Author: CTV PM

ในภาษาอังกฤษ The number of เป็นวลีที่คุ้นเคย แต่มักจะสร้างความสับสน โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับคำนามพหูพจน์กับกริยาเอกพจน์ ผู้เรียนภาษาอังกฤษจำนวนมากมักสับสนระหว่าง The number of และ A number of ทำให้เกิดข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจ The number of การใช้ และให้ความรู้ว่า The number of กับ A number of ต่างกันอย่างไร เพื่อหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดทั่วไป มาค้นหาคำตอบกับ ELSA Speak ตอนนี้เลย!

The Number of แปล? 

คำจำกัดความ : The number of ใช้เพื่ออ้างถึงจำนวนเฉพาะของกลุ่มวัตถุ

ตัวอย่าง : The number of students in the class is twenty. (จำนวนนักเรียนในชั้นเรียนมี 20 คน)

หมายเหตุ : The number of จะต้องคู่กับกริยาเอกพจน์เสมอ

The Number of แปล? 

>>> Read more: แยกแยะระหว่าง Countable และ Uncountable nouns ในเวลาเพียง 5 นาที

The number of การใช้ในภาษาอังกฤษเป็นอย่างไร? 

The Number of + คำนามพหูพจน์ 

The number of + Noun พหูพจน์  + V เอกพจน์

ตัวอย่าง: The number of employees in this company is increasing.

The number of การใช้ในภาษาอังกฤษเป็นอย่างไร? 

The Number of + กริยาเอกพจน์ 

The number of + V เอกพจน์

ตัวอย่าง: The number of tourists visiting this city has grown significantly.

The number of การใช้ในภาษาอังกฤษเป็นอย่างไร? 
นอกจากเข้าใจการใช้ The number of แล้ว ลองฝึกถามปริมาณและจำนวนด้วย how much how many จะช่วยให้คุณสร้างประโยคได้แม่นยำและคล่องตัวมากขึ้น

ความแตกต่างระหว่าง The Number of และ A Number of 

The number of กับ A number of ต่างกันอย่างไร? 

ตารางเปรียบเทียบ: The number of กับ A number of ต่างกันอย่างไร?

The number ofA number of
โครงสร้างThe number of + Noun (พหูพจน์) + Verb (เอกพจน์) A number of + Noun (พหูพจน์) + Verb (พหูพจน์)
วิธีใช้ใช้เพื่ออ้างอิงถึงตัวเลขเฉพาะใช้เมื่อไม่ทราบปริมาณที่แน่นอน
ตัวอย่างThe number of people in the room is fifty. (จำนวนคนในห้องคือห้าสิบคน)A number of people are waiting outside. (มีคนจำนวนหนึ่งกำลังรออยู่ข้างนอก)
ความแตกต่างระหว่าง The Number of และ A Number of 

ข้อผิดพลาดทั่วไปเมื่อใช้ The Number of 

ความสับสนระหว่างกริยาเอกพจน์และพหูพจน์ 

คำอธิบาย: ในประโยคข้างต้น The number of cars เป็นประธาน แม้ว่า cars จะเป็นพหูพจน์ แต่ The number of ทำหน้าที่เป็นวลีคำนามเอกพจน์ ที่หมายถึงจำนวนรถยนต์ ดังนั้น กริยาต้องอยู่ในรูปเอกพจน์

ข้อผิดพลาดทั่วไปเมื่อใช้ The Number of 

>>> Read more: However คืออะไร ตัวอย่างและวิธีใช้โครงสร้าง However ที่เข้าใจง่าย

สับสนกับ A Number of

คำอธิบาย : A number of หมายถึง จำนวนหนึ่ง ใช้เพื่ออ้างถึงกลุ่มของวัตถุ และใช้กับคำนามพหูพจน์ ดังนั้น กริยาจะต้องเป็นพหูพจน์

ข้อผิดพลาดทั่วไปเมื่อใช้ The Number of 

แบบฝึกหัดและคำตอบ 

เพื่อทดสอบความเข้าใจและการใช้ The number of ลองทำแบบฝึกหัดด้านล่างนี้

เลือกคำตอบที่ถูกต้อง (is/are, has/have…) เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์:

  1. The number of accidents ___ (has/have) increased in recent years.
  2. A number of students ___ (is/are) participating in the competition.
  3. The number of books in the library ___ (is/are) quite impressive.
  4. A number of people ___ (was/were) waiting outside the theater.
  5. The number of cars on the road ___ (causes/cause) heavy traffic congestion.

เฉลย 

เฉลยอธิบาย
The number of accidents has increased in recent years.The number of + คำนามพหูพจน์ (accidents) แต่กริยาประกอบเป็นเอกพจน์ (has) เพราะหมายถึงปริมาณที่ระบุชัดเจน
A number of students are participating in the competitionA number of = จำนวนหนึ่ง กริยาเป็นพหูพจน์ (are) เพราะมีความหมายทั่วไป
The number of books in the library is quite impressive.The number of อ้างถึงจำนวนหนังสือทั้งหมด ดังนั้นกริยาจึงเป็นเอกพจน์ (is)
A number of people were waiting outside the theater.A number of + คำนามพหูพจน์ (people) → กริยาพหูพจน์ (were).
The number of cars on the road causes heavy traffic congestion.The number of เป็นประธานเอกพจน์ ดังนั้น กริยา จะต้องเป็นเอกพจน์ (causes).
หลังจากเรียนรู้ The number of แล้ว อย่าลืมทบทวน การใช้ a an the ต่อด้วยนะคะ เพราะ บทความนี้จะช่วยให้คุณใช้ประโยคได้แม่นยำและเป็นธรรมชาติมากขึ้น

คำถามที่พบบ่อย 

A number of แปล? 

A number of หมายถึง ปริมาณหนึ่งที่มักจะใช้คู่กับกริยาพหูพจน์

ตัวอย่าง: A number of students are preparing for the exam.

The Number of: ใช้ Is หรือ Are? 

The number of ใช้กับกริยาเอกพจน์

ตัวอย่าง: The number of applicants is increasing rapidly.

The Number of + คำนามอะไร? 

ใช้ได้กับคำนามพหูพจน์แต่กริยาเอกพจน์

ตัวอย่าง: The number of books in the library is enormous.

The Number of เป็นคำพ้องความหมายกับ A Number of หรือไม่? 

ไม่ The number of เน้นถึงปริมาณที่เฉพาะ ในขณะที่ A number of หมายถึงจำนวนหนึ่ง

The Amount of เท่ากับ The Number of หรือไม่? 

The amount of ใช้กับคำนามนับไม่ได้ ส่วน The number of ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์

A number of การใช้

A number of หมายถึง จำนวนหนึ่งหรือหลาย ใช้เพื่ออ้างถึงกลุ่มบุคคลหรือสิ่งของที่มีจำนวนไม่ระบุ

ตัวอย่าง : A number of students are studying in the library. 

A large number of การใช้

A large number of หมายถึง จำนวนมากหรือมาก ใช้เพื่ออ้างอิงถึงกลุ่มของวัตถุที่มีจำนวนมาก

ตัวอย่าง : A large number of students are participating in the competition.

A great deal of การใช้

A great deal of หมายความว่า จำนวนมาก มักใช้กับคำนามนับไม่ได้เพื่ออ้างถึงปริมาณที่มาก

ตัวอย่าง : A great deal of effort is needed to complete this project.

Người dùng review

หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจ The number of การใช้ได้ดีขึ้น รวมถึงความรู้ว่า The number of กับ A number of ต่างกันอย่างไร ด้วยตัวอย่างโดยละเอียด หากต้องการปรับปรุงทักษะภาษาอังกฤษโดยรวมของคุณ โดยเฉพาะการออกเสียงและการสื่อสาร อัปเกรดเป็น ELSA Speak Premium วันนี้! ด้วยเทคโนโลยี AI ขั้นสูง ELSA Speak จะช่วยให้คุณฝึกการออกเสียงได้แม่นยำและมั่นใจมากขึ้นทุกวันนะคะ

อนุประโยคที่ไม่สมบูรณ์ (Dependent clauses) ถือเป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ในไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ เพราะช่วยให้ประโยคมีความชัดเจนและลื่นไหลมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายคนที่ไม่รู้วิธีแยกประเภทและใช้งานของ Dependent clauses อย่างถูกต้อง ในบทความนี้ ELSA Speak จะมาแนะนำ Dependent clause คืออะไร วิธีการสังเกตและใช้งานของ Dependent clauses อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยให้คุณพัฒนาทักษะการสื่อสารและการเขียนภาษาอังกฤษได้อย่างเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น

Dependent clause คืออะไร?

Dependent clause คืออะไร?

อนุประโยคที่ไม่สมบูรณ์ (Dependent clause หรือ Subordinate clause) คืออนุประโยคย่อยที่เริ่มต้นด้วยคำสันธานประเภทขึ้นต่อ (Subordinating conjunction) หรือคำสรรพนามสัมพันธ์ (Relative pronoun) จุดเด่นของอนุประโยคนี้คือไม่สามารถยืนอยู่ลำพังเป็นประโยคสมบูรณ์ได้ จำเป็นต้องใช้ร่วมกับประโยคหลักเพื่อสร้างเป็นประโยคที่สมบูรณ์ 

โครงสร้างของอนุประโยคจะคล้ายกับประโยคหลัก มีทั้งประธานและกริยาอย่างครบถ้วน อย่างไรก็ตาม Dependent clause มักมีหน้าที่เสริมข้อมูล เช่น แสดงเงื่อนไข อธิบายเพิ่มเติม หรือให้รายละเอียดที่ชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับประโยคหลัก ซึ่งช่วยให้ประโยคมีความสมบูรณ์ ชัดเจน และเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น

ตัวอย่าง:

Although it was raining, we decided to go for a walk. (แม้ว่าฝนจะตก เราก็ตัดสินใจออกไปเดินเล่น)

อนุประโยคอธิบาย
Dependent clause: Although it was rainingนี่คือ Dependent clause เนื่องจากขึ้นต้นด้วยคำสันธานที่ขึ้นต่อ Although และ ไม่สามารถยืนเป็นประโยคสมบูรณ์ได้หากไม่มีประโยคหลัก อนุประโยคนี้ทำหน้าที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเงื่อนไขหรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าการกระทำที่ระบุไว้ในประโยคหลัก
อนุประโยคหลัก: We decided to go for a walkประโยคหลักนี้มี ประธานคือ we และ กริยาคือ decided ครบถ้วน จึงเป็นประโยคที่สมบูรณ์และมีความหมายในตัวเองประโยคหลักนี้แสดงถึง การกระทำหลักของประโยค

ประเภทของ Dependent clause ในภาษาอังกฤษ

อนุประโยค (Dependent clause) แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ อนุประโยคแสดงกริยาวิเศษณ์ (Adverb Clause) อนุประโยคคำนาม (Noun Clause) อนุประโยคคำคุณศัพท์ (Adjective Clause) แต่ละประเภทมี หน้าที่และวิธีการใช้งานที่แตกต่างกันโดยมีบทบาทในการเสริมความหมายให้กับประโยคหลักทำให้ประโยคมีรายละเอียดมากขึ้นและสื่อสารได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

ประเภทของ Dependent clause ในภาษาอังกฤษ

>>> Read more: Punctuation คืออะไร? รวม punctuation ทั่วไปในภาษาอังกฤษที่คุณควรรู้

วิเศษณานุประโยค (Adverb Clause)

วิเศษณานุประโยค (Adverb clause หรือ Adverbial clause) คืออนุประโยคประเภทหนึ่งที่ทำหน้าที่เหมือนคำกริยาวิเศษณ์โดยมักใช้เพื่อขยายความให้กับกริยาคำคุณศัพท์หรือคำกริยาวิเศษณ์ภายในประโยคอนุประโยคชนิดนี้มักให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการ เวลา สถานที่ หรือเงื่อนไขของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประโยคหลัก

วิเศษณ์อนุประโยคในภาษาอังกฤษมีหลายประเภท ได้แก่

การจำแนกคำสันธานความหมายตัวอย่าง
เวลาWhen/Asเมื่อ ขณะที่I was watching TV when/as the doorbell rang. (ขณะที่ฉันกำลังดูทีวี กริ่งประตูก็ดังขึ้น)
Beforeก่อนที่She always drinks water before going to bed. (เธอมักจะดื่มน้ำก่อนที่จะไปนอน)
Afterหลังจากที่They went for a walk after they had breakfast. (เขาไปเดินเล่นหลังจากที่กินข้าวเช้าเสร็จ)
Sinceตั้งแต่I have known him since we were in school together. (ฉันรู้จักเขามาตั้งแต่ตอนที่เราเรียนด้วยกัน)
Untilจนกระทั่งWait here until I finish my call. (รออยู่ตรงนี้จนกระทั่งฉันจะคุยโทรศัพท์เสร็จ)
Onceครั้งหนึ่ง เมื่อ Once you start working here, you’ll enjoy the team spirit. (เมื่อคุณเริ่มทำงานที่นี่ คุณจะชอบบรรยากาศของการทำงานเป็นทีม)
As soon asทันทีที่Call me as soon as you get the chance. (โทรหาฉันทันทีที่คุณมีโอกาส)
สาเหตุBecause/As/SinceเพราะShe left early because/as/since she wasn’t feeling well. (เธอออกไปก่อนเวลาเพราะเธอรู้สึกไม่สบาย)
เงื่อนไขIfถ้า หากIf it rains tomorrow, we will stay home. (ถ้าพรุ่งนี้ฝนตก พวกเราจะอยู่ที่บ้าน)
Unlessเว้นเสียแต่ว่า ว่าถ้าไม่นอกจากI won’t go unless you come with me. (ฉันจะไม่ไปยกเว้นว่าคุณไปกับฉัน)
As long asตราบนานเท่าที่You can stay out as long as you’re back before midnight. (คุณสามารถออกไปข้างนอกได้ ตราบนานเท่าที่ที่คุณกลับมาก่อนเที่ยงคืน)
Providing (that)ตราบใดที่You can borrow my book providing that you return it on time. (คุณสามารถยืมหนังสือของฉันได้ ตราบใดที่คุณคืนตรงเวลา)
Provided (that)ตราบใดที่I’ll lend you my laptop provided that you use it carefully. (ฉันจะให้คุณยืมแล็ปท็อป ตราบใดที่คุณใช้งานมันอย่างระมัดระวัง)
วัตถุประสงค์In order thatเพื่อ …He studied extra hours in order that he could pass the final exam. (เขาเรียนพิเศษหลายชั่วโมงเพื่อที่จะผ่านการสอบปลายภาค)
So thatเพื่อ …They left early so that they could avoid traffic. (พวกเขาออกไปแต่เช้าเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงรถติด)
การยอมรับAlthough/Though/Even thoughแม้ว่าAlthough it was difficult, she never gave up. (แม้ว่ายากลำบาก เขาไม่เคยยอมแพ้)
การขัดแย้งWhileขณะที่She was working on the project while he was answering emails. (เธอกำลังทำโปรเจกต์ในขณะที่เขาตอบอีเมล)
Whereasขณะที่I enjoy reading, whereas my brother prefers sports. (ฉันชอบอ่านหนังสือ ขณะที่พี่ชายของฉันชอบกีฬา)
การสมมติIn case thatในกรณีที่, ถ้าเป็นเช่นนั้น, เผื่อDon’t forget to bring your ID in case that they ask for it. (อย่าลืมนำบัตรประชาชนติดตัวไป เผื่อว่าพวกเขาขอดู)
In the event thatในกรณีที่, ถ้าเป็นเช่นนั้น, เผื่อIn the event that the flight is delayed, we’ll provide accommodation. (ในกรณีที่เที่ยวบินล่าช้า เราจะจัดหาที่พักให้)
สถานที่Whereที่ไหน This is the park where I like to relax. (นี่คือสวนสาธารณะที่ฉันชอบไปพักผ่อน)
Whereverไม่ว่าที่ไหนก็ตาม, ที่ไหนก็ได้Wherever she goes, she brings her camera with her. (ไม่ว่าเธอจะไปที่ไหน เธอก็พกกล้องถ่ายรูปไปด้วยเสมอ)

นามานุประโยค (Noun Clause)

นามานุประโยค (Noun clause หรือ Nominal clause) คือ อนุประโยคที่ทำหน้าที่เหมือนคำนาม

อนุประโยคแบบคำนามมักจะทำหน้าที่เป็น ประธาน กรรม หรือส่วนเสริมของประโยค

อนุประโยคประเภทนี้มักเริ่มต้นด้วยคำต่าง ๆ ดังที่แสดงไว้ในตารางด้านล่าง

คำสันธานความหมายตัวอย่าง
Thatว่าHe said that he would be here by noon. (เขาบอกว่าเขาจะมาที่นี่ตอนเที่ยง)
WhatอะไรI wonder what she’s planning for her birthday. (ฉันสงสัยว่าเธอกำลังวางแผนอะไรสำหรับวันเกิด)
Whetherไม่แน่ใจว่า I don’t know whether they will arrive on time. (ฉันไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะมาตรงเวลาหรือไม่)
WhyทำไมCan you explain why the meeting was canceled? (คุณอธิบายได้ไหมว่าทำไมการประชุมจึงถูกยกเลิก?)
Howอย่างไรShe showed me how to make the perfect cup of coffee. (เธอสอนฉันว่าวิธีการชงกาแฟให้อร่อยอย่างไร)
WhoใครThe manager, who oversees all operations, will be attending the meeting. (ผู้จัดการ ซึ่งเป็นผู้ควบคุมดูแลกิจกรรมทั้งหมด จะเข้าร่วมการประชุม)
Whether เป็น Dependent clause หรือไม่ และมีวิธีใช้อย่างไรบ้าง มาร่วมทำความเข้าใจหน้าที่ โครงสร้าง และการใช้งานอย่างละเอียดของคำว่า whether ไปพร้อมกันในบทความนี้เลย

อนุประโยคคุณศัพท์ (Adjective clauses)

อนุประโยคคุณศัพท์ (Adjective clause) คือ อนุประโยคย่อยที่ทำหน้าที่เหมือนคำคุณศัพท์ใช้เพื่อขยายคำนามที่อยู่ข้างหน้านอกจากนี้อนุประโยคคุณศัพท์ยังสามารถขยายอนุประโยคหลักที่อยู่ข้างหน้าได้ด้วย โดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะหรือคุณสมบัติของสิ่งที่กล่าวถึง

อนุประโยคคุณศัพท์มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าอนุประโยคสัมพันธภาพ (Relative clause) ดังนั้น อนุประโยคประเภทนี้จึงมักเริ่มต้นด้วยคำสรรพนามหรือคำวิเศษณ์สัมพันธภาพดังต่อไปนี้

คำสันธานความหมายตัวอย่าง
Whoผู้ที่ / คนที่ (ใช้กับคน ทำหน้าที่เป็นประธานในประโยคย่อย)The author who wrote this novel is very famous. (ผู้เขียนที่เขียนนิยายเรื่องนี้มีชื่อเสียงมาก)
Whomผู้ที่ / คนที่ (ใช้กับคน ทำหน้าที่เป็นกรรมในประโยคย่อย)The person whom I spoke to was very helpful. (คนที่ฉันพูดคุยด้วยนั้นช่วยเหลือดีมาก)
Whichซึ่ง / ที่ (ใช้กับสิ่งของหรือสัตว์)I can’t find the keys which I left on the table. (ฉันหาไม่เจอกุญแจที่ฉันวางไว้บนโต๊ะ)
Thatที่/ซึ่ง (ใช้ได้ทั้งกับคนและสิ่งของ)The laptop that I bought last week is very fast. (แล็ปท็อปที่ฉันซื้อเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเร็วมาก)
Whereสถานที่ที่ / ที่ซึ่งThe park where we had our picnic was beautiful. (สวนสาธารณะที่เราจัดปิกนิกนั้นสวยงามมาก)
Whenช่วงเวลาที่ / ตอนที่I still remember the moment when I first met her. (ฉันยังจำช่วงเวลาที่ฉันเจอเธอครั้งแรกได้)

ตำแหน่งของ Dependent clause ภาษาอังกฤษ

อนุประโยคย่อยสามารถวางไว้ในตำแหน่งต่าง ๆ ภายในประโยคได้เพื่อเพิ่มข้อมูล ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทและหน้าที่ของมัน อนุประโยคเหล่านี้อาจปรากฏที่ต้น กลาง หรือท้ายประโยคเพื่อเน้นหรือเสริมความหมายให้กับประโยคหลัก

ตำแหน่งของ Dependent clauseตำแหน่งและหน้าที่ตัวอย่าง
อนุประโยคย่อยที่อยู่ต้นประโยคอนุประโยคย่อยที่วางไว้ต้นประโยคมักใช้เพื่อเน้นข้อมูลเพิ่มเติม เช่น เหตุผล บริบท หรือเงื่อนไข ประโยคหลักจะถูกคั่นด้วยเครื่องหมายจุลภาคBecause she was tired, she went to bed early. (เพราะเธอเหนื่อย เธอจึงเข้านอนเร็ว)
อนุประโยคย่อยที่อยู่กลางประโยคอนุประโยคย่อยที่วางอยู่กลางประโยคจะทำหน้าที่ขยายคำนามในประโยคหลักช่วยอธิบายหรือบรรยายให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับสิ่งที่กล่าวถึงThe book that I borrowed from the library is very interesting. (หนังสือที่ฉันยืมมาจากห้องสมุดน่าสนใจมาก)
อนุประโยคย่อยที่อยู่ท้ายประโยคอนุประโยคย่อยที่วางไว้ท้ายประโยคมีหน้าที่เสริมความหมายให้ประโยคหลักโดยไม่เน้นข้อมูลรองมากเกินไปตำแหน่งนี้มักใช้กับอนุประโยควิเศษณ์และอนุประโยคที่ทำหน้าที่เป็นนามI will go to the park if the weather is nice. (ฉันจะไปสวนสาธารณะถ้าอากาศดี)

การแยกแยะระหว่าง Dependent Clause และ Independent Clause

การแยกแยะระหว่าง Dependent Clause และ Independent Clause

>>> Read more: Correlative conjunction คืออะไร? 10 คำสันธาน ภาษาอังกฤษทั่วไป

ด้านล่างนี้คือตารางแยกแยะ Dependent Clause และ Independent Clause

เกณฑ์Independent clauseDependent clause
ความสามารถในการยืนอยู่ได้อย่างอิสระสามารถยืนอยู่ได้อย่างอิสระ เป็นประโยคที่สมบูรณ์ได้ไม่สามารถยืนได้ด้วยตัวเอง ต้องเชื่อมกับประโยคหลัก
โครงสร้างมีทั้งประธานและภาคแสดงครบถ้วนความหมายแม้จะมีประธานและกริยา แต่ไม่ก่อให้เกิดความหมายที่สมบูรณ์
สันธานไม่จำเป็นต้องมีคำเชื่อม หรืออาจใช้เครื่องหมายวรรคตอนแทนได้จำเป็นต้องมีคำเชื่อม (such as: because, if, although…) เพื่อเชื่อมกับประโยคหลัก
ตัวอย่างI love reading books. (ฉันชอบอ่านหนังสือ)Because I love reading books, I visit the library often. (เพราะฉันชอบอ่านหนังสือ ฉันจึงไปห้องสมุดบ่อย)
หน้าที่ในประโยคเป็นประโยคหลัก ซึ่งสามารถยืนได้ด้วยตัวเองทำหน้าที่เสริมข้อมูลให้กับประโยคหลัก ช่วยให้ความหมายชัดเจนยิ่งขึ้น

วิธีการสร้างประโยคซ้อนโดยใช้ Independent clause and Dependent clause

วิธีการสร้างประโยคซ้อนโดยใช้ Independent clause and Dependent clause

ประโยคความซ้อนประกอบด้วยประโยคหลักหนึ่งประโยคและหนึ่งหรือหลายประโยคย่อย ประโยคเหล่านี้เชื่อมต่อกันด้วยคำเชื่อม เช่น when, while, because, although, since, unless เป็นต้น หรือใช้คำสรรพนามเชื่อมความ เช่น who, whom, which, that…

ประโยคความซ้อนที่เรียบง่าย

ประโยคหลักหนึ่งประโยค + ประโยคย่อยหนึ่งประโยค

ตัวอย่าง: I went to the store because I needed some milk. (ฉันไปร้านค้าเพราะฉันต้องการนมเล็กน้อย)

ประโยคความซ้อนที่ซับซ้อน

ประโยคหลักหนึ่งประโยค + หลายประโยคย่อย

ตัวอย่าง: I went to the store because I needed some milk and I wanted to buy fresh vegetables. (ฉันไปร้านค้าเพราะฉันต้องการนมเล็กน้อยและอยากซื้อผักสดด้วย)

เราสามารถปรับเปลี่ยนตำแหน่งของประโยคหลักและประโยคย่อยในประโยคความซ้อนได้อย่างยืดหยุ่น ด้านล่างนี้คือตำแหน่งต่าง ๆ ของประโยคทั้งสองประเภทในประโยคความซ้อน

Independent clause ตัวอย่างประโยค: I made breakfast this morning because I woke up early. (ฉันทำอาหารเช้าในเช้านี้เพราะฉันตื่นเช้า)

=>ในตัวอย่างนี้ ประโยคหลัก I made breakfast this morning อยู่หน้าประโยคย่อย because I woke up early

วิธีการสร้างประโยคความรวม – ประโยคซ้อนที่มีทั้ง Dependent Clause และ Independent Clause

วิธีการสร้างประโยคความรวม – ประโยคซ้อนที่มีทั้ง Dependent Clause และ Independent Clause

>>> Read more: วิธีการใช้ So Because และ Because of

ประโยคที่ประกอบด้วยประโยคหลักอย่างน้อยสองประโยคและ Subordinate Clause อย่างน้อยหนึ่งประโยค เรียกว่า ประโยคซ้อน – ควบ

ประโยคหลักอย่างน้อย 2 ประโยค + อนุประโยคอย่างน้อย 1 ประโยค

ตัวอย่าง:

Safety is one of the most commonly mentioned reasons; Indeed research from the UK’s Transport Research Laboratory has shown that more than 90% of road incidents include human error as a contributing element, and in the great majority of cases, it is the primary cause.

(ความปลอดภัยเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ถูกกล่าวถึงบ่อยที่สุด ในความเป็นจริง งานวิจัยจากห้องปฏิบัติการวิจัยด้านการจราจรแห่งสหราชอาณาจักรได้แสดงให้เห็นว่าอุบัติเหตุกว่า 90% มีสาเหตุมาจากความผิดพลาดของมนุษย์และในกรณีส่วนใหญ่นี่คือสาเหตุหลัก)

=> ตัวอย่างนี้ประกอบด้วยประโยคหลัก 3 ประโยค และอนุประโยค 1 ประโยค จึงจัดเป็นประโยคซ้อน – ควบ

ตัวอย่าง:

I couldn’t help him because I didn’t know the situation, but if he returns, you should help him. (ฉันไม่สามารถช่วยเขาได้เพราะฉันไม่รู้สถานการณ์ แต่ถ้าเขากลับมา คุณควรช่วยเขา)

=> ประโยคนี้มีประโยคหลัก 2 ประโยค และประโยคย่อย 2 ประโยคดังนั้นจึงเป็นประโยคซ้อน – ควบ

Dự đoán điểm IELTS Speaking

คำถามที่พบบ่อย

Clause คืออะไร? มีกี่ประเภท?

อนุประโยค (Clause)คือ หน่วยทางไวยากรณ์ที่มีประธานและกริยา (คำกริยา) ครบถ้วนซึ่งสามารถสร้างเป็นประโยคที่สมบูรณ์ได้ หรืออาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของประโยคก็ได้ อนุประโยคสามารถแสดงความหมายได้อย่างอิสระหรือจำเป็นต้องพึ่งพาอนุประโยคอื่นเพื่อให้ความหมายสมบูรณ์

มีอนุประโยคหลัก 2 ประเภทคือ

อนุประโยคอิสระ (Independent clause):

อนุประโยคย่อย (Dependent clause):

นอกจากนี้ ในไวยากรณ์บางรูปแบบที่ซับซ้อน อาจมีชนิดของอนุประโยคอื่น ๆ เช่น อนุประโยคที่ทำหน้าที่เป็นคำนาม (noun clause), อนุประโยคที่ทำหน้าที่เป็นคำคุณศัพท์ (adjective clause) และอนุประโยคที่ทำหน้าที่เป็นคำวิเศษณ์ (adverbial clause) ขึ้นอยู่กับบทบาทและหน้าที่ของพวกมันในประโยค

Complex sentence คืออะไร?

ประโยคซ้อน (Complex sentence) คือประโยคที่ประกอบด้วยอย่างน้อยหนึ่งอนุประโยคหลัก (Independent clause) และอย่างน้อยหนึ่งอนุประโยคย่อย (Dependent clause) ประโยคซ้อนถูกใช้เพื่อเชื่อมโยงแนวคิดหรือข้อมูลที่ซับซ้อนทำให้ประโยคมีความละเอียดและลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น

โครงสร้างของประโยคซ้อน:

ตัวอย่างเกี่ยวกับประโยคซ้อน:

I stayed home คืออนุประโยคหลัก (เป็นประโยคสมบูรณ์)

because it was raining คืออนุประโยครองซึ่งใช้เพื่ออธิบายเหตุผลของการกระทำในอนุประโยคหลัก

Although she was tired คืออนุประโยคย่อยซึ่งให้เงื่อนไข

she finished her homework คืออนุประโยคหลัก เป็นการกระทำหลักในประโยค

แบบฝึกหัด

แบบฝึกหัดที่ 1: ระบุอนุประโยค (อนุประโยคย่อย) ในประโยคต่อไปนี้

1. When I lived in this village, we often played football.

2. My husband gave food to poor people whom he met on the street.

3. Because the boy was smart, he absorbed the lesson very quickly.

4. If he kept lying, no one would believe him.

5. I’m about to go to a place that I’ve been dreaming of.

แบบฝึกหัดที่ 2: เติมคำสันธานลงในช่องว่างเพื่อสร้างอนุประโยคที่เหมาะสม

1.       I will call you ____________ I arrive at the airport.

2.       She didn’t go to the party ____________ she wasn’t feeling well.

3.       ____________ you finish your homework, you can’t go out to play.

4.       He studied hard ____________ he could pass the exam.

5.       ____________ you know the answer, raise your hand.

6.       My sister, ____________ lives in New York, is coming to visit us next month.

7.       ____________ it was raining heavily, they continued their trip.

8.       We went to the park ____________ the weather was nice.

9.       ____________ the teacher arrived, the students were all seated quietly.

10.   Take an umbrella with you ____________ it rains.

แบบฝึกหัดที่ 3: เลือกคำตอบที่ถูกต้องเพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์

1.       She bought some fruits (because / although / if) she was going to make a fruit salad.

2.       We can go for a walk (whereas / if / in case) the weather is nice.

3.      (Though / When / Who) he is only ten, he speaks three languages fluently.

4.       I will visit you tomorrow (provided / unless / though) I have an emergency.

5.       The book, (which / where / so that) was on the table, belongs to my friend.

6.       Let’s take an extra bottle of water (in case / because / since) we get thirsty on the hike.

7.       He went to the concert (if / even though / so that) he was feeling tired.

8.       (Since / Who / Until) she moved to the city, she has made many new friends.

9.       They will succeed (because / provided / as long as) they keep putting in the effort.

10.   I’m going to bring a jacket (in case / as long as / whereas) it gets cold.

เฉลย:

แบบฝึกหัดที่ 1: ระบุอนุประโยคในประโยคต่อไปนี้แบบฝึกหัดที่ 2: เติมคำสันธานลงในช่องว่างเพื่อสร้างอนุประโยคที่เหมาะสมแบบฝึกหัดที่ 3: เลือกคำตอบที่ถูกต้องเพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์
1. อนุประโยคย่อย: When I lived in this village.1. I will call you when I arrive at the airport.1. She bought some fruit because she was going to make a fruit salad.
2. อนุประโยคย่อย: whom he met on the street.2. She didn’t go to the party because she wasn’t feeling well.2. We can go for a walk if the weather is nice.
3. อนุประโยคย่อย: Because the boy was smart.3. Until you finish your homework, you can’t go out to play.3. Though he is only ten, he speaks three languages fluently.
4. อนุประโยคย่อย: If he kept lying.4. He studied hard so that he could pass the exam.4. I will visit you tomorrow unless I have an emergency.
5. อนุประโยคย่อย: that I’ve been dreaming of.5. If you know the answer, raise your hand.5. The book, which was on the table, belongs to my friend.
6. My sister, who lives in New York, is coming to visit us next month.6. Let’s take an extra bottle of water in case (that) we get thirsty on the hike.
7. Although it was raining heavily, they continued their trip.7. He went to the concert even though he was feeling tired.
8. We went to the park because the weather was nice.8. Since she moved to the city, she has made many new friends.
9. When the teacher arrived, the students were all seated quietly.9. They will succeed as long as they keep putting in the effort.
10. Take an umbrella with you in case (that) it rains.10. I’m going to bring a jacket in case it gets cold.

หวังว่าหลังจากอ่านบทความนี้ คุณจะเข้าใจอย่างชัดเจนเกี่ยวกับ อนุประโยค – Dependent clause คืออะไรในภาษาอังกฤษ วิธีการจำแนกประเภทและใช้งานอย่างถูกต้องรวมถึงสามารถแยกแยะกับประโยคหลัก (Independent Clause) ได้อย่างมั่นใจเพื่อให้พัฒนาการของคุณรวดเร็วยิ่งขึ้น อย่าลืมฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอเพื่อเสริมสร้างทักษะไวยากรณ์และใช้โครงสร้างเหล่านี้ได้อย่างคล่องแคล่วด้วยแพ็กเกจ ELSA Premium ของ ELSA Speak ซึ่งมาพร้อมฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดในราคาที่เหมือนเดิม