอักษรสากล IPA (International Phonetic Alphabet) ถือเป็น “แผนที่นำทาง” ที่ช่วยให้ผู้เรียนภาษาอังกฤษฝึกฝนการออกเสียงได้อย่างถูกต้องเหมือนเจ้าของภาษา คุณได้เชี่ยวชาญเสียงทั้ง 44 เสียงในตารางสัทอักษร IPA พร้อมคำอ่าน และวิธีการแปลคำศัพท์เป็น IPA แล้วหรือยัง? มาสำรวจคู่มือที่ละเอียดและเข้าใจง่ายข้างล่างนี้กันเลย!

📌 ประเด็นสำคัญ

  • IPA ย่อมาจากสัทอักษรสากล ซึ่งใช้บันทึกการออกเสียงมาตรฐานของทุกคำ
  • อักษร IPA ภาษาอังกฤษประกอบด้วย 44 เสียง แบ่งเป็นสระ 20 เสียง และพยัญชนะ 24 เสียง
  • สระใน IPA ประกอบด้วยสระเดี่ยว 12 เสียง และสระควบ 8 เสียง แต่ละเสียงมีวิธีการออกเสียงเฉพาะของตนเอง
  • พยัญชนะแบ่งออกเป็นพยัญชนะไม่มีเสียงและมีเสียง โดยพิจารณาจากการสั่นสะเทือนของสายเสียง
  • คุณสามารถค้นหาสัญลักษณ์ IPA ได้อย่างรวดเร็วโดยใช้พจนานุกรมออนไลน์ชั้นนำที่น่าเชื่อถือ

IPA คืออะไร? ความหมายของตัวย่อ IPA

IPA เป็นคำย่อของ International Phonetic Alphabet (ตารางสัทอักษรสากล) หรือที่รู้จักในภาษาไทยว่า สัทอักษรศากล ซึ่งเป็นระบบเสียงมาตรฐานที่ออกแบบมาเพื่อบันทึกการออกเสียงคำอย่างถูกต้องในทุกภาษาทั่วโลก โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ 

วิธีอ่านตาราง IPA ภาษาอังกฤษ: สัญลักษณ์ภายในเครื่องหมายทับ / / หรือวงเล็บเหลี่ยม [ ] คือการออกเสียงตามหลักสัทศาสตร์ IPA การเรียนรู้เสียงทั้ง 44 เสียงในตาราง IPA จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถออกเสียงคำศัพท์ใหม่ได้อย่างถูกต้องโดยไม่ต้องเดาจากตัวหนังสือ

นอกจากความหมายหลักทางภาษาแล้ว ขึ้นอยู่กับบริบทการใช้งานในชีวิตประจำวัน ตัวย่อ IPA ยังสามารถหมายถึงนิยามย่อยสองข้อต่อไปนี้:

>> ดูเพิ่มเติม: วิธีอ่านตัวอักษรภาษาอังกฤษ A-Z อย่างถูกต้อง พร้อมเคล็ดลับเรียนรู้ที่รวดเร็ว

ตาราง IPA ภาษาอังกฤษประกอบด้วยอะไรบ้าง?

International Phonetic Alphabet (ตารางสัทอักษรสากล)
International Phonetic Alphabet (ตารางสัทอักษรสากล)

ตารางสัทอักษรสากล IPA ภาษาอังกฤษ ประกอบด้วยเสียงพื้นฐาน 44 เสียง (44 phonemes) แบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก ได้แก่ สระ 20 เสียง (Vowels) และพยัญชนะภาษาอังกฤษ 24 เสียง (Consonants) แตกต่างจากอักษรเขียนแบบดั้งเดิม วิธีอ่าน IPA สะท้อนการออกเสียงคำได้อย่างถูกต้อง ทั้งการเปล่งลม การขยับริมฝีปาก และการขยับลิ้นเมื่อออกเสียงคําใดคําหนึ่ง

ด้านล่างนี้คือโครงสร้างอย่างละเอียดของตารางสัทอักษรสากล IPA ภาษาอังกฤษ:

สระ (Vowels)

สระ (Vowels) คือเสียงที่เกิดขึ้นเมื่ออากาศเดินทางจากปอดขึ้นไปที่กล่องเสียงและออกมาโดยไม่มีสิ่งกีดขวางจากริมฝีปาก ฟัน หรือลิ้น ในภาษาอังกฤษ สระเปรียบเสมือน “จิตวิญญาณ” ของคำศัพท์ เพราะเป็นตัวกำหนดวิธีการสะกดและออกเสียงพยางค์อย่างถูกต้องโดยตรง

ระบบสระประกอบด้วย 20 เสียง ซึ่งแบ่งออกเป็นสระเดี่ยว (รวมทั้งเสียงสั้นและเสียงยาว) และสระประสม ดังนี้:

สัญลักษณ์สัทศาสตร์ ตัวอย่าง การถอดเสียง IPA ความหมาย
สระเดี่ยวเสียงสั้น
/ɪ/ sit /sɪt/ นั่ง
/ʊ/ book /bʊk/ หนังสือ
/e/ pen /pen/ ปากกา
/ə/ about /əˈbaʊt/ เกี่ยวกับ
/æ/ cat /kæt/ แมว
/ʌ/ cup /kʌp/ ถ้วย
/ɒ/ hot /hɒt/ ร้อน
สระเดี่ยวเสียงยาว
/iː/ see /siː/ มอง
/uː/ too /tuː/ มากเกินไป
/ɜː/ bird /bɜːd/ นก
/ɔː/ door /dɔːr/ ประตู
สระประสม
/ɑː/ far /fɑːr/ ไกล
/ɪə/ hear /hɪər/ ได้ยิน
/eə/ hair /heər/ ผม
/ʊə/ tour /tʊər/ เดินทาง
/eɪ/ say /seɪ/ พูด
/ɔɪ/ boy /boy/ ลูกชาย
/aɪ/ my /maɪ/ ของฉัน
/əʊ/ no /nəʊ/ ไม่
/aʊ/ now /naʊ/ ตอนนี้

วิธีอ่าน IPA เสียงสระ
วิธีอ่าน IPA เสียงสระ

พยัญชนะ (Consonants)

พยัญชนะ (Consonants) เป็นเสียงที่เกิดขึ้นเมื่อกระแสลมจากปอดถูกกีดขวางบางส่วนหรือทั้งหมดโดยส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ริมฝีปาก ฟัน ลิ้น หรือโพรงจมูก การออกเสียงพยัญชนะอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะเสียงที่มีลมแทรกและเสียงลงท้ายคำ (ending sounds) มีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันความเข้าใจผิดกับผู้ฟัง

ระบบพยัญชนะประกอบด้วยเสียง 24 เสียง แบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก ได้แก่ พยัญชนะไร้เสียงและพยัญชนะมีเสียง ดังนี้:

สัญลักษณ์สัทศาสตร์ ตัวอย่าง การถอดเสียง IPA ความหมาย
พยัญชนะไร้เสียง
/p/ pen /pen/ ปากกา
/t/ tea /tiː/ ชา
/k/ cat /kæt/ แมว
/f/ fall /fɔːl/ ฤดูใบไม้ร่วง
/θ/ think /θɪŋk/ คิด
/s/ see /siː/ มอง
/ʃ/ she /ʃiː/ เธอ
/h/ hat /hæt/ หมวก
/tʃ/ chin /tʃɪn/ คาง
พยัญชนะมีเสียง
/b/ bad /bæd/ แย่
/d/ did /dɪd/ ทำ
/g/ get /ɡet/ ได้รับ
/v/ van /væn/ รถบรรทุก
/ð/ this /ðɪs/ นี้
/z/ zoo /zuː/ สวนสัตว์
/ʒ/ vision /ˈvɪʒ.ən/ วิสัยทัศน์
/m/ man /mæn/ ผู้ชาย
/n/ no /nəʊ/ ไม่
/ŋ/ sing /sɪŋ/ ร้องเพลง
/l/ leg /leɡ/ ขา
/r/ red /red/ สีแดง
/j/ yes /jes/ ใช่
/w/ wet /wet/ เปียก
/dʒ/ jam /dʒæm/ แยม

ระบบเสียงพยัญชนะภาษาอังกฤษ
ระบบเสียงพยัญชนะภาษาอังกฤษ

การเน้นเสียง (Stress)

การเน้นเสียง (Stress) คือการออกเสียงพยางค์นั้น ๆ ดังกว่า สูงกว่า และยืดเสียงมากกว่าพยางค์อื่น ๆ ในคำเดียวกัน การเน้นเสียงทำหน้าที่เป็น “ทำนอง” สร้างสำเนียงการพูดภาษาอังกฤษที่เป็นธรรมชาติ และช่วยแยกแยะคำที่สะกดคล้ายกันแต่เป็นคำประเภทต่างกัน (ตัวอย่างเช่น คำนาม “record” เน้นเสียงที่พยางค์แรก ในขณะที่คำกริยา “record” เน้นเสียงที่พยางค์ที่สอง)

ในตารางอักษรเสียงสากล (IPA) สัญลักษณ์ IPA ภาษาอังกฤษ และกฎการเน้นเสียงพื้นฐานแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนผ่านกฎต่อไปนี้:

การเน้นเสียง (Stress) ภาษาอังกฤษ
การเน้นเสียง (Stress) ภาษาอังกฤษ

แยกแยะการเรียนรู้การออกเสียงผ่าน IPA และ Phonics

ผู้เรียนหลายคนมักสับสนว่าจะเลือกเรียนการออกเสียงภาษาอังกฤษโดยใช้ระบบเสียงสัทศาสตร์สากล (IPA) หรือวิธีการเรียนแบบโฟนิกส์ (Phonics) ดี ตารางเปรียบเทียบโดยละเอียดด้านล่างนี้จะแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการเรียนแบบโฟนิกส์และตารางสัทอักษรสากล IPA:

เกณฑ์ การเรียนแบบ Phonics ตารางสัทอักษรสากล IPA
สาระสำคัญ การเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างตัวอักษรที่เขียนและเสียงสะกด (อ่านคำได้โดยไม่ต้องใช้พจนานุกรม) ใช้ระบบสัญลักษณ์สัทศาสตร์เฉพาะเพื่อบันทึกการออกเสียงคำที่ถูกต้อง
วัตถุประสงค์ สอนผู้เริ่มต้นให้สะกดและแปลคำศัพท์ใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้ผู้เรียนแก้ไขข้อผิดพลาดในการออกเสียงได้อย่างละเอียด ค้นหาคำศัพท์ในพจนานุกรม และแยกแยะเสียงที่ยากได้
ข้อดี เข้าถึงง่าย เรียนรู้ได้อย่างเป็นธรรมชาติผ่านบทเพลงและภาพประกอบที่ชัดเจน บรรลุความถูกต้องแม่นยำอย่างสมบูรณ์สำหรับทุกคำ รวมถึงคำที่ไม่เป็นไปตามกฎในภาษาอังกฤษ
กลุ่มเป้าหมาย เหมาะสำหรับเด็กก่อนวัยเรียนและเด็กประถมศึกษา (ที่เพิ่งเริ่มเรียนภาษาอังกฤษ) เหมาะสำหรับนักเรียนที่มีอายุมากกว่า ผู้ที่ทำงานแล้ว และผู้ที่ต้องการออกเสียงคำศัพท์ได้เหมือนเจ้าของภาษา

แยกแยะการเรียนรู้การออกเสียงผ่าน IPA และ Phonics
แยกแยะการเรียนรู้การออกเสียงผ่าน IPA และ Phonics

แนะนําวิธีการค้นหาการออกเสียงและการแปล IPA ออนไลน์อย่างถูกต้อง

เพื่อให้การเรียนรู้การออกเสียงภาษาอังกฤษของคุณมีประสิทธิภาพสูงสุด คุณจำเป็นต้องรู้วิธีใช้ IPA เพื่อฝึกภาษาอังกฤษ โดยการค้นหาการออกเสียงของคำศัพท์ใหม่ ๆ ด้วยตนเองผ่านเครื่องมือออนไลน์ที่น่าเชื่อถือ เครื่องมือแปล IPA ออนไลน์เป็นเครื่องมือช่วยที่ล้ำค่า ซึ่งช่วยให้คุณตรวจสอบการออกเสียงภาษาอังกฤษแบบบริติช (UK) หรือภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน (US) ที่ถูกต้องของคำศัพท์ใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องมีครูอยู่ข้าง ๆ

ด้านล่างนี้คือเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือที่สุดสำหรับการค้นหาการออกเสียงตามหลักสัทศาสตร์สากล IPA ที่มีอยู่ในปัจจุบัน:

นอกจากการค้นหาการออกเสียงตามหลักสัทอักษรสากลบนเว็บไซต์ออนไลน์แล้ว การใช้แอป ELSA Speak ยังเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่จะช่วยให้คุณเปลี่ยนทฤษฎีสัทศาสตร์ให้กลายเป็นทักษะการพูดที่ใช้งานได้จริง

แอปนี้มาพร้อมกับเทคโนโลยีการจดจำเสียงที่ขับเคลื่อนด้วย AI อันเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะ ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยฟังและให้คะแนนการออกเสียงของคุณโดยตรงตามการออกเสียงตามหลักสัทอักษรสากล IPA คุณสมบัติพิเศษของ ELSA Speak คือความสามารถในการตรวจจับข้อผิดพลาดในการออกเสียงได้ทันทีและให้คำติชมที่เข้าใจง่าย ช่วยให้คุณเรียนรู้ตำแหน่งลิ้นและรูปทรงปากที่ถูกต้องเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดได้ถึงระดับพยางค์แต่ละพยางค์

วิธีแปล IPA และ วิธีใช้ IPA เพื่อฝึกภาษาอังกฤษ
วิธีการค้นหาการออกเสียงและการแปล IPA ออนไลน์

คําถามที่พบบ่อย

ด้านล่างนี้คือคำตอบสั้น ๆ ที่พบบ่อยที่สุดที่ผู้เรียนมักถามเมื่อเริ่มเข้าถึงนิยาม IPA

พยัญชนะไร้เสียง (Voiceless) และพยัญชนะมีเสียง (Voiced) แตกต่างกันอย่างไร?

เฉลย: ความแตกต่างอยู่ที่การสั่นสะเทือนของเส้นเสียงในลำคอขณะออกเสียงคำต่าง ๆ

สระเสียงสั้นและสระเสียงยาวแตกต่างกันอย่างไร?

เฉลย: ความแตกต่างอยู่ที่ความยาวของลมหายใจและสัญลักษณ์ที่แสดงในตารางสัทอักษรสากล IPA

เสียงสระชวา (Schwa) /ə/ คืออะไร และทำไมจึงสำคัญ?

เฉลย: เสียง Schwa (สัญลักษณ์ทางสัทศาสตร์ /ə/) เป็นสระสั้น อ่อน และเป็นกลางที่พบได้บ่อยที่สุดในภาษาอังกฤษ ออกเสียงเบาและผ่อนคลายมาก

เสียง Schwa มักปรากฏในพยางค์ที่ไม่เน้นเสียงของคำ (เช่น about /əˈbaʊt/, teacher /ˈtiː.tʃər/) การฝึกฝนเสียง Schwa ให้เชี่ยวชาญเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างสำเนียงที่เป็นธรรมชาติ จังหวะการพูดที่ลื่นไหล และการเชื่อมเสียงที่คล่องแคล่วเหมือนเจ้าของภาษาเมื่อสื่อสาร

File .IPA บน iPhone คืออะไร ใช้เพื่ออะไร?

เฉลย: File .ipa ใช้สำหรับบรรจุและติดตั้งแอปพลิเคชันบนระบบปฏิบัติการ iOS และ iPadOS (iPhone, iPad) ผู้ใช้สามารถใช้ไฟล์นี้เพื่อติดตั้งแอปพลิเคชันที่ยังไม่มีอยู่ใน App Store ได้ด้วยตนเอง

>> อ่านเพิ่มเติม:

การฝึกฝนและเชี่ยวชาญตารางสัทอักษรสากล IPA เป็นขั้นตอนที่มั่นคงที่สุดที่จะช่วยให้คุณพูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วและถูกต้องแม่นยำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการเรียนรู้ภาษาอังกฤษด้วย IPA และพัฒนาสำเนียงให้เหมือนเจ้าของภาษา คุณสามารถผสมผสานการฝึกพูดเข้ากับแอป ELSA Speak ได้ นอกจากนี้ อย่าลืมเยี่ยมชมส่วน หมวดหมู่ “การสื่อสาร คำศัพท์ บทสนทนาภาษาอังกฤษ” บนเว็บไซต์ ELSA Speak เพื่อเพิ่มพูนคำศัพท์ของคุณในหัวข้อต่าง ๆ ด้วยนะ!

คนที่เรียนภาษาอังกฤษไม่มีคนไหนที่จะไม่รู้จักคำศัพท์ง่าย ๆ เช่น fish (ปลา) shrimp (กุ้ง) crab (ปู)… แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้จักคำศัพท์เกี่ยวกับปลาชนิดต่างๆในภาษาอังกฤษ เช่น ปลาหมอ ปลาช่อน…คือคำว่าอะไร ดังนั้นหากคุณเป็นคนที่ชอบอาหารทะเล งั้นก็มาเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับอาหารทะเลกับ ELSA Speak กันนะ

อาหารทะเล ภาษาอังกฤษ คืออะไร

อาหารทะเล ในภาษาอังกฤษเรียกว่า SEAFOOD และถอดเสียงได้เป็น /ˈsiː.fuːd/ ซีฟู้ด – SEAFOOD คือ อาหารทะเล ปลาหรือหอยทะเลที่ใช้กินเป็นอาหารมนุษย์

คำศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับอาหารทะเล – ปลาแต่ละประเภท

คำศัพท์เกี่ยวกับชื่อปลาแต่ละประเภท

คำศัพท์ภาษาอังกฤษ การถอดเสียง แปล
Fish /fɪʃ/ ปลา
Anchovy /ˈæntʃəvi/ ปลากะตัก
Carp /kɑːrp/ ปลาคาร์พ
Catfish /’kætfiʃ/ ปลาดุก
Cod /kɒd/ ปลาหิมะ
Flounder /ˈflaʊndər/ ปลาลิ้นหมา
Flying fish /ˈflaɪɪŋ ˈfɪʃ/ ปลานกกระจอก
Grouper /ˈɡruːpər/ ปลาเก๋า
Haddock /ˈhædək/ ปลาคอดชนิดหนึ่ง
Halibut /ˈhælɪbʌt/ ปลาตาเดียว
Herring /ˈhɛrɪŋ/ ปลาแฮร์ริ่ง
Mackerel /ˈmækərəl/ ปลาทู
Ray /reɪ/ ปลากระเบน
Red tilapia /rɛd tɪˈlɑːpiə/ ปลาทับทิม
Salmon /ˈsæmən/ ปลาหมอ
Sardine /sɑːrˈdiːn/ ปลาซาร์ดีน
Snakehead /ˈsneɪkˌhɛd/ ปลาช่อน
Snapper /ˈsnæpər/ ปลากะพง
Sole /soʊl/ ปลาช่อม่วง
Swordfish /ˈsɔːrdfɪʃ/ ปลากระโทงดาบ
Tilapia /tɪˈlɑːpiə/ ปลานิล
Trout /traʊt/ ปลาเทราต์
Tuna /ˈtuːnə/ ปลาทูน่า

คำศัพท์เกี่ยวกับชื่อปลาแต่ละประเภท

คำศัพท์เกี่ยวกับอวัยวะของปลา

คำศัพท์ภาษาอังกฤษ การถอดเสียง แปล
Anal fin /ˈeɪnəl fɪn/ ครีบทวาร
Caudal fin /ˈkɔːdəl fɪn/ ครีบหาง
Dorsal fin /ˈdɔːrsəl fɪn/ ครีบหลัง
Eyes /aɪz/ ตา
Gill /ɡɪl/ เหงือก
Gill cover /ɡɪl ˈkʌvər/ แผ่นปิดเหงือก
Lateral line /ˈlætərəl laɪn/ เส้นข้างลำตัว
Mouth /maʊθ/ ปาก
Nostril /ˈnɑːstrəl/ จมูก
Pectoral fin /ˈpektərəl fɪn/ ครีบอก
Pelvic fin /ˈpelvɪk fɪn/ ครีบเอว
Scales /skeɪlz/ เกล็ด

คำศัพท์เกี่ยวกับอวัยวะของปลา

คำศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับสัตว์ทะเลประเภทอื่นๆ

คำศัพท์ภาษาอังกฤษ การถอดเสียง แปล
Abalone /ˌæbəˈloʊni/ หอยเป๋าฮื้อ
Blood cockle /blʌd ˈkɒkl/ หอยแครง
Clams /klæmz/ หอยกาบ
Crab /kræb/ ปู
Crayfish /ˈkreɪfɪʃ/ ล็อบสเตอร์น้ำจืด
Cuttlefish /ˈkʌtlˌfɪʃ/ ปลาหมึกกระดอง
Eel /iːl/ ปลาไหล
Lobster /ˈlɒbstər/ ล็อบสเตอร์
King Crab /kɪŋ kræb/ ปูอลาสก้า
Mantis shrimp /ˈmæntɪs ʃrɪmp/ กั้ง 
Mussels /ˈmʌsəlz/ หอยแมลงภู่
Octopus /ˈɒktəpəs/ ปลาหมึกสาย
Oysters /ˈɔɪstərz/ หอยนางรม
Scallops /ˈskɒləps/ หอยเชลล์
Sea cucumber /ˈsiː ˈkjuːkʌmbər/ ปลิงทะเล
Sea urchin /siː ˈɜːrtʃɪn/ หอยเม่น
Sentinel crab /ˈsɛntɪnəl kræb/ ปูก้ามหัก
Shrimp /ʃrɪmp/ กุ้ง
Squid /skwɪd/ ปลาหมึก 
Grease snail /ɡriːs sneɪl/ หอยตาวัว
Horn snail /hɔːn sneɪl/ หอยจุ๊บแจง
Nail snail /neɪl sneɪl/ หอยหลอด
Japanese bonnet snail /dʒæpəˈniːz ˈbɒnɪt sneɪl/ หอยกระต่าย
Sweet snail /swiːt sneɪl/ หอยหวาน
Wool snail /wʊl sneɪl/ หอยทาก

คำศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับสัตว์ทะเลประเภทอื่นๆ

>>> Read more: คำศัพท์สัตว์ภาษาอังกฤษที่พบบ่อยที่สุด

คำศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับอาหารทะเล

คำศัพท์ภาษาอังกฤษ การถอดเสียง แปล
Stew fish /stuː fɪʃ/ สตูว์ปลา
Steamed fish /stiːmd fɪʃ/ ปลานึ่ง
Grilled fish with scallion oil /ɡrɪld fɪʃ wɪð ˈskæljən ɔɪl/ ปลาย่างน้ำมันต้นหอม
Fried fish /fraɪd fɪʃ/ ปลาทอด
Mackerel in tomato sauce /mæˈkɛrəl ɪn təˈmeɪtoʊ sɔːs/ ปลาทูในซอสมะเขือเทศ
Crab bisque /kræb bisk/ ซุปปู
Steamed crab with beer /stimd kræb wɪθ bɪr/ ปูนึ่งเบียร์
Stir Fry Crab with Tamarind /stɜr fraɪ kræb wɪθ ˈtæmərɪnd/ ปูย่างมะขาม
Stir Fry Sentinel Crab with Tamarind /stɜr fraɪ ˈsɛntənəl kræb wɪð ˈtæmərɪnd/ ปูก้ามหักย่าง
Calamari /ˌkæləˈmɑri/ ปลาหมึกทอดกรอบ
Grilled squid with salt and chili /ɡrɪld skwɪd wɪð sɔlt ænd ˈtʃɪli/ ปลาหมึกย่างเกลือพริก
Sweet and Sour Calamari /Swiːt ənd ˈsaʊr ˌkæləˈmɑːri/ ปลาหมึกผัดเปรี้ยวหวาน
Grilled shrimp with salt and chili /ɡrɪld ʃrɪmp wɪð sɔlt ænd ˈtʃɪli/ กุ้งย่างเกลือพริก
Shrimp scampi /ʃrɪmp ˈskæmpi/ กุ้งลายเสือในซอสเนยกระเทียม
Steamed shrimp /steemd ʃrɪmp/ กุ้งนึ่ง
Fried shrimp /fraɪd ʃrɪmp/ กุ้งทอดกรอบ
Lobster roll /ˈlɑbstər roʊl/ โรลกุ้งมังกร
Clam chowder /klæm ˈtʃaʊdər/ ซุปหอยกาบ
Oyster Rockefeller /ˈɔɪstər ˈrɑkəˌfɛlər/ หอยนางรมย่างชีส
Tuna salad /ˈtuːnə ˈsæləd/ สลัดปลาทูน่า
Stir-fried Spaghetti with Seafood /ˈstɜː.fraɪ/ spəˈɡet.i/ wɪð/ ˈsiːfuːd ˈ/ สปาเกตตีผัดฉ่าทะเล
Seafood hotpot /ˈsiːfuːd ˈhɒtspɒt/ หม้อไฟทะเล

คำศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับอาหารทะเล

>>> Read more:

วิธีนำคำศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับอาหารทะเลมาใช้ในชีวิตประจำวัน

เมื่อเรียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษแล้ว อย่าลืมนำคำศัพท์ไปใช้กับบทสนทนาในชีวิตประจำวัน เพื่อให้จำได้เร็วขึ้นและเข้าใจวิธีนำไปใช้มากขึ้น และหลีกเลี่ยงการเรียนรู้ด้วยการท่องจำ!

ด้านล่างนี้คือประโยคการสื่อสารบางส่วนที่ใช้คำศัพท์เกี่ยวกับอาหารทะเล เพื่อนๆลองนำไปปรับใช้ในชีวิตกันดูนะ

ในชีวิต

บทสนทนาที่ ๑

บทสนทนาที่ ๒

วิธีนำคำศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับอาหารทะเลมาใช้ในชีวิตประจำวัน

ในร้านอาหารทะเล

จองโต๊ะ (Booking)

สำหรับลูกค้า

สำหรับพนักงาน

>>> Read more: อ่านเวลาและพูดเกี่ยวกับเวลาได้อย่างไร? วิธีการบอกเวลาภาษาอังกฤษแบบมาตรฐาน

ถามเกี่ยวกับเมนู (Asking about the menu)

สำหรับลูกค้า

สำหรับพนักงาน

สั่งอาหาร (Ordering)

สำหรับลูกค้า

สำหรับพนักงาน

>>> Read more: คำถามภาษาอังกฤษที่พบบ่อยเมื่อเข้าร้านอาหาร

ในร้านอาหารทะเล

ชำระเงิน (Get the bill)

สำหรับลูกค้า

สำหรับพนักงาน

วิธีเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับอาหารทะเลอย่างมีประสิทธิภาพ

เพื่อเรียนรู้คำศัพท์เกี่ยวกับอาหารทะเลทั่วไปและคำศัพท์อาหารทะเลที่มีชื่อเฉพาะ นอกจากเรียนรู้ความหมายของคำศัพท์แล้ว ผู้เรียนยังสามารถเรียนรู้โดยใช้วิธีการดังต่อไปนี้

ตัวอย่างคำศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับอเหารทะเล Blood cockle – หอยแครงเลือด คำว่า Blood คือเลือด

คุณสามารถนึกถึงภาพหอยแครงสีแดงเลือดและแต่งประโยคได้ “This blood cockle is blood-red in color”

บทความข้างต้นเป็นชื่ออาหารทะเลในภาษาอังกฤษที่เรานำมาให้ผู้อ่าน หวังว่าหลังจากอ่านบทความนี้แล้ว ผู้อ่านจะรู้วิธีประยุกต์ใช้คำศัพท์และประโยคตัวอย่างเหล่านี้ เพื่อพัฒนาความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ อย่าลืมติดตาม ELSA Speak เพื่อดูบทเรียนภาษาอังกฤษที่น่าสนใจอีกมากมายนะ!

ในภาษาอังกฤษ relative pronoun เป็นหนึ่งในไวยากรณ์สำคัญที่ต้องรู้ คุณมักจะพบมันในข้อสอบของโรงเรียนการสอบใบรับรองระดับนานาชาติหรือในสถานการณ์การสื่อสารในชีวิตประจำวัน ในบทความนี้ ELSA Speak จะรวบรวมทฤษฎีและแบบฝึกหัดพร้อมเฉลยทั้งหมด เพื่อช่วยคุณทบทวนและพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพิ่มมากขึ้น

Relative pronoun คือ?

Relative pronoun คือ คำสรรพนามที่ใช้เชื่อมประโยคหรือส่วนประกอบของประโยค ตำแหน่งของคำสรรพนามประเภทนี้จะอยู่หลังคำนาม ทำหน้าที่แทนคำนามที่กล่าวไปแล้ว คำสรรพนามสัมพัทธ์ที่พบบ่อยคือ “which,” “who,” “whom,” “whose,” และ “that”

ตัวอย่างประโยค relative pronoun:

Do you know the boy who is sitting beside Alice? (คุณรู้จักเด็กที่นั่งข้างอลิซไหม?)

→ ในตัวอย่างดังกล่าวเรามีอนุประโยคสัมพันธ์ “who is sitting beside Alice” ด้วย ซึ่ง who เป็นประธานขยายประธานของอนุประโยคหลักคือ “the boy”

หน้าที่ของคำสรรพนามสัมพัทธ์

ในโครงสร้างภาษาอังกฤษ คำสรรพนามสัมพัทธ์ (Relative pronoun) สามารถเป็นทั้งประธานหรือกรรมของประโยคได้

คำสรรพนามสัมพัทธ์คือประธาน

สูตร 1: คำสรรพนามสัมพัทธ์ (Relative pronoun) เป็นประธานในอนุประโยคที่กำหนด

Relative Pronoun + V (+ O)

ตัวอย่าง The car which is parked in front of the bank is mine. (รถที่จอดอยู่หน้าธนาคารเป็นของฉัน)

→ อนุประโยคสัมพัทธ์ “which is parked” ในนั้น “which” มีหน้าที่เป็นประธาน

relative pronoun ใช้ยังไง

สูตร 2: คำสรรพนามสัมพัทธ์ (Relative pronoun)  เป็นประธานในอนุประโยคที่ไม่กำหนด

“,” + Relative Pronoun + V (+ O)

ตัวอย่าง: My best friend Tom, who is near my house, gave me an early birthday present. (ทอมคือเพื่อนสนิทซึ่งอาศัยอยู่ใกล้บ้านฉันและยังให้ของขวัญวันเกิดล่วงหน้าแก่ฉันด้วย)

→ อนุประโยคที่ไม่กำหนด “who is near my house” ในนั้น “who” มีหน้าที่เป็นประธาน

หมายเหตุ: ในกรณีนี้คำสรรพนามสัมพัทธ์ (Relative pronoun) เป็นประธานของอนุประโยคที่ไม่กำหนดจะต้องมีมีเครื่องหมายจุลภาคอยู่ข้างหน้า “,”

>>> Read more: Relative Clause คือ? โครงสร้าง หลักการใช้งาน ตัวอย่าง และแบบฝึกหัด

คำสรรพนามสำพัทธ์ที่เป็นกรรม

สูตร 1: คำสรรพนามสัมพัทธ์ (elative pronoun) เป็นกรรมในอนุประโยคที่กำหนด

Relative Pronoun + S + V (+ O)

ตัวอย่าง The car which Kwan bought last week is very expensive. (รถที่ขวัญซื้อเมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีราคาแพงมาก)

→ อนุประโยคที่กำหนด “which Lan bought last week” มีกรรมอยู่หน้าประธานคือ “which”

สูตร 2: คำสรรพนามสัมพัทธ์ (Relative pronoun) เป็นกรรมในอนุประโยคที่ไม่กำหนด

“,” + Relative Pronoun + S + V (+ O)

ตัวอย่าง Amy’s car, which she bought last week, is very expensive. (รถของเอมี่ที่เธอซื้อเมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีราคาแพงมาก)

→ ในกรณีนี้มีอนุประโยคที่ไม่กำหนด “which she bought last week” มี “which” ทำหน้าที่เป็นกรรมเพื่อขยายคำนามที่อยู่หน้า “Amy’s car”

หมายเหตุ: เมื่อเรียนโครงสร้างเกี่ยวกับสูตรของสรรพนามสัมพัทธ์ (Relative pronoun) คุณต้องระบุหน้าที่ของคำสรรพนามสัมพัทธ์ในประโยคให้ชัดเจน ทั้งอนุประโยคที่กำหนดและไม่กำหนด

relative pronoun หลักการใช้

Relative pronoun ใช้ยังไง

วิธีใช้ Relative Pronoun: Who

คำสรรพนามสัมพัทธ์ “Who” ใช้แทนคำสรรพนามที่แสดงถึงผู้กระทำ ใช้กับบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค 

“Who” มักใช้ในประโยคเพื่อระบุหรือขยายคำที่กล่าวถึงในประโยค

มาเรียน elative pronoun ตัวอย่างประโยคด่านล่างนี้

วิธีใช้ Relative Pronoun: Whom

คำสรรพนามสัมพัทธ์ “whom” เป็นคำสรรพนามสัมพัทธ์ที่ใช้เรียกคน (คล้ายกับ who) ใช้เพื่อระบุบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นกรรมของประโยค หลังคำสรรพนาม whom จะเป็นกริยา

ตัวอย่าง

วิธีใช้ Relative Pronoun: Whose

คำสรรพนามสัมพัทธ์ “whose” เป็นคำสรรพนามสัมพัทธ์ที่ใช้เรียกคน ใช้แทนคำสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของในประโยคและหลัง whose จะเป็นคำนาม

ตัวอย่าง

วิธีใช้ Relative Pronoun: Which

คำสรรพนามสัมพัทธ์ “which” ใช้เพื่ออ้างถึงสิ่งต่าง ๆ และสรรพนามสัมพัทธ์นี้สามารถทำหน้าที่เป็นประธานหรือกรรมในประโยคได้

ตัวอย่าง 

วิธีการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารที่บ้านอย่างไรให้ได้ผล / เรียนภาษาอังกฤษด้วยต

วิธีใช้ Relative Pronoun: That

คำสรรพนามสัมพัทธ์ “That” เป็นสรรพนามที่สามารถใช้กับคำนามที่เป็นคน สัตว์ และสิ่งของได้ มักมีหน้าที่เป็นประธานหรือกรรมในอนุประโยคที่กำหนด

ตัวอย่าง The book that I’m reading is very interesting. (หนังสือที่ฉันอ่านน่าสนใจมาก)

ตัวอย่าง That’s the lady who/that we saw this morning.

ตัวอย่าง This is my car, that which I bought last year.

The house in that which I live is small.

ตัวอย่าง I saw a man and his dog that were familiar when I went to the park yesterday.

>>> Read more: 

การละเว้นคำสรรพนามสัมพัทธ์ในประโยค

การละเว้นคำสรรพนามสัมพัทธ์เป็นการตัดสรรพนามสัมพัทธ์ในประโยค แต่ไม่ทำให้ความหมายเปลี่ยนแปลงหรือผิดรูปไวยากรณ์ ต่อไปคือวิธีการละเว้นคำสรรพนามสัมพัทธ์ในประโยค

ตัวอย่าง This is the shoe shelf which I buy. –> This is the shoe shelf I buy. (นี่คือชั้นวางรองเท้าที่ฉันซื้อ)

–> ไม่มีเครื่องหมายจุลภาคหรือคำบุพบทนำหน้า ” which ” ดังนั้น ” which ” จึงสามารถละเว้นได้

ตัวอย่าง The man who is interested in my car will telephone later. -> The man interested in my car will telephone later. (คนที่สนใจรถของฉันจะโทรมาภายหลัง)

–> คำสรรพนาม who เป็นประธาน ด้านหลังเป็นวลีคำคุณศัพท์ ดังนั้นเราจึงสามารถละคำว่า “who is” ได้

ข้อควรรู้เมื่อใช้คำสรรพนามสัมพัทธ์

ใช้เครื่องหมายจุลภาคกับกรณี

ตัวอย่าง Bangkok, which is the capital of Thailand, is the most populous city in Thailand. (กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย เป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศไทย)

ตัวอย่าง This is Mike, who is an artist. (นี่คือไมค์ซึ่งเขาเป็นศิลปิน)

ตัวอย่าง  My brother, whom you just met, is a secondary student. (พี่ชายของฉันที่คุณเพิ่งพบเป็นนักเรียนมัธยมศึกษา)

ตัวอย่าง The Sun, which rises in the East, shows me the path to come home. (พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก มันทำให้ฉันเห็นเส้นทางกลับบ้าน)

วิธีใส่เครื่องหมายจุลภาค

ตัวอย่าง Mike, who is an artist, paints very well. (ไมค์ซึ่งเป็นศิลปินวาดภาพได้สวยมาก)

ตัวอย่าง This is Mike, who is an artist. (นี่คือไมค์ซึ่งเขาเป็นศิลปิน)

สังเกตกับอนุประโยคมี “That”

ตัวอย่าง The house in that which I live is small.

ตัวอย่าง She records everything that happens to her in her diary. เธอบันทึกทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเธอไว้ในสมุดบันทึก)

แบบฝึกหัด relative pronoun พร้อมเฉลย

แบบฝึกหัดที่ 1

วงกลมคำสรรพนามสัมพัทธ์ที่ถูกต้องในประโยคด้านล่างนี้

  1. My director, who/which was appointed last week, has no comment on the situation.
  2. That is the place which/where the accident happened last night.
  3. The new student in my class, who/whose name is Alice, seems really nice.
  4. This is the office which/where I’m working.
  5. All the people to who/ whom the invitations were sent attended the party.
  6. Did you see the movie which/who was on the TV last night?
  7. Do you remember the day which/when we met?
  8. Is that the girl who/whom we saw at the cinema last week?

แบบฝึกหัดที่ 2

จากประโยคที่ให้มา จงเขียนใหม่เป็นประโยคเดียวโดยใช้คำสรรพนามสัมพัทธ์ที่เหมาะสม

  1. I met a man. He had a dog with three legs.
  2. My new school looks very beautiful. I moved to it a month ago.
  3. The man was injured in the accident. He is now in the hospital.
  4. The building was destroyed in the fire. It is now being rebuilt.
  5. Hellen works for a company. The company makes furniture.

เฉลยและคำอธิบาย

เฉลยและคำอธิบายแบบฝึกหัดที่ 1

สำหรับแบบฝึกหัดนี้ ผู้เรียนต้องสังเกตว่าการเลือกคำสรรพนามสัมพัทธ์จะขึ้นอยู่กับคำนามที่อธิบายไว้ก่อนหน้าและบทบาทของคำสรรพนามในอนุประโยคสัมพัทธ์

ข้อ  เฉลย อธิบาย 
1 who คำสรรพนามสัมพัทธ์ทำหน้าที่เป็นประธานของอนุประโยคสัมพัทธ์และอธิบายคำนามที่อ้างถึงบุคคล (Director) ดังนั้น “Who” จึงเป็นสรรพนามที่เหมาะสม
2 where คำสรรพนามสัมพัทธ์อธิบายถึงคำนามที่อ้างถึงสถานที่ (the place) ดังนั้น “where” จึงเป็นสรรพนามที่เหมาะสมผู้เรียนควรทราบว่าในกรณีนี้ “where” = “in which”
3 whose คำสรรพนามสัมพัทธ์ทำหน้าที่เป็นคำสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของในอนุประโยคสัมพัทธ์ และยังอธิบายคำนามที่อ้างถึงบุคคลข้างหน้า (new student) ดังนั้นจึงใช้ “whose”
4 where คำสรรพนามสัมพัทธ์อธิบายถึงคำนามของสถานที่ (the office) ดังนั้น “where” จึงเป็นสรรพนามที่เหมาะสมผู้เรียนควรทราบว่าในกรณีนี้ “where” = “in which”
5 whom คำสรรพนามสัมพัทธ์ทำหน้าที่เป็นสรรพนามกรรมในอนุประโยคสัมพัทธ์และยังอธิบายคำนามที่อ้างถึงบุคคลข้างหน้า (people) ดังนั้นจึงใช้ “whom”
6 which คำสรรพนามสัมพัทธ์ทำหน้าที่เป็นประธานของอนุประโยคสัมพัทธ์และอธิบายคำนามที่อ้างถึงสิ่งของ (the movie), ดังนั้น “which” จึงเป็นสรรพนามที่เหมาะสม “which”
7 when คำสรรพนามสัมพัทธ์อธิบายคำนามของเวลา (the day) ดังนั้น “when” จึงเป็นสรรพนามที่เหมาะสมผู้เรียนควรทราบว่าในกรณีนี้ “when” = “on which”
8 whom คำสรรพนามสัมพัทธ์ทำหน้าที่เป็นกรรมสรรพนามในอนุประโยคสัมพัทธ์และยังอธิบายคำนามที่อ้างถึงบุคคลข้างหน้า (the girl) ดังนั้นจึงใช้ “whom”

เฉลยและอธิบายแบบฝึกหัดที่ 2 

สำหรับแบบฝึกหัดนี้ ผู้เรียนต้องพิจารณาว่าประโยคใดเป็นประโยคหลัก และประโยคใดเป็นอนุประโยคสัมพัทธ์ที่เติมข้อมูลและความหมายให้กับคำนามในประโยคหลัก สำหรับอนุประโยคสัมพัทธ์คุณต้องใช้คำสรรพนามสัมพัทธ์ที่เหมาะสม

ข้อ  เฉลย อธิบาย 
1 I met a man who had a dog with three legs.
ฉันได้พบกับชายคนหนึ่งที่มีสุนัขสามขา
ประโยค “I met a man” เป็นประโยคหลักของประโยค ส่วนประโยคที่เหลือจะทำหน้าที่เป็นประโยคสัมพัทธ์ที่ขยายความหมายให้กับคำนาม “a man” ในกรณีนี้ คำสรรพนามสัมพัทธ์จะอธิบายคำนามที่อ้างถึงบุคคล และยังทำหน้าที่เป็นประธานของอนุประโยคสัมพัทธ์อีกด้วย ดังนั้น ใช้ “who” จึงถูกต้อง
2 My new school, which I moved to a month ago, looks very beautiful.
โรงเรียนใหม่ของฉันซึ่งฉันย้ายไปเมื่อเดือนที่แล้วดูสวยงามมาก
ประโยค “My new school looks very beautiful” เป็นประโยคหลักของประโยค ส่วนประโยคที่เหลือจะทำหน้าที่เป็นประโยคสัมพัทธ์ที่เพิ่มความหมายให้กับคำนาม “school” ในกรณีนี้คำสรรพนามสัมพัทธ์จะอธิบายถึงคำนาม (school) และยังทำหน้าที่เป็นกรรมในอนุประโยคสัมพัทธ์อีกด้วย ดังนั้นจึงใช้คำว่า “which”ผู้เรียนควรทราบว่านี่เป็นประโยคที่ไม่จำกัด (คำนามที่ขยายจะมาพร้อมกับคำคุณศัพท์แสดงความเป็นเจ้าของ “my”) ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้จุลภาคเพื่อแยกประโยคสัมพัทธ์ออกจากประโยคหลักในประโยค
3 The man who was injured in the accident is now in the hospital.
ชายผู้ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุขณะนี้อยู่ในโรงพยาบาลแล้ว
ประโยค “The man is now in the hospital” เป็นประโยคหลัก ส่วนประโยคที่เหลือจะทำหน้าที่เป็นประโยคสัมพัทธ์ที่เพิ่มความหมายให้กับคำนาม “the man” ในกรณีนี้ คำสรรพนามสัมพัทธ์จะอธิบายคำนามที่อ้างถึงบุคคล และยังทำหน้าที่เป็นประธานของประโยคสัมพัทธ์อีกด้วย ดังนั้น ใช้ “who” จึงถูกต้อง
4 The building which was destroyed in the fire is now being rebuilt.
อาคารที่ถูกทำลายในเหตุเพลิงไหม้กำลังได้รับการสร้างขึ้นใหม่
ประโยค “The building is now being rebuilt” เป็นประโยคหลัก ส่วนประโยคที่เหลือจะทำหน้าที่เป็นประโยคสัมพัทธ์ที่เพิ่มความหมายให้กับคำนาม “the building” ในกรณีนี้ คำสรรพนามสัมพัทธ์จะอธิบายคำนามที่อ้างถึงสิ่งของ และยังทำหน้าที่เป็นประธานในประโยคสัมพัทธ์ ดังนั้นใช้ “which” จึงถูกต้อง
5 Helen works for a company which makes furniture.
เฮเลนทำงานให้กับบริษัทที่ผลิตเฟอร์นิเจอร์
ประโยค “Helen works for a company” เป็นประโยคหลัก ส่วนประโยคที่เหลือจะทำหน้าที่เป็นประโยคสัมพัทธ์ที่เพิ่มความหมายให้กับคำนาม “a company” ในกรณีนี้ คำสรรพนามสัมพัทธ์จะอธิบายคำนามที่อ้างถึงสิ่งของ และยังทำหน้าที่เป็นประธานในประโยคสัมพัทธ์ ดังนั้นใช้ “which” จึงถูกต้อง

คำถามที่พบบ่อย 

Relative pronoun มีอะไรบ้าง

Relative pronoun ประกอบด้วยคำสรรพนาม who, who, who, which และ that ที่ใช้เชื่อมโยงหรือเชื่อมโยงอนุประโยคในประโยค

Relative pronoun that ใช้ยังไง

Relative pronoun “That” สามารถใช้กับคำนามที่เป็นคน สัตว์ และสิ่งของได้ มักมีหน้าที่เป็นประธานหรือกรรมในอนุประโยคที่กำหนด

ELSA Speak ช่วยให้คุณเรียนรู้เกี่ยวกับ Relative pronoun (คำสรรพนามสัมพัทธ์) ซึ่งเป็นความรู้ที่สำคัญในด้านไวยากรณ์ คุณต้องฝึกฝนและทำแบบฝึกหัดเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจและประยุกต์ใช้ให้ง่ายขึ้น ดูความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์และไวยากรณ์ที่สำคัญเพิ่มเติมได้ที่นี่ ขอให้ทุกคนมีการเรียนรู้ที่ดีนะ

คุณท้องเสีย แต่คุณไม่รู้ว่าในภาษาอังกฤษควรพูดอย่างไร ELSA Speak ขอนำข้อมูลเกี่ยวกับคำศัพท์และตัวอย่างประโยคที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้มาฝากทุกคน งั้นพร้อมแล้วเรามาหาคำตอบด้วยกันเลย

ท้องเสียภาษาอังกฤษ

ท้องเสียภาษาอังกฤษคืออะไร

ท้องเสียภาษาอังกฤษคือ Diarrhea (คำนาม) ออกเสียงว่า: diarrhea  /ˌdaɪ.əˈriː.ə/.

ความหมายภาษาอังกฤษ Diarrhea is an illness in which the body’s solid waste is more liquid than usual and comes out of the body more often. 

ความหมายภาษาไทย Diarrhea เป็นโรคชนิดหนึ่ง ซึ่งมีอุจจาระเหลวและเป็นน้ำที่เป็นบ่อยกว่าปกติ

อาการท้องเสียในภาษาอังกฤษ

>>> Read more:

ตัวอย่างคำศัพท์ในหัวข้อปวดท้อง ภาษาอังกฤษ

ตามที่หมอระบุ ภาวะอาเจียนและท้องเสียเป็นน้ำเกิดขึ้นกับผู้ป่วยบางราย ที่มีผื่นนูนแดง ตาแดง และสะอึก

ตามที่นักวิจัยระบุ หนูแรกเกิดที่ได้รับภูมิคุ้มกันโดยตรงจากการดูดนมจะมีอาการท้องเสียน้อยกว่าหนูแรกเกิดที่มีการฉีดวัคซีน

ในปัจจุบัน ผู้คนราว 2.6 พันล้านคนขาดสุขอนามัยที่เหมาะสม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากอาการท้องร่วงรวมถึงเด็กจำนวนมากถึง 3.5 ล้านคนต่อปี

คำศัพท์เกี่ยวกับอาการปวดท้อง

คำศัพท์ แปล ตัวอย่างประโยค
abdominal pain and diarrhea ปวดท้องท้องเสีย Abdominal pain and diarrhea occurring at the same time are sometimes due to different causes.
ปวดท้องและท้องร่วงเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน มักเกิดจากสาเหตุหลายข้อ
illnesses เจ็บป่วย We are lacking three members of staff due to illness.
รามีพนักงานไม่เพียงพอเนื่องจากป่วย 3 คน
flatulence ท้องอืด I’ve got flatulence.ฉันมีอาการท้องอืด
stomach flu ท้องอืด The laboratory has found a norovirus which the most common cause of a stomach flu that typically lasts several days.
ห้องแล็บ รายงานว่า โนโรไวรัส เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของกระเพาะและลำไส้อักเสบ ซึ่งการติดเชื้อจะแสดงอาการหลายวัน
stomach pump เครื่องสูบหรือดูดกระเพาะ You can see a stomach pump at the hospital. 
คุณสามารถดูเครื่องสูบหรือดูดกระเพาะได้ที่โรงพยาบาล
non-ulcer stomach pain โรคกระเพาะอาหาร The doctor said it was a non-ulcer stomach pain.
คุณหมอบอกว่า นั่นเป็นการปวดท้องที่ไม่ใช่การปวดแผล
abdominal pain ปวดท้อง Abdominal pain is the pain that makes you feel anywhere between your chest and groin. This will be referred to as the stomach region or belly.
อาการปวดท้องคือความเจ็บปวดที่ทำให้คุณรู้สึกระหว่างหน้าอกและกล้ามเนื้อโคนขาหนีบ ซึ่งจะเรียกว่าบริเวณกระเพาะหรือท้อง
appendicitis ไส้ติ่งอักเสบเป็นโรคที่ไส้ติ่งติดเชื้อและเจ็บปวดมักจะต้องผ่าตัดออกระหว่างการผ่าตัด Appendicitis can cause pain in your lower right abdomen. However, in the majority of people, pain will begin around the navel and then moves. 
ไส้ติ่งอักเสบสามารถให้เกิดอาการปวดท้องด้านขวาล่างได้ อย่างไรก็ตาม ในคนส่วนใหญ่ อาการปวดจะเริ่มบริเวณสะดือแล้วอาการปวดจะลามไปเรื่อยๆ

คำศัพท์เกี่ยวกับอาการปวดท้อง

“Stomach-ache” จะใช้เมื่อพูดถึง “ปวดท้อง” ซึ่งการปวดท้องอาจมีสาเหตุที่ไม่ได้มาจากโรคพื้นเดิม ตัวอย่างเช่น ท้องผูก ลมในท้อง การรับประทานมากเกินไป หรือความเครียด

 ถ้าวันหนึ่ง แฟนเก่าชวนคุณไปกินหอยนางรม แล้วคุณมีอาการปวดท้องตอนกลางคืน คุณจะไม่สามารถโพสต์ Facebook ว่า “I’ve got a stomach-ache” ได้ แต่คุณควรใช้คำว่า “upset stomach” จะเหมาะสมกว่า เพราะคำว่า  “upset” เป็นคำคุณศัพท์มักใช้ในกรณี “อารมณ์เสีย” แต่มีเพียงไม่กี่คนที่รู้มันยังมีความหมายว่า “อาการปวดท้องขั้นรุนแรง” ด้วย ดังนั้น เมื่อคุณอยากจะบอกว่า “ฉันปวดท้อง” วลีที่คุณต้องพูดคือ “I have got an upset stomach”

ตัวอย่างเช่น

 – Hey Tim, what’s wrong? (เฮ้ Tim เป็นอะไรเหรอ?)
– I’ve got an upset stomach, it’s terrible! (ผมปวดท้อง มันเจ็บมาก)

อีกคำศัพท์ที่คุณสามารถใช้ถ้าคุณมีอาการ “อาหารเป็นพิษ” ก็คือ “food poisoning” ตัวอย่าง

– Why didn’t you come last night? (ทำไมเมื่อคืนคุณไม่มา)

– I’m sorry, I had food poisoning and couldn’t get out of my bed. (ขอโทษนะ ฉันมีอาการอาหารเป็นพิษจนลุกจากเตียงไม่ได้)

ตัวอย่างคำถามและคำตอบเกี่ยวกับอาการทางการแพทย์ที่คุณควรรู้

 ตัวอย่างประโยคที่ใช้ถามเกี่ยวกับอาการทางการแพทย์

ตัวอย่างคำตอบเมื่อถามถึงอาการทางการแพทย์

 ข้างต้นนี้เป็นบทความเกี่ยวกับอาการท้องเสีย ในภาษาอังกฤษ ELSA Speak หวังว่าความรู้ข้างต้นที่เรานำมาแบ่งปันจะช่วยให้คุณเข้าใจและประยุกต์ใช้คำศัพท์ใหม่ๆ ที่เกี่ยวกับการท้องเสียได้อย่างเหมาะสม และ ขอให้การเรียนของคุณดีเยี่ยมและประสบความสำเร็จในการเรียนภาษาอังกฤษนะ

ในการสื่อสารภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ผู้เรียนใหม่ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการตอบว่า เห็นด้วย แทนที่จะปฏิเสรูปแบบประโยคภาษาอังกฤษเกี่ยวกับการขอบคุณและขอโทษธ ผู้อื่น เนื่องจากมีคำศัพท์ไม่เพียงพอ บทความนี้จะให้คำแนะนำโดยละเอียดเกี่ยวกับวิธีการปฏิเสธอย่างสุภาพที่สุดในภาษาอังกฤษ

คนส่วนใหญ่ที่เรียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในสถานการณ์ประจำวันต้องเผชิญกับปัญหา นั้นคือการที่พวกเขาไม่รู้ว่าจะปฏิเสธภาษาอังกฤษอย่างสุภาพอย่างไร โดยไม่ทำร้ายผู้ฟัง

ผู้เรียนขั้นพื้นฐานมักจะมีคำศัพท์ที่ค่อนข้างจำกัดเมื่อต้องปฏิเสธใครสักคน ยังไม่พูดถึงความสามารถในการสร้างคำปฏิเสธภาษาอังกฤษที่สมบูรณ์ ไม่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกอึดอัด ดังนั้นพวกเขาจึงมักจะเห็นด้วยในลักษณะบังคับและไม่โต้ตอบ

บทความต่อไปนี้จะแนะนำให้ผู้อ่านวิธีปฏิเสธภาษาอังกฤษในข้อเสนอใดๆ อย่างสุภาพที่สุด

Key takeaways
ทุกคนจำเป็นต้องปฏิเสธในบางสถานการณ์ ดังนั้นจึงควรปฏิเสธอย่างสุภาพเพื่อไม่ให้ทำร้ายผู้ฟัง
เพื่อสร้างการปฏิเสธภาษาอังกฤษที่ดี ควรปฏิบัติตาม 4 ขั้นตอน
● ขั้นตอนที่ 1: พูดขอบคุณ
● ขั้นตอนที่ 2: ใช้คำที่บ่งบอกถึงการต่อต้าน
● ขั้นตอนที่ 3: ให้เหตุผลที่สมเหตุสมผล
● ขั้นตอนที่ 4: ทำข้อเสนออื่น
เพื่อปฏิเสธผู้อื่นอย่างสุภาพที่สุด ควร
ปฏิเสธที่จะจริงใจในภาษาอังกฤษแต่อย่าให้รายละเอียดมากเกินไป
อย่าจบการสนทนาด้วยคำตอบที่ไม่ชัดเจน
หากกลัวจะทำให้คนอื่นขุ่นเคือง ก็ควรพูดถึงความรู้สึก
หากตกลงโดยไม่ได้ตั้งใจ คุณควรปฏิบัติตาม 3 ขั้นตอนนี้ ขอโทษและอธิบาย 
แนะนำให้เปลี่ยนและหวังว่าทุกอย่างจะโอเค

เมื่อไหร่ที่ควรจะปฏิเสธ

ในชีวิต ทุกคนต้องปฏิเสธข้อเสนอแนะ คำเชิญชวน และคำร้องขอที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง โดยเฉพาะในสถานการณ์ต่อไปนี้

ความหมายของคำว่า “ปฏิเสธ” ในภาษาอังกฤษ

ในภาษาพูดและเขียนภาษาอังกฤษ มีคำกริยาหลายคำที่หมายถึง “ปฏิเสธ” และใช้ในบริบทและสถานการณ์ที่แตกต่างกันมากมาย นี่คือตัวอย่างบางส่วน

คำศัพท์ ความหมาย
Refuse ปฏิเสธ
Reject ไม่เห็นด้วย ถูกปฏิเสธ
Deny ปฏิเสธ ไม่ยอมรับ
Disavow ปฏิเสธไม่ยอมรับ
Give up ยอมแพ้ ปฏิเสธ
Turn down ปฏิเสธ
Decline ปฏิเสธ

เหล่านี้เป็นคำศัพท์ที่มักใช้ในประโยคปฏิเสธ อย่างไรก็ตาม ในการสื่อสารภาษาอังกฤษ ควรใช้กฎ 4 ขั้นตอนในการปฏิเสธภาษาอังกฤษ

4 ขั้นตอนในการปฏิเสธภาษาอังกฤษ

ขั้นตอนที่ 1: พูดขอบคุณ

เมื่อตอบรับคำเชิญหรือข้อเสนอแนะของบุคคลอื่น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือผู้พูดจะต้องแสดงความเคารพและความสุภาพขั้นต้นในการสื่อสาร สามารถใช้รูปแบบประโยคต่อไปนี้เพื่อขอบคุณอีกฝ่ายได้

ตัวอย่างประโยคภาษาอังกฤษ แปลภาษา
Thank you (so much) for your … ขอบคุณ(มาก)สำหรับ….
I really appreciate your … ฉันขอบคุณจริงๆ เพราะ….
Thanks a lot ขอบคุณมาก
That’s very kind/nice of you คุณเป็นคนดีมาก/ ใจดีมาก
Thank you for asking/inviting me ขอบคุณที่ถาม/ เชิญฉัน

>>> Read more: 11 วิธีพูด Thank you – ขอบคุณภาษาอังกฤษที่สมบูรณ์ที่สุด

ขั้นตอนที่ 2: ใช้คำที่บ่งบอกถึงการต่อต้าน

หลังจากการขอบคุณจะมีส่วน “แต่” เพื่อแสดงการปฏิเสธคำเชิญ คำต่อไปนี้สามารถใช้เพื่อแสดงความตัดกันได้

คำศัพท์ ความหมาย
But แต่
However อย่างไรก็ตาม
Nevertheless แม้ว่า
Yet อย่างไรก็ตาม
Nonetheless อย่างไรก็ตาม

ขั้นตอนที่ 3: ให้เหตุผลที่สมเหตุสมผล

เมื่อไม่ตอบรับคำเชิญควรมีเหตุผลเฉพาะ คำอธิบายควรเกี่ยวข้องกับประเด็นภายนอกเป็นหลัก (งานยุ่ง วันสำคัญ ไปโรงเรียน/ที่ทำงาน…)หรือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ (ความเจ็บป่วย, เหตุการณ์,…) เพื่อให้บุคคลอื่นสามารถเข้าใจและเห็นใจเหตุผลในการปฏิเสธได้โดยง่าย

คำเชิญควรมีเหตุผล

ตัวอย่างประโยคภาษาอังกฤษ แปลภาษา
 I have a previous engagement ฉันมีนัดแล้วค่ะ
I have another appointment ฉันมีนัดอีกแล้ว
I’ve got to do some homework ฉันต้องทำการบ้าน
I’m out of town ฉันไม่ได้อยู่ในเมือง
I’m having some bad headaches ฉันกำลังปวดหัว

ขั้นตอนที่ 4: ทำข้อเสนออื่น

เพื่อลดทัศนคติเชิงลบ (negativity) ของการถูกปฏิเสธ ผู้พูดควรมีข้อเสนอใหม่แทนที่ข้อเสนอเดิม

นั่นอาจเป็นการนัดหมายในเวลาอื่นหรือแนะนำกิจกรรมอื่นนอกเหนือจากที่แนะนำโดยมีเจตนาแสดงความปรารถนาดีและความสนใจในข้อเสนอเดิม

ตัวอย่างรูปแบบประโยค

ตัวอย่างประโยคภาษาอังกฤษ แปลภาษา
How about / What about we …? แล้ว/ หรือเราควร…?
Shall we…? เราควร…ไหม?
Would you like to … another time? คุณอยากจะ… ในเวลาอื่นไหม?
Is … suitable for you? … จะโอเคกับคุณไหม?

4 ขั้นตอนในการปฏิเสธภาษาอังกฤษ

จะปฏิเสธภาษาอังกฤษของคนอื่นอย่างสุภาพได้อย่างไร?

ปฏิเสธที่จะจริงใจในภาษาอังกฤษแต่อย่าให้รายละเอียดมากเกินไป

เมื่อปฏิเสธใครสักคนเป็นภาษาอังกฤษ ข้อความสั้นๆ มีคุณค่ามากกว่าคำอธิบายที่ยาวและละเอียดเสมอ

ในการสื่อสารภาษาอังกฤษ ความจริงใจเป็นสิ่งที่มีค่ามาก ดังนั้นคำอธิบายที่ยุ่งยากเกินไปจะไม่สร้างความเห็นอกเห็นใจแก่ผู้ฟัง ในทางกลับกันก็อาจทำให้อีกฝ่ายสงสัยว่ามันเป็นเรื่องโกหกได้

ดังนั้น คำอธิบายที่กระชับจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้พูดและผู้ฟัง

ตัวอย่าง

(ผมขอโทษที่วันนี้มาไม่ได้ น้องสาวของผมปวดท้องมาก และผมต้องขับรถ 3 ชั่วโมงเพื่อซื้อยาให้เธอ)

(ผมขอโทษที่วันนี้มาไม่ได้ น้องสาวของผมป่วยหนัก หวังว่าทุกคนจะสนุก)

อย่าจบการสนทนาด้วยคำตอบที่ไม่ชัดเจน

หากตกอยู่ในสถานการณ์ที่ ” maybe” สถานการณ์ที่ผู้ฟังมีปัญหาในการคิดหาเหตุผลในการปฏิเสธอย่างสมเหตุสมผลเป็นภาษาอังกฤษและติดอยู่กับคำตอบที่คลุมเครือทำให้อีกฝ่ายรู้สึกสับสนซึ่งอาจตีความได้ว่ายินยอม

ตัวอย่างประโยคภาษาอังกฤษ แปลภาษา
I’m kinda busy right now, let’s see how things go ตอนนี้ฉันยุ่งมาก เดี๋ยวก็รู้ รอดูไปก่อน
Let me think about it ให้ฉันคิดดูก่อน
Can I answer you later? ฉันสามารถโทรกลับหาคุณในภายหลังได้ไหม?
Maybe, I’ll let you know later บางทีฉันจะแจ้งให้คุณทราบในภายหลัง
I don’t know, let me see if I have anything due ฉันไม่รู้ ลองดูว่าฉันยุ่งไหม

คำตอบเหล่านี้บอกเป็นนัยว่ายังมีความเป็นไปได้ที่ผู้อ่านจะเห็นด้วย ถ้าอยากเน้นย้ำถึงการปฏิเสธภาษาอังกฤษ ผู้อ่านควรใช้ประโยคยืนยันที่ชัดเจนมากขึ้น เช่น

(ฉันเกรงว่าฉันจะต้องปฏิเสธคำเชิญของคุณ ขอโทษที่ตอนนี้ฉันติดงานอยู่)

(ฉันมีงานต้องทำมากเกินไป เลยไม่สามารถมาได้)

(ฉันไปไม่ได้จริงๆ เพราะฉันป่วยหนัก)

หากกลัวจะทำให้คนอื่นขุ่นเคือง ก็ควรพูดถึงความรู้สึก หากตกลงโดยไม่ได้ตั้งใจ คุณควรปฏิบัติตาม 3 ขั้นตอนนี้ ขอโทษและอธิบาย แนะนำให้เปลี่ยนและหวังว่าทุกอย่างจะโอเค

วิธีปฏิเสธภาษาอังกฤษเมื่อกลัวจะทำให้ผู้อื่นขุ่นเคือง

บางครั้ง ถ้าคนถูกปฏิเสธเป็นญาติหรือเพื่อนสนิทก็จะทำให้อารมณ์ลำบากขึ้น เพราะโอกาสที่จะขุ่นเคืองคนเหล่านั้นมีสูงขึ้น

นั่นคือ เรามักจะรู้สึกผิดเมื่อปฏิเสธเพื่อนและญาติมากกว่าคำพูดของคนที่เคยรู้จัก

ในเวลานั้นควรอธิบายเหตุผลของการปฏิเสธให้ชัดเจนและเพิ่มความรู้สึกเล็กน้อยซึ่งจะทำให้ผู้ฟังมีความเห็นอกเห็นใจมากขึ้น

ตัวอย่าง

(ฉันต้องพูดว่า “ไม่” จริงๆ ฉันขอโทษ ช่วงนี้ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบาย)

(ฉันขอโทษจริงๆ ฉันอยากทำจริงๆ แต่ช่วงนี้งานเยอะมากและฉันก็เครียดมาก)

(ฉันยุ่งมาก ฉันไม่อยากทำให้คุณเสียใจ แต่ฉันไม่สามารถทำทุกอย่างได้ในคราวเดียวจริงๆ)

>>> Read more: 28 วิธีบอกว่า No ในภาษาอังกฤษ

คนวัยทำงานยังเรียนภาษาอังกฤษได้อย่างดี

วิธีปฏิเสธเป็นภาษาอังกฤษหลังจากตกลงโดยไม่ตั้งใจ

เมื่อตกลงกันแล้ว การปฏิเสธจะยากขึ้นมาก ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือผู้อ่านได้ตกลงรับข้อเสนอมาก่อนแล้ว โดยปกติแล้วสถานการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นเมื่อผู้อ่านมีสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดและการทำให้อีกฝ่ายเชื่อว่าเหตุผลนั้นจะต้องใช้เวลาและความพยายามมากขึ้น

คำศัพท์ภาษาอังกฤษสำหรับสิ่งนี้คือ Backing out of something (การถอยหลังออกจากบางสิ่งบางอย่าง)

ในสถานการณ์เหล่านี้ บางทีผู้พูดอาจต้องการหาเหตุผลที่สมเหตุสมผลที่สุดเพื่อไม่แสดงให้คนอื่นเห็นว่าตัวเองกำลังจัดลำดับความสำคัญของสิ่งอื่น วิธีที่ดีกว่าคือการอธิบายสถานการณ์ที่ยากนั้นและทำให้ชัดเจนว่าเราต้องปฏิเสธสิ่งที่เราทำไม่ได้อีกต่อไปหรือการไม่สามารถทำงานทั้งสองอย่างพร้อมกันได้ ต้องอธิบายให้ชัดเจนและไม่ทำให้ผู้อ่านสับสน

จากนั้น ควรปฏิบัติตาม 3 ขั้นตอนเหล่านี้

ขั้นตอนที่ 1: ขอโทษและอธิบาย 

(ฉันขอโทษจริงๆ ที่ทำให้คุณต้องผิดหวัง แต่ฉันทำไม่ได้…ในแง่ของเวลา ฉันอยู่ตรงนั้นไม่ได้)

(ฉันรู้ ฉันสัญญาว่าจะไป แต่จู่ๆ ก็มีเรื่องสำคัญเกิดขึ้น ฉันขอโทษจริงๆ)

(ฉันรู้สึกแย่ที่พูดแบบนี้ แต่ฉันคงอยู่ไม่ได้ ตอนนี้ฉันมีงานมากเกินไป ฉันขอโทษ)

>>> Read more:

ขั้นตอนที่ 2: แนะนำให้เปลี่ยน

ตัวอย่างประโยคภาษาอังกฤษ แปลภาษา
I’m free next week, though. Maybe we can see if …? แต่สัปดาห์หน้าฉันว่างบางทีเราสามารถ…?
How about I check if … is free to … with you? หรือฉันควรจะถาม… มีเวลาว่างเพื่อ… กับคุณไหม?
Maybe/ Perhaps … could … with you? บางที/หรือ…อาจจะ…กับคุณ?

ขั้นตอนที่ 3: หวังว่าทุกอย่างจะโอเค

ตัวอย่างประโยคภาษาอังกฤษ แปลภาษา
I hope you can understand ฉันหวังว่าคุณจะเข้าใจ
I hope you can forgive me ฉันหวังว่าคุณจะให้อภัยได้
I hope you can find someone else for … ฉันหวังว่าคุณจะสามารถหาคนอื่นที่จะ…
 I hope everything goes well ฉันหวังว่าทุกอย่างจะออกมาดี

โครงสร้างการปฏิเสธภาษาอังกฤษแบบสุภาพ

ตัวอย่างประโยคภาษาอังกฤษ แปลภาษา
Thank you (thank you for asking, thank you very much, etc.) but, I have to + V ขอขอบคุณ (ขอบคุณที่ถาม ขอบคุณมากๆ …) แต่ฉันต้อง…
I’d (really) rather not + V ฉันไม่ชอบทำ…
I don’t particularly like + V-ing ฉันพิเศษไม่ชอบ…
I’m afraid I can’t + V ฉันกลัวว่าไม่ทำ…ได้
It’s not my idea of + V-ing นั่นไม่ใช่ความคิดของฉันเกี่ยวกับ…
I’m not (really) fond of + V-ing จริงๆ ฉันไม่ชอบ…

โครงสร้างการปฏิเสธภาษาอังกฤษ

สถานการณ์การปฏิเสธภาษาอังกฤษที่แท้จริง

ปฏิเสธคำเชิญ

ตัวอย่างประโยคภาษาอังกฤษ แปลภาษา
I really appreciate your invitation, but … ฉันขอขอบคุณคำเชิญของคุณ แต่…
Well, that’s very kind of you, but … คุณใจดีมาก แต่…
That sounds great, but … ฟังดูดี แต่…
What a pity. I’ll be abroad then … ช่างน่าเสียดาย ฉันจะไปต่างประเทศในเวลานั้น
I’m sorry, but I can’t … ฉันขอโทษ แต่ฉันทำไม่ได้…
I wish I could come, but unfortunately … ฉันหวังว่าจะมาได้ แต่น่าเสียดาย…
That’s a very kind invitation, but … นั่นเป็นการเชิญชวนที่ใจดีมาก แต่…
I’d really like to, but … ฉันอยากได้จริงๆ แต่…
That’ll be great, but I’m sorry … คงจะยอดเยี่ยมมาก แต่…
I’m afraid I can’t make it … ฉันเกรงว่าจะไปไม่ได้ค่ะ…

ปฏิเสธข้อเสนอ

ตัวอย่างประโยคภาษาอังกฤษ แปลภาษา
That would really be great, but … นั่นคงจะยอด แต่…
I appreciate the offer, but … ฉันซาบซึ้งกับข้อเสนอนี้ แต่…
 I’m awfully sorry I have to refuse such an offer, but … ฉันขอโทษจริงๆ ที่ต้องปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว แต่…
That’s very kind of you; unfortunately, I can’t … คุณใจดีมาก แต่น่าเสียดายที่ฉันไม่สามารถ…
Thank you very much for the offer, but … ขอบคุณมากสำหรับข้อเสนอ แต่…

ปฏิเสธคำขอ

ตัวอย่างประโยคภาษาอังกฤษ แปลภาษา
I wish I could, but right now, I can’t … หวังว่าฉันจะทำได้ แต่ตอนนี้ฉัน…
I really wish I could help, but I can’t … หวังว่าฉันจะช่วยแต่ฉัน แต่ตอนนี้ฉันทำไม่ได้…
 I’m sorry I can’t help you here … ฉันขอโทษ แต่ตอนนี้ฉันไม่ช่วยคุณได้…
Normally, I’d be able to help, but … ปกติฉันก็สามารถช่วยได้ แต่…
I’m sorry, I’ll help another time, but I can’t today … ฉันขอโทษ ฉันจะช่วย แต่ไม่ใช่วันนี้
I’d love to help, but right now, I’m too busy … ฉันอยากช่วย แต่ตอนนี้ฉันยุ่งมาก…
I wish I could, but right now, I can’t … ฉันหวังว่าจะทำได้ แต่ตอนนี้ฉันไม่…

เรียนภาษาอังกฤษด้วยแอป ELSA Speak ดีหรือไม่

ตัวอย่างประโยคปฏิเสธในภาษาอังกฤษ

>>> Read more: 

สรุป

ข้างต้นคือคำแนะนำโดยละเอียดและตัวอย่างเฉพาะเกี่ยวกับวิธีปฏิเสธภาษาอังกฤษที่สุภาพที่สุดซึ่ง ELSA Speak สนับสนุนให้ผู้เรียนนำไปใช้ในอนาคต

เพียงใช้โครงสร้าง 4 ขั้นตอนที่ร่างไว้และประโยคตัวอย่างที่ให้ไว้

นอกจากนี้ เพื่อพัฒนาทักษะการปฏิเสธภาษาอังกฤษ ผู้เรียนควรฝึกฝนกับครูเจ้าของภาษาเพื่อฝึกฝนความสามารถในการปฏิเสธภาษาอังกฤษ แม้ว่าคุณจะเคยตกลงมาก่อนแล้วก็ตาม

ดูหลักสูตรการสื่อสารภาษาอังกฤษเพิ่มเติมได้ที่ ELSA Speak ช่วยให้ผู้เรียนฝึกการตอบสนองการสื่อสารตามธรรมชาติที่ใช้ในสถานการณ์การเรียนและการทำงาน