ตัวเลขภาษาอังกฤษ 1-100 พร้อมคำอ่าน ถึง 1,000,000

ตัวเลขภาษาอังกฤษแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ เลขบอกจำนวน (Cardinal Numbers – ใช้สำหรับบอกจำนวน) และเลขบอกลำดับ (Ordinal Numbers – ใช้สำหรับบอกลำดับและอันดับ) บทความนี้รวบรวมตารางตัวเลขภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง หลักการเขียนและการประกอบตัวเลขภาษาอังกฤษ 1 ถึง 1000 เคล็ดลับในการแยกแยะเสียงท้ายคำที่มักสับสน รวมถึงวิธีนำตัวเลขไปใช้ในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน คุณรู้วิธีแยกแยะการออกเสียงคำลงท้าย teen และ ty หรือวิธีอ่านเศษส่วนในภาษาอังกฤษแล้วหรือยัง? มาค้นพบคำแนะนำโดยละเอียดได้ที่ด้านล่างนี้เลย

สารบัญ

ประเด็นสำคัญ
  • เลขบอกจำนวนใช้เพื่อระบุจำนวนที่ชัดเจน ส่วน เลขลำดับใช้เพื่อบอกลำดับ ตำแหน่ง หรืออันดับ
  • มีกฎว่าต้องใช้เครื่องหมายขีดกลางเมื่อเขียนตัวเลขตั้งแต่ 21 ถึง 99 ที่ไม่ใช่เลขหลักสิบที่ลงท้ายด้วย 0
  • แยกความแตกต่างระหว่างตัวเลขที่ลงท้ายด้วย teen ซึ่งเน้นเสียงที่พยางค์ท้าย กับ ty ซึ่งเน้นเสียงที่พยางค์แรก
  • การอ่านตัวเลขขนาดใหญ่ให้แบ่งตัวเลขออกเป็นกลุ่มละ 3 หลัก โดยใช้หน่วย thousand, million และ billion ตามลำดับ
  • การอ่านเศษส่วนตามหลักมาตรฐานคือใช้เลขบอกจำนวนสำหรับตัวเศษ และใช้เลขลำดับสำหรับตัวส่วน

ตัวเลขภาษาอังกฤษคืออะไร? มีกี่ประเภท?

คำว่า ตัวเลข ในภาษาอังกฤษเรียกรวมว่า number /ˈnʌm.bɚ/ โดยตัวเลขพื้นฐานแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ เลขบอกจำนวน เลขบอกลำดับ เศษส่วน และทศนิยม

สอบก่อนเข้าฟรี

{{(sIndex/sentences.length)*100}}%
{{ sentences[sIndex].text }}.
loading
  • เลขบอกจำนวน (Cardinal Numbers): ใช้สำหรับบอกจำนวน เช่น one, two, three ซึ่งหมายถึง หนึ่ง สอง สาม
  • เลขบอกลำดับ (Ordinal Numbers): ใช้สำหรับบอกตำแหน่ง อันดับ หรือลำดับในการจัดเรียง เช่น first, second, third ซึ่งหมายถึง อันดับที่หนึ่ง อันดับที่สอง อันดับที่สาม
  • เศษส่วน (Fractions): ใช้สำหรับบอกส่วนหนึ่งของทั้งหมด เช่น one-half คือ 1/2 และ one-third คือ 1/3
  • ทศนิยม (Decimals): ใช้สำหรับแสดงตัวเลขที่มีทั้งจำนวนเต็มและส่วนทศนิยม โดยใช้จุดเป็นตัวคั่น เช่น one point five คือ 1.5
ตัวเลขภาษาอังกฤษ
ตัวเลขพื้นฐานในภาษาอังกฤษ

เลขบอกจำนวนในภาษาอังกฤษคืออะไร

เลขบอกจำนวนในภาษาอังกฤษ (Cardinal Numbers) เป็นตัวเลขที่ใช้สำหรับการนับและระบุจำนวนที่แน่นอนของคน สิ่งของ สัตว์ หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ในประโยค เลขบอกจำนวนมักวางไว้หน้าคำนามเพื่อขยายคำนามนั้น และใช้ตอบคำถาม “How many?” (มีจำนวนเท่าไร? / มีกี่…?) โดยตรง

ตัวอย่าง: three apples (แอปเปิลสามลูก), ten workers (คนงานสิบคน)

ในชีวิตประจำวัน เลขบอกจำนวนถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในสถานการณ์ต่าง ๆ ดังนี้:

  • การบอกอายุ: ใช้บอกอายุของบุคคลหรือสัตว์
  • การบอกราคา: ใช้ระบุราคาหรือมูลค่าของสินค้าและบริการ
  • การบอกจำนวน: ใช้นับจำนวนสิ่งของ ผู้คน หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ
  • การบอกเวลา: ใช้สำหรับอ่านหรือบอกเวลาที่แน่นอน
  • การอ่านหมายเลขโทรศัพท์: ใช้สำหรับอ่านตัวเลขแต่ละหลักในหมายเลขโทรศัพท์สำหรับการติดต่อ
เลขบอกจำนวนในภาษาอังกฤษ
เลขบอกจำนวนในภาษาอังกฤษคือ Cardinal Numbers

เลขลำดับในภาษาอังกฤษคืออะไร 

เลขบอกลำดับในภาษาอังกฤษ (Ordinal Numbers) เป็นตัวเลขที่ใช้สำหรับบอกตำแหน่ง อันดับ วันที่ หรือลำดับของบุคคลหรือสิ่งของในลำดับต่อเนื่อง ในประโยค เลขบอกลำดับมักมีคำนำหน้านาม the อยู่ข้างหน้า และใช้ตอบคำถาม Which one? (อันไหน?) หรือ What position? (อยู่ในลำดับที่เท่าไร?) โดยตรง

ตัวอย่าง: the first prize (รางวัลที่หนึ่ง), the third floor (ชั้นที่สาม)

เลขลำดับในภาษาอังกฤษ
เลขลำดับในภาษาอังกฤษคือ Ordinal Numbers

ความแตกต่างระหว่างเลขบอกจำนวนและเลขลำดับในภาษาอังกฤษ

ด้านล่างนี้คือตารางเปรียบเทียบโดยละเอียดที่จะช่วยให้คุณแยกความแตกต่างระหว่างเลขบอกจำนวนและเลขลำดับภาษาอังกฤษได้อย่างง่ายดาย เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนในการใช้งาน

เกณฑ์เปรียบเทียบเลขบอกจำนวน (Cardinal Numbers)เลขบอกลำดับ (Ordinal Numbers)
วัตถุประสงค์ในการใช้ใช้เพื่อระบุจำนวนที่แน่นอนของคน สิ่งของ หรือเหตุการณ์ใช้เพื่อจัดอันดับ บอกตำแหน่ง วันที่ หรือลำดับ
การเขียนตัวเลขภาษาอังกฤษเป็นคำone, two, three, four, five…first, second, third, fourth, fifth…
รูปแบบย่อ1, 2, 3, 4, 5…1st, 2nd, 3rd, 4th, 5th…
ตัวอย่างThere are three apple trees. (มีต้นแอปเปิลสามต้น)This is his third car. (นี่คือรถยนต์คันที่สามของเขา)
เลขบอกจำนวนและเลขลำดับภาษาอังกฤษ
ความแตกต่างระหว่างเลขบอกจำนวนและเลขลำดับในภาษาอังกฤษ

ตัวเลขภาษาอังกฤษ 1 ถึง 100 พร้อมคำอ่าน

เลขลำดับภาษาอังกฤษ 1 ถึง 100 และวิธีเขียนตัวเลขภาษาอังกฤษ 1 ถึง 100

วิธีอ่านและเขียนตัวเลขภาษาอังกฤษ 1 ถึง 20

เมื่อเข้าใจสถานการณ์และการใช้งานต่าง ๆ แล้ว มาเริ่มเรียนรู้วิธีเขียนและออกเสียงตัวเลขภาษาอังกฤษให้ถูกต้อง โดยเริ่มจากตัวเลขพื้นฐานตั้งแต่ 1 ถึง 20 ตารางด้านล่างรวบรวมรายละเอียดเกี่ยวกับ การเขียน คำอ่านตามสัทอักษรสากล IPA และวิธีออกเสียง ของตัวเลขตั้งแต่ 1 ถึง 20 เพื่อให้คุณศึกษาและติดตามได้ง่ายยิ่งขึ้น 

เลขวิธีเขียนตัวเลขเป็นภาษาอังกฤษสัทอักษรสากล IPA
1One/wʌn/
2Two/tuː/
3Three/θriː/
4Four/fɔːr/
5Five/faɪv/
6Six/sɪks/
7Seven/ˈsev.ən/
8Eight/eɪt/
9Nine/naɪn/
10Ten/ten/
11Eleven/ɪˈlev.ən/
12Twelve/twelv/
13Thirteen/ˌθɜːˈtiːn/
14Fourteen/ˌfɔːˈtiːn/
15Fifteen/ˌfɪfˈtiːn/
16Sixteen/ˌsɪksˈtiːn/
17Seventeen/ˌsev.ənˈtiːn/
18Eighteen/ˌeɪˈtiːn/
19Nineteen/ˌnaɪnˈtiːn/
20Twenty/ˈtwen.ti/
ตัวเลขภาษาอังกฤษ 1 ถึง 20
วิธีอ่านและเขียนเลขภาษาอังกฤษ 1 ถึง 20

เพื่อให้จดจำกลุ่มตัวเลขนี้ได้อย่างเป็นระบบ ควรทำความเข้าใจกับกฎสำคัญบางประการดังต่อไปนี้

  • ตัวเลข 1–12 ต้องจดจำเป็นรายคำ: ตัวเลขกลุ่มนี้ไม่มีรูปแบบที่ตายตัว ผู้เรียนจึงจำเป็นต้องท่องจำทั้งวิธีเขียนและการออกเสียง
  • กฎการเติมท้าย “-teen” สำหรับตัวเลข 13–19: โดยทั่วไปสามารถเติมคำต่อท้าย -teen หลังตัวเลขหลักหน่วยได้ แต่มี 3 กรณีพิเศษที่ควรสังเกต ดังนี้
    • เลข 13: เปลี่ยน “three” เป็น “thir” ก่อนเติมคำต่อท้าย 

→ thirteen

  • เลข 15: เปลี่ยน “five” เป็น “fif” ก่อนเติมคำต่อท้าย 

→ fifteen

  • เลข 18: ตัดตัว “t” ออกหนึ่งตัวเมื่อเติมคำต่อท้าย 

→ eighteen

กฎพิเศษบางประการในการอ่านและเขียนตัวเลขภาษาอังกฤษตั้งแต่ 1 ถึง 20
กฎพิเศษบางประการในการอ่านและเขียนตัวเลขภาษาอังกฤษตั้งแต่ 1 ถึง 20

วิธีอ่านเลขภาษาอังกฤษ 21 ถึง 100

เมื่อคุณเชี่ยวชาญตัวเลขพื้นฐานที่ต่ำกว่า 20 แล้ว การเรียนรู้ตัวเลขที่มากขึ้นตั้งแต่ 21 ถึง 100 จะง่ายขึ้นมาก เพราะมีหลักการประกอบตัวเลขที่เป็นระบบ ก่อนที่จะสามารถเขียนตัวเลขต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง คุณควรจดจำวิธีเขียนและการออกเสียงของ เลขหลักสิบที่ลงท้ายด้วย 0  ต่อไปนี้ให้ได้ก่อน

เลข ภาษาอังกฤษสัทอักษรสากล IPAข้อควรระวังเกี่ยวกับข้อผิดพลาดในการสะกดคำที่พบบ่อย
20Twenty/ˈtwen.ti/หลีกเลี่ยงการเขียนผิดเป็น twelvty
30Thirty/ˈθɜː.ti/เปลี่ยนจาก “three” เป็น “thir” เช่นเดียวกับเลข 13
40Forty/ˈfɔː.ti/ไม่มีตัวอักษร “u” (ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: fourty)
50Fifty/ˈfɪf.ti/เปลี่ยนเป็น “fif” เช่นเดียวกับเลข 15 (ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: fivety)
60Sixty/ˈsɪks.ti/คงตัวสะกดเดิมของ six ไว้
70Seventy/ˈsev.ən.ti/คงตัวสะกดเดิมของ seven ไว้
80Eighty/ˈeɪ.ti/ตัดตัวอักษร “t” ออกหนึ่งตัว (ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: eightty)
90Ninety/ˈnaɪn.ti/ยังคงตัวอักษร “e” ไว้ (ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: ninty)
100One hundred/wʌn ˈhʌn.drəd/มักใช้คู่กับคำว่า “one” หรือ “a” 
วิธีอ่านเลขหลักสิบในภาษาอังกฤษตั้งแต่ 21–100
วิธีอ่านเลขหลักสิบในภาษาอังกฤษตั้งแต่ 21–100

เมื่อคุณต้องการเขียนตัวเลขตั้งแต่ 21 ถึง 99 ที่ไม่ได้ลงท้ายด้วย 0 เพียงใช้สูตรการประกอบตัวเลขที่ง่ายมากดังต่อไปนี้

เลขหลักสิบ + (เครื่องหมายขีดกลาง) + เลขหลักหน่วย (1 – 9)

ข้อควรจำ: ควรใช้เครื่องหมายขีดกลาง (-) เสมอเมื่อเขียนตัวเลขสองหลักตั้งแต่ 21 ถึง 99 เป็นคำภาษาอังกฤษ

ตัวอย่าง ตัวเลขในภาษาอังกฤษเขียนอย่างไร

  • 21 → twenty-one
  • 35 →  thirty-five
  • 41 → forty-one
  • 99 → ninety-nine
วิธีอ่านและเขียนตัวเลขที่ไม่ใช่เลขกลมตั้งแต่ 21 ถึง 99 ในภาษาอังกฤษ
วิธีอ่านและเขียนตัวเลขที่ไม่ใช่เลขกลมตั้งแต่ 21 ถึง 99 ในภาษาอังกฤษ

ความแตกต่างเกี่ยวกับวิธีออกเสียง teen และ ty

teen กับ ty ต่างกันอย่างไร ความแตกต่างระหว่าง -teen กับ -ty เป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญของผู้เรียนภาษาอังกฤษในการฟังและการพูด เพราะมักสับสนระหว่างตัวเลขที่ลงท้ายด้วย -teen (13–19) และ -ty (30–90) มาดูการเปรียบเทียบความแตกต่างของ การออกเสียงตามสัทอักษร (IPA) และ ตำแหน่งการเน้นเสียง ของตัวเลขแต่ละคู่โดยละเอียดกันเลย

คู่ตัวเลขคำลงท้าย -teen
(เน้นพยางค์ที่สอง)
คำลงท้าย -ty
(เน้นพยางค์แรก)
13 กับ 30Thirteen/ˌθɜːˈtiːn/Thirty/ˈθɜː.ti/
14 กับ 40Fourteen/ˌfɔːˈtiːn/Forty/ˈfɔː.ti/
15 กับ 50Fifteen/ˌfɪfˈtiːn/Fifty/ˈfɪf.ti/
16 กับ 60Sixteen/ˌsɪksˈtiːn/Sixty/ˈsɪks.ti/
17 กับ 70Seventeen/ˌsev.ənˈtiːn/Seventy/ˈsev.ən.ti/
18 กับ 80Eighteen/ˌeɪˈtiːn/Eighty/ˈeɪ.ti/
19 กับ 90Nineteen/ˌnaɪnˈtiːn/Ninety/ˈnaɪn.ti/

เคล็ดลับการเน้นเสียง

  • สำหรับตัวเลขที่ลงท้ายด้วย -teen ให้เน้นเสียงที่คำลงท้าย -teen (พยางค์ที่สอง) และออกเสียงลากยาว
  • สำหรับตัวเลขที่ลงท้ายด้วย -ty ให้เน้นเสียงที่พยางค์แรก ส่วนคำลงท้าย -ty ให้ออกเสียงสั้นและเบา พร้อมลดระดับเสียงลง
teen กับ ty ต่างกันอย่างไร
วิธีออกเสียง teen และ ty

วิธีอ่านตัวเลขหลักร้อยภาษาอังกฤษ

เลขหลักร้อย – Hundred /ˈhʌn.drəd/ คือจำนวนที่มีสามหลัก โดยการอ่านเลขหลักร้อยสามารถทำตามสูตรการประกอบตัวเลขที่ง่ายมากดังต่อไปนี้

เลขบอกจำนวน (1–9) + hundred + and + ส่วนของเลขหลักสิบและหลักหน่วยที่ตามหลัง

โดยเฉพาะ

  • การออกเสียงแบบอังกฤษ – อังกฤษ (UK): ใช้คำว่า “and”
  • การออกเสียงแบบอังกฤษ – อเมริกัน (US): ไม่ใช้คำว่า “and”

ตารางตัวอย่างด้านล่างจะแสดงรายละเอียดวิธีการใช้สูตรนี้ พร้อมทั้งเปรียบเทียบความแตกต่างเล็กน้อยระหว่างการอ่านแบบ อังกฤษ – อังกฤษ (UK) และ อังกฤษ – อเมริกัน (US)

เลขการอ่านแบบอังกฤษ – อังกฤษ (UK)การอ่านแบบอังกฤษ – อเมริกัน (US)
100One hundred (หรือ A hundred)One hundred
109One hundred and nineOne hundred nine
412Four hundred and twelveFour hundred twelve
752Seven hundred and fifty-twoSeven hundred fifty-two
วิธีอ่านตัวเลขหลักร้อยภาษาอังกฤษ
วิธีอ่านตัวเลขหลักร้อยภาษาอังกฤษ

วิธีอ่านเลขหลักพันและหลักหมื่น

เลขหลักพันในภาษาอังกฤษจะใช้หน่วย Thousand /ˈθaʊ.zənd/ มาดูวิธีอ่านตัวเลขหลักพันภาษาอังกฤษ มีหลักการเฉพาะดังต่อไปนี้

วิธีอ่านตัวเลขหลักพันภาษาอังกฤษ ( 1,000 ถึง 9,000)

หลักการอ่านตัวเลขตั้งแต่ 1,000 ถึง 9,000 คือการนำ เลขหลักหน่วย + thousand มาประกอบกัน 

ตัวอย่าง

  • 1,000 → one thousand
  • 8,000 → eight thousand

วิธีอ่านเลขหลักหมื่น (ตั้งแต่ 10,000–90,000)

หลักการอ่านตัวเลขตั้งแต่ 10,000 ถึง 90,000 คือการนำ เลขหลักสิบ + thousand มาประกอบกัน

ตัวอย่าง

  • 20,000 → twenty thousand
  • 55,000 → fifty-five thousand

ข้อควรจำที่สำคัญ: ภาษาอังกฤษไม่มีคำเฉพาะที่ใช้แทนจำนวน “หนึ่งหมื่น” จึงต้องอ่านโดยใช้คำว่า thousand เช่น 10,000 = ten thousand; 30,000 = thirty thousand 

วิธีอ่านตัวเลขหลักพันภาษาอังกฤษ
วิธีอ่านเลขหลักพันและหลักหมื่นในภาษาอังกฤษ

วิธีอ่านเลขหลักแสนและหลักล้านในภาษาอังกฤษ

สำหรับตัวเลขขนาดใหญ่ เช่น หลักแสนหรือหลักล้าน เจ้าของภาษามักใช้หลักการแบ่งกลุ่มตัวเลขเพื่อให้อ่านได้ง่ายขึ้น ด้านล่างนี้คือหลักการ แบ่งตัวเลขออกเป็นกลุ่มละ 3 หลัก (คั่นด้วยเครื่องหมายจุลภาค ,) ซึ่งจะช่วยให้คุณเข้าใจวิธีอ่านตัวเลขหลักล้านภาษาอังกฤษได้ง่ายขึ้น 

เลขหลักล้าน (Million), เลขหลักพัน (Thousand), เลขหลักร้อย (Hundred)

หน่วยหลักแสน (One hundred thousand): นำส่วนของหลักร้อยที่อยู่ก่อนเครื่องหมายจุลภาคมาประกอบกับคำว่า thousand

ตัวอย่าง

  • 100,000 → one hundred thousand
  • 450,000 → four hundred and fifty thousand

หน่วยล้าน (One million): ใช้คำว่า Million /ˈmɪl.jən/ สำหรับกลุ่มตัวเลขจำนวน 6 หลัก

ตัวอย่าง 

  • 1,000,000 → one million
  • 8,200,000 → eight million, two hundred thousand
วิธีอ่านเลขหลักแสนและหลักล้านในภาษาอังกฤษ
วิธีอ่านเลขหลักแสนและหลักล้านในภาษาอังกฤษ

วิธีอ่านตัวเลขภาษาอังกฤษในสถานการณ์การสื่อสารจริง

การเรียนรู้ภาคทฤษฎีจะเข้าใจได้ชัดเจนและนำไปใช้ได้จริงมากขึ้นเมื่อนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน มาดูกันว่าคนเจ้าของภาษาพูดถึง อายุ ราคา และที่อยู่ โดยใช้ตัวเลขภาษาอังกฤษในสถานการณ์จริงอย่างไรกันบ้าง

วิธีใช้วิธีอ่านตัวเลขตัวอย่าง
อายุและจำนวนใช้เลขบอกจำนวนโดยตรงShe is thirteen years old. (เธออายุ 13 ปี)
ราคาอ่านจำนวนเต็มพร้อมหน่วยเงิน จากนั้นอ่านส่วนทศนิยม (ถ้ามี)$45.99 → forty-five dollars and ninety-nine cents (หรือ forty-five ninety-nine)
ปี โดยทั่วไปจะแบ่งปีออกเป็นตัวเลขสองคู่เพื่ออ่าน1985 → nineteen eighty-five2026 → twenty twenty-six
หมายเลขโทรศัพท์อ่านตัวเลขทีละหลัก สามารถใช้ double หรือ triple เมื่อมีตัวเลขเดียวกันติดกันสองหรือสามตัว0988… → oh nine double eight…
หมายเลขห้องและที่อยู่อ่านแยกเป็นคู่หรืออ่านทีละหลัก ขึ้นอยู่กับบริบทRoom 305 → Room three oh five
วิธีอ่านที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์ภาษาอังกฤษ 
วิธีอ่านที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์ภาษาอังกฤษ

รูปแบบตัวเลขที่พบบ่อยอื่น ๆ

นอกจากตัวเลขจำนวนเต็มทั่วไปแล้ว ในการเรียนและการทำงาน คุณมักจะพบรูปแบบตัวเลขเฉพาะอื่น ๆ ดังต่อไปนี้

ด้านล่างนี้คือวิธีอ่านและใช้ ตัวเลขรูปแบบพิเศษ ตั้งแต่เลข 0 เลขติดลบ ไปจนถึงเศษส่วนและเปอร์เซ็นต์:

  • เลข 0: สามารถอ่านได้หลายแบบขึ้นอยู่กับบริบท เช่น zero (ใช้ในทางคณิตศาสตร์หรืออุณหภูมิ), oh (ใช้กับหมายเลขโทรศัพท์หรือหมายเลขห้อง), nought (ใช้กับเลขทศนิยมในภาษาอังกฤษแบบอังกฤษ) หรือ nil (ใช้กับคะแนนกีฬา)
  • เลขติดลบ: เติมคำว่า minus หรือ negative ไว้หน้าจำนวน
    • ตัวอย่าง: -5°C → minus five degrees Celsius
  • เลขทศนิยม: อ่านส่วนจำนวนเต็มก่อน จากนั้นอ่านคำว่า point แล้วอ่านตัวเลขแต่ละหลักหลังจุดทศนิยมแยกกัน
    • ตัวอย่าง: 3.14 → three point one four (ไม่ อ่านว่า three point fourteen)
  • เศษส่วน: ตัวเศษอ่านเป็นเลขบอกจำนวน ส่วนตัวส่วนอ่านเป็นเลขลำดับ หากตัวเศษมากกว่า 1 ให้เติม “s” ที่ตัวส่วน
    • ตัวอย่าง: 1/3 → one third, 2/3 → two thirds
  • เปอร์เซ็นต์: ใช้เลขบอกจำนวนตามด้วยคำว่า percent
    • ตัวอย่าง: 50% → fifty percent
รูปแบบตัวเลขที่พบบ่อยอื่น ๆ
รูปแบบตัวเลขที่พบบ่อยอื่น ๆ

คำถามที่พบบ่อย 

ด้านล่างนี้คือคำตอบแบบสั้น ๆ สำหรับข้อสงสัยที่พบบ่อยของผู้เรียนเกี่ยวกับเรื่อง ตัวเลขภาษาอังกฤษ

วิธีอ่านเลขบอกจำนวนภาษาอังกฤษ 1 ถึง 100 อย่างไร?

ท่องจำกลุ่มตัวเลข 1–20 จากนั้นนำเลขหลักสิบที่ลงท้ายด้วย 0 มารวมกับเลขหลักหน่วย (1–9) โดยใช้เครื่องหมายขีดกลาง (-) คั่นระหว่างตัวเลข

เมื่อไหร่ควรใช้เครื่องหมายขีดกลาง?

จำเป็นต้องใช้เครื่องหมายขีดกลาง (-) เมื่อเขียนตัวเลขเป็นคำภาษาอังกฤษสำหรับตัวเลขสองหลักตั้งแต่ 21 ถึง 99 ที่ไม่ได้ลงท้ายด้วย 0

1,000 และ 1,000,000 อ่านอย่างไร?

1,000 อ่านว่า one thousand (หรือ a thousand) ส่วน 1,000,000 อ่านว่า one million (หรือ a million)

วิธีหลีกเลี่ยงการสับสนระหว่าง thirteen และ thirty?

ให้เน้นที่ การลงน้ำหนักเสียง: Thirteen /ˌθɜːˈtiːn/ เน้นที่พยางค์สุดท้าย ขณะที่ Thirty /ˈθɜː.ti/ เน้นที่พยางค์แรก

เลข 30 ภาษาอังกฤษว่าอย่างไร?

เลข 30 ในภาษาอังกฤษคือ Thirty (การออกเสียง IPA: /ˈθɜː.ti/)

เลข 8 ภาษาอังกฤษว่าอย่างไร?

เลข 8 ในภาษาอังกฤษคือ Eight (การออกเสียง IPA: /eɪt/)

เลข 10 ภาษาอังกฤษว่าอย่างไร?

เลข 10 ในภาษาอังกฤษคือ Ten (การออกเสียง IPA: /ten/)

เลข 41 ภาษาอังกฤษว่าอย่างไร?

เลข 41 ในภาษาอังกฤษคือ Forty-one (การออกเสียง IPA: /ˈfɔː.ti wʌn/)

1,000 ภาษาอังกฤษว่าอย่างไร?

1,000 ในภาษาอังกฤษอ่านว่า One thousand หรือ A thousand (การออกเสียง IPA: /wʌn ˈθaʊ.zənd/)

100 ภาษาอังกฤษว่าอย่างไร?

100 ในภาษาอังกฤษอ่านว่า One hundred หรือ A hundred (การออกเสียง IPA: /wʌn ˈhʌn.drəd/)

การจดจำและการนำ ตัวเลขภาษาอังกฤษ ไปใช้อย่างถูกต้องในการสื่อสารในชีวิตประจำวันจำเป็นต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อพัฒนาทักษะการตอบสนองอย่างเป็นธรรมชาติและฝึกออกเสียงตัวเลขแต่ละตัวให้ถูกต้อง คุณสามารถฝึกฝนได้ทุกวันด้วยแอปพลิเคชัน ELSA Speak และเข้าไปที่หมวดคำศัพท์ที่ใช้บ่อย เพื่อค้นพบและอ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำศัพท์และไวยากรณ์ที่เป็นประโยชน์

ELSA Premium 1 ปี เพียง 2,353 บาทเท่านั้น!