ตัวเลขภาษาอังกฤษแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ เลขบอกจำนวน (Cardinal Numbers – ใช้สำหรับบอกจำนวน) และเลขบอกลำดับ (Ordinal Numbers – ใช้สำหรับบอกลำดับและอันดับ) บทความนี้รวบรวมตารางตัวเลขภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง หลักการเขียนและการประกอบตัวเลขภาษาอังกฤษ 1 ถึง 1000 เคล็ดลับในการแยกแยะเสียงท้ายคำที่มักสับสน รวมถึงวิธีนำตัวเลขไปใช้ในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน คุณรู้วิธีแยกแยะการออกเสียงคำลงท้าย teen และ ty หรือวิธีอ่านเศษส่วนในภาษาอังกฤษแล้วหรือยัง? มาค้นพบคำแนะนำโดยละเอียดได้ที่ด้านล่างนี้เลย
- เลขบอกจำนวนใช้เพื่อระบุจำนวนที่ชัดเจน ส่วน เลขลำดับใช้เพื่อบอกลำดับ ตำแหน่ง หรืออันดับ
- มีกฎว่าต้องใช้เครื่องหมายขีดกลางเมื่อเขียนตัวเลขตั้งแต่ 21 ถึง 99 ที่ไม่ใช่เลขหลักสิบที่ลงท้ายด้วย 0
- แยกความแตกต่างระหว่างตัวเลขที่ลงท้ายด้วย teen ซึ่งเน้นเสียงที่พยางค์ท้าย กับ ty ซึ่งเน้นเสียงที่พยางค์แรก
- การอ่านตัวเลขขนาดใหญ่ให้แบ่งตัวเลขออกเป็นกลุ่มละ 3 หลัก โดยใช้หน่วย thousand, million และ billion ตามลำดับ
- การอ่านเศษส่วนตามหลักมาตรฐานคือใช้เลขบอกจำนวนสำหรับตัวเศษ และใช้เลขลำดับสำหรับตัวส่วน
ตัวเลขภาษาอังกฤษคืออะไร? มีกี่ประเภท?
คำว่า ตัวเลข ในภาษาอังกฤษเรียกรวมว่า number /ˈnʌm.bɚ/ โดยตัวเลขพื้นฐานแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ เลขบอกจำนวน เลขบอกลำดับ เศษส่วน และทศนิยม
สอบก่อนเข้าฟรี
- เลขบอกจำนวน (Cardinal Numbers): ใช้สำหรับบอกจำนวน เช่น one, two, three ซึ่งหมายถึง หนึ่ง สอง สาม
- เลขบอกลำดับ (Ordinal Numbers): ใช้สำหรับบอกตำแหน่ง อันดับ หรือลำดับในการจัดเรียง เช่น first, second, third ซึ่งหมายถึง อันดับที่หนึ่ง อันดับที่สอง อันดับที่สาม
- เศษส่วน (Fractions): ใช้สำหรับบอกส่วนหนึ่งของทั้งหมด เช่น one-half คือ 1/2 และ one-third คือ 1/3
- ทศนิยม (Decimals): ใช้สำหรับแสดงตัวเลขที่มีทั้งจำนวนเต็มและส่วนทศนิยม โดยใช้จุดเป็นตัวคั่น เช่น one point five คือ 1.5

เลขบอกจำนวนในภาษาอังกฤษคืออะไร
เลขบอกจำนวนในภาษาอังกฤษ (Cardinal Numbers) เป็นตัวเลขที่ใช้สำหรับการนับและระบุจำนวนที่แน่นอนของคน สิ่งของ สัตว์ หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ในประโยค เลขบอกจำนวนมักวางไว้หน้าคำนามเพื่อขยายคำนามนั้น และใช้ตอบคำถาม “How many?” (มีจำนวนเท่าไร? / มีกี่…?) โดยตรง
ตัวอย่าง: three apples (แอปเปิลสามลูก), ten workers (คนงานสิบคน)
ในชีวิตประจำวัน เลขบอกจำนวนถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในสถานการณ์ต่าง ๆ ดังนี้:
- การบอกอายุ: ใช้บอกอายุของบุคคลหรือสัตว์
- การบอกราคา: ใช้ระบุราคาหรือมูลค่าของสินค้าและบริการ
- การบอกจำนวน: ใช้นับจำนวนสิ่งของ ผู้คน หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ
- การบอกเวลา: ใช้สำหรับอ่านหรือบอกเวลาที่แน่นอน
- การอ่านหมายเลขโทรศัพท์: ใช้สำหรับอ่านตัวเลขแต่ละหลักในหมายเลขโทรศัพท์สำหรับการติดต่อ

เลขลำดับในภาษาอังกฤษคืออะไร
เลขบอกลำดับในภาษาอังกฤษ (Ordinal Numbers) เป็นตัวเลขที่ใช้สำหรับบอกตำแหน่ง อันดับ วันที่ หรือลำดับของบุคคลหรือสิ่งของในลำดับต่อเนื่อง ในประโยค เลขบอกลำดับมักมีคำนำหน้านาม the อยู่ข้างหน้า และใช้ตอบคำถาม Which one? (อันไหน?) หรือ What position? (อยู่ในลำดับที่เท่าไร?) โดยตรง
ตัวอย่าง: the first prize (รางวัลที่หนึ่ง), the third floor (ชั้นที่สาม)

ความแตกต่างระหว่างเลขบอกจำนวนและเลขลำดับในภาษาอังกฤษ
ด้านล่างนี้คือตารางเปรียบเทียบโดยละเอียดที่จะช่วยให้คุณแยกความแตกต่างระหว่างเลขบอกจำนวนและเลขลำดับภาษาอังกฤษได้อย่างง่ายดาย เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนในการใช้งาน
| เกณฑ์เปรียบเทียบ | เลขบอกจำนวน (Cardinal Numbers) | เลขบอกลำดับ (Ordinal Numbers) |
| วัตถุประสงค์ในการใช้ | ใช้เพื่อระบุจำนวนที่แน่นอนของคน สิ่งของ หรือเหตุการณ์ | ใช้เพื่อจัดอันดับ บอกตำแหน่ง วันที่ หรือลำดับ |
| การเขียนตัวเลขภาษาอังกฤษเป็นคำ | one, two, three, four, five… | first, second, third, fourth, fifth… |
| รูปแบบย่อ | 1, 2, 3, 4, 5… | 1st, 2nd, 3rd, 4th, 5th… |
| ตัวอย่าง | There are three apple trees. (มีต้นแอปเปิลสามต้น) | This is his third car. (นี่คือรถยนต์คันที่สามของเขา) |

ตัวเลขภาษาอังกฤษ 1 ถึง 100 พร้อมคำอ่าน
เลขลำดับภาษาอังกฤษ 1 ถึง 100 และวิธีเขียนตัวเลขภาษาอังกฤษ 1 ถึง 100
วิธีอ่านและเขียนตัวเลขภาษาอังกฤษ 1 ถึง 20
เมื่อเข้าใจสถานการณ์และการใช้งานต่าง ๆ แล้ว มาเริ่มเรียนรู้วิธีเขียนและออกเสียงตัวเลขภาษาอังกฤษให้ถูกต้อง โดยเริ่มจากตัวเลขพื้นฐานตั้งแต่ 1 ถึง 20 ตารางด้านล่างรวบรวมรายละเอียดเกี่ยวกับ การเขียน คำอ่านตามสัทอักษรสากล IPA และวิธีออกเสียง ของตัวเลขตั้งแต่ 1 ถึง 20 เพื่อให้คุณศึกษาและติดตามได้ง่ายยิ่งขึ้น
| เลข | วิธีเขียนตัวเลขเป็นภาษาอังกฤษ | สัทอักษรสากล IPA |
| 1 | One | /wʌn/ |
| 2 | Two | /tuː/ |
| 3 | Three | /θriː/ |
| 4 | Four | /fɔːr/ |
| 5 | Five | /faɪv/ |
| 6 | Six | /sɪks/ |
| 7 | Seven | /ˈsev.ən/ |
| 8 | Eight | /eɪt/ |
| 9 | Nine | /naɪn/ |
| 10 | Ten | /ten/ |
| 11 | Eleven | /ɪˈlev.ən/ |
| 12 | Twelve | /twelv/ |
| 13 | Thirteen | /ˌθɜːˈtiːn/ |
| 14 | Fourteen | /ˌfɔːˈtiːn/ |
| 15 | Fifteen | /ˌfɪfˈtiːn/ |
| 16 | Sixteen | /ˌsɪksˈtiːn/ |
| 17 | Seventeen | /ˌsev.ənˈtiːn/ |
| 18 | Eighteen | /ˌeɪˈtiːn/ |
| 19 | Nineteen | /ˌnaɪnˈtiːn/ |
| 20 | Twenty | /ˈtwen.ti/ |

เพื่อให้จดจำกลุ่มตัวเลขนี้ได้อย่างเป็นระบบ ควรทำความเข้าใจกับกฎสำคัญบางประการดังต่อไปนี้
- ตัวเลข 1–12 ต้องจดจำเป็นรายคำ: ตัวเลขกลุ่มนี้ไม่มีรูปแบบที่ตายตัว ผู้เรียนจึงจำเป็นต้องท่องจำทั้งวิธีเขียนและการออกเสียง
- กฎการเติมท้าย “-teen” สำหรับตัวเลข 13–19: โดยทั่วไปสามารถเติมคำต่อท้าย -teen หลังตัวเลขหลักหน่วยได้ แต่มี 3 กรณีพิเศษที่ควรสังเกต ดังนี้
- เลข 13: เปลี่ยน “three” เป็น “thir” ก่อนเติมคำต่อท้าย
→ thirteen
- เลข 15: เปลี่ยน “five” เป็น “fif” ก่อนเติมคำต่อท้าย
→ fifteen
- เลข 18: ตัดตัว “t” ออกหนึ่งตัวเมื่อเติมคำต่อท้าย
→ eighteen

วิธีอ่านเลขภาษาอังกฤษ 21 ถึง 100
เมื่อคุณเชี่ยวชาญตัวเลขพื้นฐานที่ต่ำกว่า 20 แล้ว การเรียนรู้ตัวเลขที่มากขึ้นตั้งแต่ 21 ถึง 100 จะง่ายขึ้นมาก เพราะมีหลักการประกอบตัวเลขที่เป็นระบบ ก่อนที่จะสามารถเขียนตัวเลขต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง คุณควรจดจำวิธีเขียนและการออกเสียงของ เลขหลักสิบที่ลงท้ายด้วย 0 ต่อไปนี้ให้ได้ก่อน
| เลข | ภาษาอังกฤษ | สัทอักษรสากล IPA | ข้อควรระวังเกี่ยวกับข้อผิดพลาดในการสะกดคำที่พบบ่อย |
| 20 | Twenty | /ˈtwen.ti/ | หลีกเลี่ยงการเขียนผิดเป็น twelvty |
| 30 | Thirty | /ˈθɜː.ti/ | เปลี่ยนจาก “three” เป็น “thir” เช่นเดียวกับเลข 13 |
| 40 | Forty | /ˈfɔː.ti/ | ไม่มีตัวอักษร “u” (ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: fourty) |
| 50 | Fifty | /ˈfɪf.ti/ | เปลี่ยนเป็น “fif” เช่นเดียวกับเลข 15 (ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: fivety) |
| 60 | Sixty | /ˈsɪks.ti/ | คงตัวสะกดเดิมของ six ไว้ |
| 70 | Seventy | /ˈsev.ən.ti/ | คงตัวสะกดเดิมของ seven ไว้ |
| 80 | Eighty | /ˈeɪ.ti/ | ตัดตัวอักษร “t” ออกหนึ่งตัว (ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: eightty) |
| 90 | Ninety | /ˈnaɪn.ti/ | ยังคงตัวอักษร “e” ไว้ (ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: ninty) |
| 100 | One hundred | /wʌn ˈhʌn.drəd/ | มักใช้คู่กับคำว่า “one” หรือ “a” |

เมื่อคุณต้องการเขียนตัวเลขตั้งแต่ 21 ถึง 99 ที่ไม่ได้ลงท้ายด้วย 0 เพียงใช้สูตรการประกอบตัวเลขที่ง่ายมากดังต่อไปนี้
| เลขหลักสิบ + (เครื่องหมายขีดกลาง) + เลขหลักหน่วย (1 – 9) |
ข้อควรจำ: ควรใช้เครื่องหมายขีดกลาง (-) เสมอเมื่อเขียนตัวเลขสองหลักตั้งแต่ 21 ถึง 99 เป็นคำภาษาอังกฤษ
ตัวอย่าง ตัวเลขในภาษาอังกฤษเขียนอย่างไร
- 21 → twenty-one
- 35 → thirty-five
- 41 → forty-one
- 99 → ninety-nine

ความแตกต่างเกี่ยวกับวิธีออกเสียง teen และ ty
teen กับ ty ต่างกันอย่างไร ความแตกต่างระหว่าง -teen กับ -ty เป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญของผู้เรียนภาษาอังกฤษในการฟังและการพูด เพราะมักสับสนระหว่างตัวเลขที่ลงท้ายด้วย -teen (13–19) และ -ty (30–90) มาดูการเปรียบเทียบความแตกต่างของ การออกเสียงตามสัทอักษร (IPA) และ ตำแหน่งการเน้นเสียง ของตัวเลขแต่ละคู่โดยละเอียดกันเลย
| คู่ตัวเลข | คำลงท้าย -teen (เน้นพยางค์ที่สอง) | คำลงท้าย -ty (เน้นพยางค์แรก) | ||
| 13 กับ 30 | Thirteen | /ˌθɜːˈtiːn/ | Thirty | /ˈθɜː.ti/ |
| 14 กับ 40 | Fourteen | /ˌfɔːˈtiːn/ | Forty | /ˈfɔː.ti/ |
| 15 กับ 50 | Fifteen | /ˌfɪfˈtiːn/ | Fifty | /ˈfɪf.ti/ |
| 16 กับ 60 | Sixteen | /ˌsɪksˈtiːn/ | Sixty | /ˈsɪks.ti/ |
| 17 กับ 70 | Seventeen | /ˌsev.ənˈtiːn/ | Seventy | /ˈsev.ən.ti/ |
| 18 กับ 80 | Eighteen | /ˌeɪˈtiːn/ | Eighty | /ˈeɪ.ti/ |
| 19 กับ 90 | Nineteen | /ˌnaɪnˈtiːn/ | Ninety | /ˈnaɪn.ti/ |
เคล็ดลับการเน้นเสียง
- สำหรับตัวเลขที่ลงท้ายด้วย -teen ให้เน้นเสียงที่คำลงท้าย -teen (พยางค์ที่สอง) และออกเสียงลากยาว
- สำหรับตัวเลขที่ลงท้ายด้วย -ty ให้เน้นเสียงที่พยางค์แรก ส่วนคำลงท้าย -ty ให้ออกเสียงสั้นและเบา พร้อมลดระดับเสียงลง

วิธีอ่านตัวเลขหลักร้อยภาษาอังกฤษ
เลขหลักร้อย – Hundred /ˈhʌn.drəd/ คือจำนวนที่มีสามหลัก โดยการอ่านเลขหลักร้อยสามารถทำตามสูตรการประกอบตัวเลขที่ง่ายมากดังต่อไปนี้
| เลขบอกจำนวน (1–9) + hundred + and + ส่วนของเลขหลักสิบและหลักหน่วยที่ตามหลัง |
โดยเฉพาะ
- การออกเสียงแบบอังกฤษ – อังกฤษ (UK): ใช้คำว่า “and”
- การออกเสียงแบบอังกฤษ – อเมริกัน (US): ไม่ใช้คำว่า “and”
ตารางตัวอย่างด้านล่างจะแสดงรายละเอียดวิธีการใช้สูตรนี้ พร้อมทั้งเปรียบเทียบความแตกต่างเล็กน้อยระหว่างการอ่านแบบ อังกฤษ – อังกฤษ (UK) และ อังกฤษ – อเมริกัน (US)
| เลข | การอ่านแบบอังกฤษ – อังกฤษ (UK) | การอ่านแบบอังกฤษ – อเมริกัน (US) |
| 100 | One hundred (หรือ A hundred) | One hundred |
| 109 | One hundred and nine | One hundred nine |
| 412 | Four hundred and twelve | Four hundred twelve |
| 752 | Seven hundred and fifty-two | Seven hundred fifty-two |

วิธีอ่านเลขหลักพันและหลักหมื่น
เลขหลักพันในภาษาอังกฤษจะใช้หน่วย Thousand /ˈθaʊ.zənd/ มาดูวิธีอ่านตัวเลขหลักพันภาษาอังกฤษ มีหลักการเฉพาะดังต่อไปนี้
วิธีอ่านตัวเลขหลักพันภาษาอังกฤษ ( 1,000 ถึง 9,000)
หลักการอ่านตัวเลขตั้งแต่ 1,000 ถึง 9,000 คือการนำ เลขหลักหน่วย + thousand มาประกอบกัน
ตัวอย่าง
- 1,000 → one thousand
- 8,000 → eight thousand

วิธีอ่านเลขหลักหมื่น (ตั้งแต่ 10,000–90,000)
หลักการอ่านตัวเลขตั้งแต่ 10,000 ถึง 90,000 คือการนำ เลขหลักสิบ + thousand มาประกอบกัน
ตัวอย่าง
- 20,000 → twenty thousand
- 55,000 → fifty-five thousand
ข้อควรจำที่สำคัญ: ภาษาอังกฤษไม่มีคำเฉพาะที่ใช้แทนจำนวน “หนึ่งหมื่น” จึงต้องอ่านโดยใช้คำว่า thousand เช่น 10,000 = ten thousand; 30,000 = thirty thousand

วิธีอ่านเลขหลักแสนและหลักล้านในภาษาอังกฤษ
สำหรับตัวเลขขนาดใหญ่ เช่น หลักแสนหรือหลักล้าน เจ้าของภาษามักใช้หลักการแบ่งกลุ่มตัวเลขเพื่อให้อ่านได้ง่ายขึ้น ด้านล่างนี้คือหลักการ แบ่งตัวเลขออกเป็นกลุ่มละ 3 หลัก (คั่นด้วยเครื่องหมายจุลภาค ,) ซึ่งจะช่วยให้คุณเข้าใจวิธีอ่านตัวเลขหลักล้านภาษาอังกฤษได้ง่ายขึ้น
| เลขหลักล้าน (Million), เลขหลักพัน (Thousand), เลขหลักร้อย (Hundred) |
หน่วยหลักแสน (One hundred thousand): นำส่วนของหลักร้อยที่อยู่ก่อนเครื่องหมายจุลภาคมาประกอบกับคำว่า thousand
ตัวอย่าง
- 100,000 → one hundred thousand
- 450,000 → four hundred and fifty thousand
หน่วยล้าน (One million): ใช้คำว่า Million /ˈmɪl.jən/ สำหรับกลุ่มตัวเลขจำนวน 6 หลัก
ตัวอย่าง
- 1,000,000 → one million
- 8,200,000 → eight million, two hundred thousand

วิธีอ่านตัวเลขภาษาอังกฤษในสถานการณ์การสื่อสารจริง
การเรียนรู้ภาคทฤษฎีจะเข้าใจได้ชัดเจนและนำไปใช้ได้จริงมากขึ้นเมื่อนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน มาดูกันว่าคนเจ้าของภาษาพูดถึง อายุ ราคา และที่อยู่ โดยใช้ตัวเลขภาษาอังกฤษในสถานการณ์จริงอย่างไรกันบ้าง
| วิธีใช้ | วิธีอ่านตัวเลข | ตัวอย่าง |
| อายุและจำนวน | ใช้เลขบอกจำนวนโดยตรง | She is thirteen years old. (เธออายุ 13 ปี) |
| ราคา | อ่านจำนวนเต็มพร้อมหน่วยเงิน จากนั้นอ่านส่วนทศนิยม (ถ้ามี) | $45.99 → forty-five dollars and ninety-nine cents (หรือ forty-five ninety-nine) |
| ปี | โดยทั่วไปจะแบ่งปีออกเป็นตัวเลขสองคู่เพื่ออ่าน | 1985 → nineteen eighty-five2026 → twenty twenty-six |
| หมายเลขโทรศัพท์ | อ่านตัวเลขทีละหลัก สามารถใช้ double หรือ triple เมื่อมีตัวเลขเดียวกันติดกันสองหรือสามตัว | 0988… → oh nine double eight… |
| หมายเลขห้องและที่อยู่ | อ่านแยกเป็นคู่หรืออ่านทีละหลัก ขึ้นอยู่กับบริบท | Room 305 → Room three oh five |

รูปแบบตัวเลขที่พบบ่อยอื่น ๆ
นอกจากตัวเลขจำนวนเต็มทั่วไปแล้ว ในการเรียนและการทำงาน คุณมักจะพบรูปแบบตัวเลขเฉพาะอื่น ๆ ดังต่อไปนี้
ด้านล่างนี้คือวิธีอ่านและใช้ ตัวเลขรูปแบบพิเศษ ตั้งแต่เลข 0 เลขติดลบ ไปจนถึงเศษส่วนและเปอร์เซ็นต์:
- เลข 0: สามารถอ่านได้หลายแบบขึ้นอยู่กับบริบท เช่น zero (ใช้ในทางคณิตศาสตร์หรืออุณหภูมิ), oh (ใช้กับหมายเลขโทรศัพท์หรือหมายเลขห้อง), nought (ใช้กับเลขทศนิยมในภาษาอังกฤษแบบอังกฤษ) หรือ nil (ใช้กับคะแนนกีฬา)
- เลขติดลบ: เติมคำว่า minus หรือ negative ไว้หน้าจำนวน
- ตัวอย่าง: -5°C → minus five degrees Celsius
- เลขทศนิยม: อ่านส่วนจำนวนเต็มก่อน จากนั้นอ่านคำว่า point แล้วอ่านตัวเลขแต่ละหลักหลังจุดทศนิยมแยกกัน
- ตัวอย่าง: 3.14 → three point one four (ไม่ อ่านว่า three point fourteen)
- เศษส่วน: ตัวเศษอ่านเป็นเลขบอกจำนวน ส่วนตัวส่วนอ่านเป็นเลขลำดับ หากตัวเศษมากกว่า 1 ให้เติม “s” ที่ตัวส่วน
- ตัวอย่าง: 1/3 → one third, 2/3 → two thirds
- เปอร์เซ็นต์: ใช้เลขบอกจำนวนตามด้วยคำว่า percent
- ตัวอย่าง: 50% → fifty percent

คำถามที่พบบ่อย
ด้านล่างนี้คือคำตอบแบบสั้น ๆ สำหรับข้อสงสัยที่พบบ่อยของผู้เรียนเกี่ยวกับเรื่อง ตัวเลขภาษาอังกฤษ
วิธีอ่านเลขบอกจำนวนภาษาอังกฤษ 1 ถึง 100 อย่างไร?
ท่องจำกลุ่มตัวเลข 1–20 จากนั้นนำเลขหลักสิบที่ลงท้ายด้วย 0 มารวมกับเลขหลักหน่วย (1–9) โดยใช้เครื่องหมายขีดกลาง (-) คั่นระหว่างตัวเลข
เมื่อไหร่ควรใช้เครื่องหมายขีดกลาง?
จำเป็นต้องใช้เครื่องหมายขีดกลาง (-) เมื่อเขียนตัวเลขเป็นคำภาษาอังกฤษสำหรับตัวเลขสองหลักตั้งแต่ 21 ถึง 99 ที่ไม่ได้ลงท้ายด้วย 0
1,000 และ 1,000,000 อ่านอย่างไร?
1,000 อ่านว่า one thousand (หรือ a thousand) ส่วน 1,000,000 อ่านว่า one million (หรือ a million)
วิธีหลีกเลี่ยงการสับสนระหว่าง thirteen และ thirty?
ให้เน้นที่ การลงน้ำหนักเสียง: Thirteen /ˌθɜːˈtiːn/ เน้นที่พยางค์สุดท้าย ขณะที่ Thirty /ˈθɜː.ti/ เน้นที่พยางค์แรก
เลข 30 ภาษาอังกฤษว่าอย่างไร?
เลข 30 ในภาษาอังกฤษคือ Thirty (การออกเสียง IPA: /ˈθɜː.ti/)
เลข 8 ภาษาอังกฤษว่าอย่างไร?
เลข 8 ในภาษาอังกฤษคือ Eight (การออกเสียง IPA: /eɪt/)
เลข 10 ภาษาอังกฤษว่าอย่างไร?
เลข 10 ในภาษาอังกฤษคือ Ten (การออกเสียง IPA: /ten/)
เลข 41 ภาษาอังกฤษว่าอย่างไร?
เลข 41 ในภาษาอังกฤษคือ Forty-one (การออกเสียง IPA: /ˈfɔː.ti wʌn/)
1,000 ภาษาอังกฤษว่าอย่างไร?
1,000 ในภาษาอังกฤษอ่านว่า One thousand หรือ A thousand (การออกเสียง IPA: /wʌn ˈθaʊ.zənd/)
100 ภาษาอังกฤษว่าอย่างไร?
100 ในภาษาอังกฤษอ่านว่า One hundred หรือ A hundred (การออกเสียง IPA: /wʌn ˈhʌn.drəd/)
การจดจำและการนำ ตัวเลขภาษาอังกฤษ ไปใช้อย่างถูกต้องในการสื่อสารในชีวิตประจำวันจำเป็นต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อพัฒนาทักษะการตอบสนองอย่างเป็นธรรมชาติและฝึกออกเสียงตัวเลขแต่ละตัวให้ถูกต้อง คุณสามารถฝึกฝนได้ทุกวันด้วยแอปพลิเคชัน ELSA Speak และเข้าไปที่หมวดคำศัพท์ที่ใช้บ่อย เพื่อค้นพบและอ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำศัพท์และไวยากรณ์ที่เป็นประโยชน์
