Author: Nhi Nguyen

ปัจจุบัน ELSA Speak – แอปพลิเคชันเรียนการสื่อสารภาษาอังกฤษแบบออนไลน์กำลังอยู่อันดับต้น ๆ ของบรรดาแอปพลิเคชันเรียนออนไลน์ที่ได้รับความนิยมจากผู้เรียนทั้งภายในและต่างประเทศ  อย่างไรก็ตาม บางคนแม้ได้ดาวน์โหลดตัวแอปมาแล้วแต่ก็ยังงงกับการเปิดใช้งาน  บทเขียนต่อจากนี้จะแนะนำทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับวิธีการเปิดใช้งานที่คุณควรรู้เมื่อติดตั้งแอปพลิเคชัน ELSA Speak เริ่มกันเลยค่ะ

ELSA Speak – แอปพลิเคชันเรียนภาษาอังกฤษชั้นนำของโลก

แอปพลิเคชัน ELSA Speak ออกเมื่อปี 2558 ภายใต้การบริหารจัดการของคุณ Van Dinh Hong Vu (วัน ดิง ห่ง หวู) และมีทุนลงทุนจำนวน 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อปี 2564 ELSA Speak ได้รับการยอมรับจากกลุ่มสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี และได้รับรางวัลสากลหลายรางวัล เช่น

บนเส้นทางแห่งการพัฒนานั้น ELSA Speak ได้มีความก้าวกระโดดอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากทีมงาน ELSA ให้ความสำคัญกับการค้นหาวิธีการเรียนรู้ใหม่อย่างเสมอ เพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถสื่อสารได้อย่างเป็นธรรมชาติ คล่องแคล่ว และมีความมั่นใจให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

กับ ELSA Speak คุณสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ที่มีบทเรียนจำนวนมากมายกว่า 25,000 บท และ  แหล่งคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ประกอบด้วยหลากหลายหมวดเรียน นอกจากนั้น ELSA Speak จะเป็นผู้ช่วยที่ดีในการฝึกการสื่อสารภาษาอังกฤษ ด้วยครูอัฉริยะที่เป็นเจ้าของภาษาในรูปแบบ AI คุณจะได้ปรับการออกเสียงตามสำเนียงอเมริกา รวมทั้งน้ำเสียง ตลอดจนการเน้นคำในแต่คำ/ประโยค

เหมือนแอปพลิเคชันเรียนออนไลน์อื่น ๆ คุณสามารถดำเนินการเริ่มเปิดใช้งาน ELSA Speak อย่างสะดวกผ่านทั้งระบบปฎิบัติการ iOS และ Android

หลังจากติดตั้งแอปพลิเคชันในเครื่องโทรศัพท์สำเร็จ ให้กดเลือกหัวข้อการเรียนภาษาอังกฤษที่คุณชอบที่สุด ฝึกการออกเสียงจะเป็นบทเรียนที่สนุกบทแรกที่คุณได้เรียนกับ ELSA Speak

คุณจะได้ฝึก 44 เสียงในระบบโฟเนติกส์ของภาษาอังกฤษ โดยแต่ละพยางค์ถูกแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงขั้นสูง โดยระบบจะให้ 1 คำ วลี หรือประโยค พร้อมกับการถอดเสียงแบบสากลให้คุณได้ฝึกในฝน

หลังจากที่จดจำได้แล้ว และพร้อมที่จะฝึกตัวอย่างประโยคที่เพิ่งเรียนมา ให้กดสัญญลักษณ์ตัวไมค์ที่อยู่ตรงกลางหน้าจอเพื่ออัดเสียง โดย ELSA จะอัดสดเสียงพูดของผู้เรียน ในขณะเดียวกัน ด้วยเทคโนโลยีการจำรู้เสียงพูดของหุ่นยนต์อัฉริยะ AI ELSA จะดำเนินการวิเคราะห์และประเมินการออกเสียงของคุณ ดังต่อไปนี้

ด้วยปัจจัยในการวิเคราะห์ดังกล่าวนั้น แอปพลิเคชันจะชี้ให้คุณทราบข้อผิด รวมทั้งแก้ไขให้อย่างละเอียด ภายหลังเรียนกลุ่มบทเรียนพื้นฐานเสร็จสิ้นแล้ว ELSA จะให้บทเรียนที่อยู่ระดับสูงขึ้นและยากขึ้นในการเน้นคำ สำเนียง ฯลฯ ตามมาตรฐานของเจ้าของภาษา

เราได้ทราบขั้นตอนการเรียนภาษาอังกฤษในแอปพลิเคชัน ELSA Speak แล้ว ทีนี้จะต้องใช้รหัสเปิดใช้งานของ ELSA Speak อย่างไรดี

แนะนำการใช้รหัสเปิดใช้งานกับระบบปฎิบัติการ Android

1. หลังจากที่ติดตั้งแอปพลิเคชัน ELSA Speak เสร็จ ให้ Log in เข้าบัญชีใน ELSA ด้วยอีเมลหรือบัญชีของตนเอง

2. หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนแรก ในมุมขวาด้านล่างของหน้าจอ ให้กดเลือก “โปรไฟล์” => “ซื้อ ELSA Pro ตลอดชีพ” => รหัสเข้าใช้งาน (ประกฎที่มุมซ้ายของหน้าจอ)

3. ลงรหัสเข้าใช้งานที่เป็นกลุ่มตัวหนังสือตัวใหญ่ในช่องว่าง => กดเริ่มใช้งาน => ลงรหัสเข้าใช้งานสำเร็จ

4. กลับไปยังขั้นตอนที่ 2 ของหมวด “โปรไฟล์” เพื่อ Log out ออกจากระบบแล้ว Log in เข้าระบบอีกครั้งเพื่ออัพเดทรหัสในระบบ

5. เปิดใช้งานสำเร็จแล้ว ให้ตรวจโปรไฟล์ของตนเองอีกครั้ง ก็จะเสร็จสิ้นกระบวนการเปิดใช้คอร์สเรียน ELSA Speak กับระบบปฎิบัติการ Android แล้ว

หมายเหตุ  การเปิดใช้งาน ELSA Speak กับระบบปฎิบัติการ Android สามารถดำเนินกับโทรศัพท์ Samsung, Oppo, Xiaomi,… ได้

แนะนำการใช้รหัสเปิดใช้งานกับระบบปฎิบัติการ iOS

ขั้นตอนที่ 1 เข้าเว็บไซต์ https://elsaspeak.com/redeem เพื่อดำเนินการเปิดใช้รหัสเปิดใช้งานกับระบบปฎิบัติการ iOS

ขั้นตอนที่ 2 Log in เข้าระบบ ELSA ด้วยอีเมลหรือเฟสบุ๊ค หากยังไม่มีบัญชี ให้เปิดใหม่บนเว็บไซต์ด้วยการกดปุ่ม “Sign up”

ขั้นตอนที่ 3 กดปุ่ม “เปิดรหัส” → ลงรหัสเปิดใช้งาน แล้วกด “ยืนยัน”

หมายเหตุ: ในกรณีที่คุณได้ลงทะเบียนคอร์ส ELSA โดยตรงกับ Google Play/App Store แล้ว ให้ปิดฟังค์ชั่น ต่ออายุอัตโนมัตคอร์สเรียนในแอปพลิเคชันผ่าน Google Play/App Store  และรอจนกว่าคอร์สเรียนเดิมหมดอายุก่อนแล้วค่อยเปิดใช้งานคอร์สเรียนใหม่

ขั้นตอนที่ 4 เปิดแอปพลิเคชัน ELSA Speak –> Log out –> Log in ใหม่อีกครั้งด้วยอีเมลหรือเฟสบุ๊ค เพื่ออัพเดทระบบ

ขั้นตอนที่ 5 หลังเปิดใช้งานสำเร็จ ให้ตรวจโปรไฟล์อีกครั้งแล้วสามารถใช้งาน ELSA Pro ได้เลย

หมายเหตุ การเปิดใช้งาน ELSA Speak กับระบบปฎิบัติการ iOS สามารถดำเนินกับโทรศัพท์ iPhone, iPad,…

เรียนภาษาอังกฤษด้วยแอป ELSA Speak ดีหรือไม่

คุณได้เข้าใจวิธีการเปิดใช้งานคอร์สเรียนของ ELSA บนทั้งสองระบบปฏิบัติ Android และ iOS อย่างชัดเจนแล้วใช่ไหมคะ งั้นจะรออะไรอีกล่ะ ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์-ELSA Speak เพื่อสนุกกับบทเรียนภาษาอังกฤษมากมายและมีประโยชน์กับ ELSA เดี๋ยวนี้เลย!

แท็กคำถาม (Question Tag) เป็นไวยากรณ์ทั่วไปที่ใช้ในการสื่อสารภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน การใช้อย่างเชี่ยวชาญจะช่วยพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของคุณ และเข้าใกล้เป้าหมายของการสื่อสารภาษาอังกฤษมาตรฐานแบบเจ้าของภาษามากขึ้น   

นิยาม

Question Tag เป็นคำถาม Yes-No แบบสั้น ๆ ซึ่งวางไว้หลังอนุประโยครายงาน และถูกคั่นจากประโยคประกาศด้วยเครื่องหมายจุลภาค  

หากอนุประโยครายงานอยู่ในรูปแบบปฎเสธ Question Tag จะอยู่ในรูปแบบประโยคบอกเล่า และกลับกัน

วิธีใช้งาน Question Tag

ตัวอย่าง

Our daughter isn’t well today, is she?

→ วันนี้ลูกสาวของเราไม่สบายใช่ไหม  

Yesterday, they didn’t complete their tasks, did they?

→ เมื่อวานพวกเขาทำงานไม่เสร็จใช่ไหม   

โครงสร้าง Question Tag

โครงสร้างจะมี 2 ส่วนหลัก คือ “statement” + “Question Tag“

ทั้งสองส่วนนี้จะตรงข้ามกัน หากประโยคก่อนหน้าถูกแบ่งในรูปแบบการบอกเล่า Question Tag จะเป็นรูปแบบปฎิเสธและในทางกลับกัน นี่เป็นหนึ่งในโครงสร้างที่ค่อนข้างพิเศษในไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ  

สูตรทั่วไปจะมีรูปแบบดังนี้

สูตรทั่วไปจะมีรูปแบบดังนี้

โดย:

ประธานในอนุประโยคหลัก    คำสรรพนามแทนประธานใน Question Tag
(วลี) คำนาม หมายถึงผู้ชาย 1 คน    he
(วลี) คำนาม หมายถึงผู้หญิง 1 คนshe
(วลี) คำนาม หมายถึงสิงของ 1 อย่าง   it
(วลี) นามพหูพจน์  they
This/ that + (วลี) คำนามเอกพจน์   it
This/ thatit
These/ those + (วลี) นามพหูพจน์    they
These/ thosethey
Thereเก็บไว้เหมือนเดิม   
I, we, you, they, he, she, itเก็บไว้เหมือนเดิม   

กฎการเปลี่ยนประธาน ดังนี้:   

ตัวอย่าง:

Your elder sister likes soccer, doesn’t she?

→ นามวลีสำหรับผู้หญิง ‘Your elder sister’ เมื่อป้อน ’หลังเครื่องหมายจุลภาคจะเปลี่ยนเป็น ‘เธอ’   

ต่อไปนี้คือบางโครงสร้างที่พบบ่อยที่สุดที่ ELSA Speak ได้รวบรวมไว้ คุณลองดูนะ!    

หมายเหตุ: เพื่อให้บทความมีความกระชับมากขึ้น ELSA Speak จะเลือกเฉพาะกาลที่ใช้ Question Tag บ่อยที่สุดเท่านั้น   

Present Simple

A. กริยา ‘be’   

ประธานโครงสร้าง
เอกพจน์บุรุษที่หนึ่ง
I – ฉัน
โครงสร้างที่ 1

I + am + adj/ N phrase/ … + (…)+ , + aren’t + I?

โครงสร้างที่ 2

I + am not + adj/ N phrase/ … + (…) + , + am + I?

หมายเหตุ:‘I am’ ย่อเป็น ‘I’m’

ตัวอย่าง

I am your best friend, aren’t I?
→ ฉันเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอใช่ไหม

I’m not the person that annoys you, am I?
→  ฉันไม่ใช่คนที่รบกวนคุณใช่ไหม  
สรรพนามเกี่ยวกับบุคคล

พหูพจน์บุรุษที่ 1:
we – เรา/ พวกเรา

พหูพจน์หรือเอกพจน์บุรุษที่ 2:
you – คุณ พวกคุณ

พหูพจน์บุรุษที่ 3:
they – พวกเขา
her parents – พ่อแม่ของเธอ
my friends – เพื่อนๆ ของฉัน, v.v.
โครงสร้างที่ 1

Subject + are + adj/ N phrase/ … + (…) + , + aren’t + Subject?

โครงสร้างที่ 2

Subject + are not + adj/ N phrase/ … + (…) + , + are + Subject?

หมายเหตุ

‘are not’ ย่อเป็น ‘aren’t’
‘you are’ ย่อเป็น ‘you’re’
‘we are’ ย่อเป็น ‘we’re’
‘they are’ ย่อเป็น ‘they’re’

ตัวอย่าง

You are upset, aren’t you?
→ คุณโกรธอยู่ใช้ไหม? 

We’re not in the right room, are we?
→ เราไม่ได้อยู่ถูกห้องใช่ไหม  
เอกพจน์บุรุษที่ 3 เอกพจน์
she – เธอ
he – เขา
it – มัน
that girl – ผู้หญิงคนนั้น
his boss – เจ้านายของเขา
v.v. 
โครงสร้างที่ 1

Subject + is + adj/ N phrase/ … + (…) + , + isn’t + Subject?

โครงสร้างที่ 2

Subject + is not + adj/ N phrase/ … + (…) + , + is + Subject?

หมายเหตุ

‘is not’  ย่อเป็น ‘isn’t’
ประธาน (he/ she/ it หรือชื่อ) + ‘is’ สามารถย่อเป็น: ประธาน’s

ตัวอย่าง

The new employee is laborious, isn’t he?
→ พนักงานคนใหม่เป็นคนขยันใช่ไหม

That student isn’t happy today, is she?
→ นักเรียนคนนั้นวันนี้ไม่มีความสุขใช่ไหม
โครงสร้าง Question Tag- present tense

B. กริยาธรรมดา 

ประธานโครงสร้าง
สรรพนามเกี่ยวกับบุคคล

เอกพจน์บุรุษที่หนึ่ง:
I – ฉัน

พหูพจน์บุรุษที่ 1:
we – เรา/ พวกเรา

พหูพจน์หรือเอกพจน์บุรุษที่ 2:
you – คุณ พวกคุณ

พหูพจน์บุรุษที่ 3:
they – พวกเขา
her parents – พ่อแม่ของเธอ
my friends – เพื่อนๆ ของฉัน, v.v.   
โครงสร้างที่ 1

Subject + V-infi + (Object) + (…) + , + don’t + Subject?

โครงสร้างที่ 2

Subject + do not + V-infi + (Object) + (…) + , + do + Subject?

หมายเหตุ: ‘do not’ ย่อเป็น ‘don’t’    

ตัวอย่าง

We have a toaster, don’t we?
→ เรามีเครื่องปิ้งขนมปัง ใช่ไหม  

You don’t like him, do you?
→ คุณไม่ชอบเขาใช่ไหม?  
เอกพจน์บุรุษที่ 3
she – เธอ
he – เขา
it – มัน
that girl – ผู้หญิงคนนั้น
his boss – เจ้านายของเขา
v.v. 
โครงสร้างที่ 1

Subject + V-s/es + (Object) + (…) + , + doesn’t + Subject?

โครงสร้างที่ 2

Subject + doesn’t + V-infi + (Object) + (…) + , + does + Subject?

หมายเหตุ: ‘does not’ ย่อเป็น ‘doesn’t’   

ตัวอย่าง

She works very hard, doesn’t she?
→ เธอทำงานขยันมากใช่มั้ย?

Their leader doesn’t go to work on time, does he?
→ หัวหน้าของพวกเขามาทำงานไม่ตรงเวลาใช่ไหม?
โครงสร้าง QuestionTag- past tense 03

Past Simple

A. กริยา ‘be’   

ประธาน (Subject)โครงสร้าง  
สรรพนามเกี่ยวกับบุคคล

พหูพจน์บุรุษที่ 1:
we – เรา/ พวกเรา

พหูพจน์หรือเอกพจน์บุรุษที่ 2:
you – คุณ พวกคุณ

พหูพจน์บุรุษที่ 3:
they – พวกเขา
her parents – พ่อแม่ของเธอ
my friends – เพื่อนๆ ของฉัน, v.v.
โครงสร้างที่ 1

Subject + were + adj/ N phrase/ … + (…) + , + weren’t + Subject?

โครงสร้างที่ 2

Subject + were not + adj/ N phrase/ … + (…) + , + were + Subject?

หมายเหตุ: ‘were not’  ย่อเป็น weren’t’

ตัวอย่าง

Yesterday, they were a little tired, weren’t they?
→ เมื่อวานพวกเขาเหนื่อยนิดหน่อยใช่ไหม?

Last night, you weren’t at home when we came, were you?
→ เมื่อคืนคุณไม่อยู่บ้านเมื่อเรามาถึงใช่ไหม 
เอกพจน์บุรุษที่หนึ่ง
I – ฉัน

เอกพจน์บุรุษที่ 3
she – เธอ
he – เขา
it – มัน
that girl – ผู้หญิงคนนั้น
his boss – เจ้านายของเขา
v.v.  
โครงสร้างที่ 1

Subject + was + adj/ N phrase/ … + (…) + , + wasn’t + Subject?

โครงสร้างที่ 2

Subject + was not + adj/ N phrase/ … + (…) + , + was + Subject?

หมายเหตุ: ‘was not’ ย่อเป็น ‘wasn’t’

ตัวอย่าง:

In the last meeting, that client was happy with our plan, wasn’t she?
→ ในการประชุมครั้งก่อน ลูกค้าคนนั้นพอใจกับแผนของเราใช่ไหม? 

This morning, our son wasn’t at school, was he?
→ ลูกชายเราไม่ไปโรงเรียนเมื่อเช้านี้ใช่ไหม  

B. กริยาธรรมดา

ประธาน (Subject)    โครงสร้าง  
ประธานทั้งหมด
ไม่แยกประเภทสรรพนามเกี่ยวกับบุคคล และเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์  
โครงสร้างที่ 1

Subject + V2/Ved + (Object) + (…) + , + didn’t + Subject?

โครงสร้างที่ 2

Subject + did not + V-infi + (Object) + (…) + , + did + Subject?

หมายเหตุ: ‘did not’ ย่อเป็น ‘didn’t’

ตัวอย่าง

Last month, you missed a lot of deadlines, didn’t you?
→ เดือนก่อนคุณทำไม่ทัน deadine ใช่ไหม?

This morning, he didn’t contact that customer, did he?
→ เดือนที่แล้วคุณไม่ได้ติดต่อกับลูดค้าคนนั้นใช่ไหม? 

Simple Future

A. กริยา ‘be’

ประธาน (Subject)โครงสร้าง
ประธานทั้งหมด
ไม่แยกประเภทสรรพนามเกี่ยวกับบุคคล และเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ 
โครงสร้างที่ 1

Subject + will be + adj/ N phrase/ … + (…) + , + won’t + Subject?
โครงสร้างที่ 2


Subject + will not be + adj/ N phrase/ … + (…) + , + were + Subject?

หมายเหตุ: ‘will not’ ย่อเป็น ‘won’t’

ตัวอย่าง

My parents will be happy if I come home this Tet Holiday, won’t they?
→ พ่อแม่ของฉันจะมีความสุขไหมเมื่อฉันกลับบ้าน Tet นี้?

She won’t be upset when she finds out the truth, will she?
→ เธอจะไม่เสียใจเมื่อรู้ความจริงใช่ไหม  

B. กริยาธรรมดา

ประธาน (Subject) โครงสร้าง
ประธานทั้งหมด
ไม่แยกประเภทสรรพนามเกี่ยวกับบุคคล และเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์  
โครงสร้างที่ 1

Subject + will + V-infi + (Object) + (…) + , + won’t + Subject?

โครงสร้างที่ 2

Subject + will not + V-infi + (Object) + (…) + , + will + Subject?

หมายเหตุ: ‘will not’ ย่อเป็น ‘won’t’

ตัวอย่าง

You will tell him the truth, won’t you?
→ คุณจะบอกความจริงกับเขาใช่ไหม

Our teacher won’t give us more exercises, will he?
→ ครูของเราจะไม่ให้การบ้านเพิ่มใช่ไหม

Question Tag สำหรับ Perfect Tense

Tenseโครงสร้าง
Present perfect
โครงสร้างที่ 1

Subject + has/ have + V3/ed + (object) + (…) + , + hasn’t/ haven’t + subject + ?

โครงสร้างที่ 2

Subject + hasn’t/ haven’t + V3/-ed + (object) + (…) + , + has/ have + subject + ?

ตัวอย่าง

You haven’t called that customer, have you?
→ คุณยังไม่ได้โทรหาลูกค้าคนนั้นใช่ไหม

Our boss has just given us some new tasks, hasn’t she?
→ เจ้านายของเราเพิ่งให้งานใหม่กับเราใช่ไหม? 
Present perfect continuousโครงสร้างที่ 1

Subject + has/ have + been + V-ing + (object) + (…) + , + hasn’t/ haven’t + subject + ?
โครงสร้างที่ 2


Subject + hasn’t/ haven’t + been + V-ing + (object) + (…) + , + has/ have + subject + ?  

ตัวอย่าง

They have been working since 2pm, haven’t they?
→พวกเขาทำงานตั้งแต่บ่าย 2 ใช่ไหม 

He hasn’t been practicing for months, has he?
→ เขาไม่ได้ซ้อมมาหลายเดือนแล้วใช่ไหม? 
Past Perfectโครงสร้างที่ 1

Subject + had + V3/-ed + (object) + (…) + , + hadn’t + subject + ?
โครงสร้างที่ 2


Subject + hadn’t + V3/-ed + (object) + (…) + , + had + subject + ?  

ตัวอย่าง

The meeting had ended before you came, hadn’t it?
→ การประชุมจบลงก่อนที่คุณมาถึงใช่ไหม?  

Our leader hadn’t sent us the files before we started the project, had he?
→ หัวหน้าทีมของเราไม่ได้ส่งเอกสารให้เราก่อนเริ่มโครงการใช่ไหม
Past Perfect continuousโครงสร้างที่ 1

Subject + had + been + V-ing + (object) + (…) + , + hasn’t/ hadn’t + subject + ?

โครงสร้างที่ 2


Subject + hadn’t + been + V-ing + (object) + (…) + , + had + subject + ?  

ตัวอย่าง

Yesterday, our daughter had been studying until we got home, hadn’t she?
→ เมื่อวานลูกสาวเราเรียนหนังสือตลอดจนเรากลับบ้านใช่ไหมคะ?

That student hadn’t been studying hard before the teacher called his parents, had he?
→ นักเรียนคนนั้นไม่ได้ขยันเรียนก่อนที่อาจารย์จะเรียกผู้ปกครองของเขาใช่ไหม?
Future Perfectโครงสร้างที่ 1

Subject + will + have + V3/-ed + (object) + (…) + , + won’t + subject + ?

โครงสร้างที่ 2

Subject + won’t + have + V3/-ed + (object) + (…) + , + will + subject + ?  

ตัวอย่าง

The meeting will have started before we get there, won’t it?
→ การประชุมจะเริ่มก่อนที่เราจะไปถึงใช่ไหม?

We won’t have completed the task before our boss comes back, will we?
→ เราจะไม่จบเรื่องนี้ก่อนที่เจ้านายจะกลับมาใช่ไหม?
Future Perfect Continuousโครงสร้างที่ 1

Subject + will + have + been + V-ing + (object) + (…) + , + won’t + subject + ?

โครงสร้างที่ 2

Subject + won’t + have + been + V-ing + (object) + (…) + , + will + subject + ?  

ตัวอย่าง

When we arrive there, they will have been discussing for hours, won’t they?
→ เมื่อเราไปถึง เขาคงคุยกันมาหลายชั่วโมงแล้วใช่ไหม?

Our son won’t have been playing games before we get home, will he?
→  ลูกชายเราจะไม่เล่นเกมต่อเนื่องก่อนเรากลับบ้านใช่ไหม?  
โครงสร้าง Question Tag - future tense
การใช้ Irregular Verbs หรือกริยาไม่ปกติในแต่ละ Tense ต้องใช้อย่างไรบ้าง มาเรียนรู้ irregular verbs กว่า 600 คำกับ ELSA Speak กัน

Question Tag ของ Modal Verbs

Modal Verbsโครงสร้าง

‘can’
โครงสร้างที่ 1

Subject + can + V-infi + (object) + (…) + , + can’t + subject + ?

โครงสร้างที่ 2

Subject + can’t + V-infi + (object) + (…) + , + can + subject + ?  

ตัวอย่าง

Your younger brother can’t play the piano, can he?
→ น้องชายของคุณเล่นเปียโนไม่เป็นใช่ไหม?

You can speak Japanese, can’t you?
→ คุณพูดภาษาญี่ปุ่นได้ใช่ไหม? 
‘could’โครงสร้างที่ 1

Subject + could + V-infi + (object) + (…) + , + couldn’t + subject + ?

โครงสร้างที่ 2

Subject + couldn’t + V-infi + (object) + (…) + , + could + subject + ?

ตัวอย่าง

When you were young, you could swim very well, couldn’t you?
→ ตอนเด็กๆ คุณว่ายน้ำเก่งมากใช่ไหม?

Yesterday, they couldn’t go camping, could they?
→เมื่อวานพวกเขาไปตั้งแคมป์ไม่ได้ใช่ไหม?  
‘may’ (possibility ≥ 50%)โครงสร้างที่ 1

Subject + may + V-infi + (object) + (…) + , + mayn’t + subject + ?

โครงสร้างที่ 2

Subject + mayn’t + V-infi + (object) + (…) + , + may + subject + ?  

ตัวอย่าง

She may become the next manager, mayn’t she?
→เธอสามารถเป็นผู้จัดการคนต่อไปได้หรือไม่?

He mayn’t like this present, may he?
→เขาคงไม่ชอบของขวัญชิ้นนี้ใช่ไหม?
‘might’ (possibility < 50%)โครงสร้างที่ 1

Subject + might + V-infi + (object) + (…) + , + mightn’t + subject + ?

โครงสร้างที่ 2

Subject + mightn’t + V-infi + (object) + (…) + , + might + subject + ?

ตัวอย่าง

She might become the next manager, mightn’t she?
→ เธอจะเป็นผู้จัดการคนต่อไปหรือไม่?

He mightn’t like this present, might he?
→ เขาอาจไม่ชอบของขวัญชิ้นนี้ใช่ไหม?
‘shall’ (future predictions)โครงสร้างที่ 1

Subject + shall + V-infi + (object) + (…) + , + shan’t + subject + ?

โครงสร้างที่ 2

Subject + shan’t + V-infi + (object) + (…) + , + shall + subject + ?  

ตัวอย่าง

This time next month, we shall be in Taiwan, shan’t we?
→ เวลานี้เดือนหน้าเราจะอยู่ไต้หวันแล้วใช่ไหม?

This time next month, we shan’t be in Taiwan, shall we?
→  เดือนหน้านี้เราจะไม่อยู่ไต้หวันใช่มั้ย?
‘should’โครงสร้างที่ 1

Subject + should + V-infi + (object) + (…) + , + shouldn’t + subject + ?

โครงสร้างที่ 2

Subject + shouldn’t + V-infi + (object) + (…) + , + should + subject + ?  

ตัวอย่าง

My daughter should choose this school, shouldn’t she?
→ ลูกสาวของฉันควรเลือกโรงเรียนนี้หรือไม่?

We shouldn’t drink more than 2.7 liters of water per day, should we?
→ เราไม่ควรดื่มน้ำเกิน 2.7 ลิตรต่อวัน ใข่ไหม?
wouldโครงสร้างที่ 1

Subject + would + V-infi + (object) + (…) + , + wouldn’t + subject + ?

โครงสร้างที่ 2

Subject + wouldn’t + V-infi + (object) + (…) + , + would + subject + ?

ตัวอย่าง

You would like to talk to our boss, wouldn’t you?
→ คุณต้องการคุยกับเจ้านายของเราใช่ไหม

If you were me, you wouldn’t buy that car, would you?
→ ถ้าคุณเป็นฉัน คุณจะไม่ซื้อรถคันนั้นใช่ไหม

Question Tag รูปแบบพิเศษ 

โครงสร้าง  I (don’t) think/believe/… (that) + อนุประโยค

สำหรับอนุประโยคบอกเล่าที่มีโครงสร้างเป็น I (don’t) think/believe/… (that) + อนุประโยค ประธานจะเป็นประธานของอนุประโยค

ตัวอย่าง
I think he will be late, won’t he?

→ ฉันคิดว่าเขาจะสาย เป็นเรื่องจริงหรือไม่? 

I don’t believe we can win the contest, can we?

→ ฉันไม่เชื่อว่าเราจะชนะการประกวดได้ เราจะสามารถไหม?   

หมายเหตุ: หากตรง I think/ believe เราใช้ปฎิเสธ Question Tag จะต้องเป็นการยืนยันหรือปฎิเสธเหมือนกันกับอนุประโยค   

Question Tag กับ Let’s   

Question Tag ของอนุประโยคบอกเล่าที่เริ่มต้นด้วย Let’s จะเป็น Shall we   

ตัวอย่าง

It’s sunny today. Let’s go swimming, shall we?

→ วันนี้แดดออก เราไปเล่นน้ำกันมั้ย?

Question Tag หลังอนุประโยคบังคับ

หลังอนุประโยคบังคับ Question Tag จะเป็น ‘will you’ 

ตัวอย่าง  

Keep quiet, will you?

→ กรุณาอย่าส่งเสียงดัง ได้ไหม

Don’t open the window, will you?

→ อย่าเปิดหน้าต่าง ได้ไหม

Question Tag กับ I wish

อนุประโยคบอกเล่าที่มี I wish เพื่ออธิบายถึงความต้องการ Question Tag จะเป็น May I 

ตัวอย่าง  

I wish to take a day off next week to have a check-up, may I?

→ ฉันต้องการหยุดงานหนึ่งวันในสัปดาห์หน้าเพื่อไปตรวจสุขภาพ จะได้ไหม  

Question Tag กับ Must  

เมื่อใช้กับ Must เราจะอิงตามความหมายและหน้าที่ของ Must ในแต่ละกรณีเพื่อเลือก Question Tag

ตัวอย่าง
You must go now, needn’t you?
→ คุณต้องไปตอนนี้หรือไม่

ตัวอย่าง

We mustn’t use the company’s phones for personal calls, must we?

→ เราไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้โทรศัพท์ของบริษัทสำหรับการโทรส่วนตัวหรือ?

ตัวอย่าง

He must like her a lot, doesn’t he?

→ เขาต้องชอบเธอมากแน่ๆ ใช่ไหม?  

After practicing for nearly 2 hours, you must be tired, aren’t you?

→ หลังจากซ้อมมาเกือบ 2 ชม. คุณคงจะเหนื่อยใช่ไหม?  

ตัวอย่าง

They must have lied to you, haven’t they?

→  พวกเขาต้องโกหกคุณแล้วแน่ๆ ใช่ไหม?  

Question Tag กับ everyone, no body,…  (คำสรรพนามที่ไม่ได้ระบุเจาะจงว่าเป็นคนไหน ) 

เมื่อประธานในอนุประโยคบอกเล่าเป็นหนึ่งในคำสรรพนามที่ไม่ได้ระบุเจาะจงว่าเป็นคนไหน เช่น everyone, someone, anyone, no one, everybody, somebody, nobody và anybody ประธานจะเป็น ‘they’.

หมายเหตุ 

ตัวอย่าง

Everyone can enter this room, can’t they?

→ ทุกคนสามารถเข้าห้องนี้ได้หมดใช่ไหม? 

No one likes this dish, do they?

→ ไม่มีใครชอบจานนี้ใช่ไหม?   

ประธานในอนุประโยคบอกเล่าเป็นคำสรรพนามที่ไม่ได้ระบุเจาะจงว่าเป็นสิ่งไหน

เมื่อประธานของอนุประโยคบอกเล่าเป็นหนึ่งในคำสรรพนามที่ไม่ได้ระบุเจาะจงว่าเป็นสิ่งไหน: ทุกสิ่ง บางสิ่ง สิ่งใด และไม่มีอะไร ประธานในแท็กคำถามจะเป็น ‘มัน’  

หมายเหตุ   

เมื่อประมาณเป็น ‘nothing’ – “ไม่มีอะไร” Question Tag จะอยู่ในรูปแบบยืบอกเล่า  

ตัวอย่าง   

Nothing was there, was it?

→  ไม่มีอะไรที่นั่นใช่ไหม?  

อนุประโยคบอกเล่าที่มีคำกริยาวิเศษณ์ที่แสดงความหมายเชิงปฏิเสธหรือกึ่งปฏิเสธ    

เมื่อในอนุประโยคบอกเล่าที่มีคำกริยาวิเศษณ์ที่แสดงความหมายเชิงปฏิเสธหรือกึ่งปฏิเสธ เช่น never- ไม่เคย, seldom/ hardly/ scarcely/เป็นต้น จะเป็นรูปแบบเชิงลบ 

จากนั้น Question Tag จะอยู่ในรูปแบบบอกเล่า  

ตัวอย่าง   

She never cheats in exams, does she?

→ เธอไม่เคยโกงข้อสอบใช่ไหม?   

When he was young, he rarely exercised, did he?

→ ตอนที่ยังเป็นหนุ่ม เขาไม่ค่อยได้ออกกำลังกายใช่ไหม?   

ประธานของอนุประโยคบอกเล่าคือ noun clause หัวเรื่องของ Question Tag คือ It 

ตัวอย่าง

What you like and dislike doesn’t matter, does it?

→ไม่สำคัญหรอกว่าคุณชอบไม่ชอบอะไร จริงไหม?    

→ การวิเคราะห์: noun clause คือ  ‘what you like and dislike’   

Question Tag ที่ใช้ Had better  

เมื่อประโยคใช้ Had Better (ตัวย่อ: ‘d Better) เพื่อแสดงคำแนะนำQuestion Tag  จะยืมคำว่า Had และใช้รูปแบบเชิงปฏิเสธ Hadn’t   

ตัวอย่าง

I had better contact that customer right now, hadn’t I?

→ ฉันควรติดต่อลูกค้าคนนั้นตอนนี้หรือไม่?   

Question Tag ที่ใช้ Would rather

เมื่อประโยคบอกเล่าใช้ ‘would rather’ เพื่อแสดงความต้องการหรือการเลือก Question Tag จะยืมคำว่า ‘would’ และใช้ในรูปแบบปฏิเสธ ‘wouldn’t’ 

ตัวอย่าง

Our daughter would rather stay home, wouldn’t she?

→ ลูกสาวเราอยากอยู่บ้านใช่ไหม?   

Question Tag ของ “I am …” 

เมื่ออนุประโยคหลักขึ้นต้นด้วย ‘I am’ ตามหลักการเปลี่ยนประธานในตอนต้นของหมวดที่ 3 โครงสร้าง ถ้าประธานใช้สรรพนาม ‘I’ เราจะคงไว้คำเดิม    

สำหรับ ‘am’ เมื่อเปลี่ยนเป็น Question Tag เราจะใช้คำปฏิเสธแน่นอน แต่มันจะเป็น ‘aren’t’ ไม่ใช่ ‘am not’  

ตัวอย่าง

I am in hospital, aren’t I?

→ ฉันกำลังอยู่ในโรงพยาบาลใช่ไหม?

I am annoying you, aren’t I?

→  ฉันรบกวนคุณอยู่หรือเปล่า  

Question Tag ของอนุประโยคหลักที่มีประธาน ‘this’/ ‘that’/ ‘these’ / 

เมื่อประโยคหลักมีประธานเป็น ‘‘this’ หรือ ‘that’ ประธานจะเป็น ‘it’   

เมื่อประโยคหลักมีหัวเรื่องเป็น ‘these’ หรือ ‘those หัวเรื่องจะเป็น ‘they’   

ตัวอย่าง

This/ That is your phone, isn’t it?

→ นี่/นั่นคือโทรศัพท์ของคุณใช่ไหม   

These/ Those are the apples you bought this morning, aren’t they?

→ พวกนี้/นั่นคือแอปเปิ้ลที่คุณซื้อเมื่อเช้านี้ใช่ไหม?  

Question Tag กับ ‘used to’

โครงสร้าง Question Tag กับ used to

โครงสร้างที่ 1: Subject + used to + V-infi + (object) + (…) + , + didn’t + subject + ?

โครงสร้างที่ 2: Subject + didn’t use to + V-infi + (object) + (…) + , + did + subject + ?

ตัวอย่าง

Your wife used to work for a hospital, didn’t she?

→  ภรรยาคุณเคยทำงานโรงพยาบาลใช่ไหม? 

You didn’t use to walk to work, did you?

→  คุณไม่เคยเดินไปทำงานใช่ไหม  

Question Tag กับ ‘have to’ 

โครงสร้างที่ 1:

Present  Simple: Subject + has/ have to + V-infi + (object) + (…) + , + doesn’t/ don’t + subject + ?

Past Simple: Subject + had to + V-infi + (object) + (…) + , + didn’t + subject + ?

Future Simple: Subject + will have to + V-infi + (object) + (…) + , + won’t + subject + ?

โครงสร้างที่ 2:

Present  Simple: Subject + doesn’t/ don’t have to + V-infi + (object) + (…) + , + does/ do + subject + ?

Past Simple: Subject + didn’t have to + V-infi + (object) + (…) + , + did + subject + ?

Future Simple: Subject + won’t have to + V-infi + (object) + (…) + , + will + subject + ?

ตัวอย่าง

You don’t have to take care of your younger sister, do you?

→ คุณไม่ต้องดูแลน้องสาวใช่มั้ย    

Yesterday, that employee had to work overtime, didn’t he?

→  เมื่อวานพนักงานคนนั้นต้องทำงานล่วงเวลาใช่ไหม?  

We will have to pay a lot, won’t we?

→  เราจะต้องจ่ายเงินเยอะใช่มั้ย?  

Question Tag กับ ‘ought to’   

โครงสร้าง: Subject + ought to + V-infi + (object) + (…) + , + oughtn’t + subject + ?

ตัวอย่าง

My sister ought to see a doctor, oughtn’t she?

→ น้องสาวของฉันจำเป็นต้องไปพบแพทย์หรือไม่?

Question Tag กับ ‘need’   

เนื่องจาก ‘need’ เป็น Semi-modal Verb (กริยาช่วยกึ่ง modal)  ใน Present Simple จึงสามารถใช้ need เป็นได้ทั้งกริยาธรรมดาและกริยาช่วย  

อย่างไรก็ตาม ใน  Question Tag  และประโยคหลักด้านหน้า  ‘need’ มักถูกใช้ในรูปกริยาช่วยเพื่อความกระชับ 

 Question Tag กับ need

โครงสร้าง 1: Subject + need(s) + to V-infi + (…) + , + needn’t + subject + ?

โครงสร้างที่ 2: Subject + needn’t + V-infi + (…) + , + need + subject + ?

ตัวอย่าง

They need to study harder, needn’t they?

→  พวกเขาต้องเรียนหนักขึ้นใช่ไหม?  

She needn’t work on Sundays, need she?

→  เธอไม่ต้องทำงานในวันอาทิตย์ใช่ไหม  

หมายเหตุ: ในกาลที่เหลือ ‘need’ ใช้เป็นกริยาปกติ ดังนั้น หากใช้ tense อื่นที่ไม่ใช่ Present Simple เราก็แค่สร้าง ด้วยคำว่า ‘need’ ตามโครงสร้าง tense ที่ระบุในหัวข้อที่ 3  

Question Tag ของประโยคอุทาน

เมื่ออนุประโยคกลักเป็นคำอุทาน เราจะนำคำนามในประโยคนั้นมาเปลี่ยนเป็นคำสรรพนาม ส่วนกริยาช่วย are is, am, are อยู่ในรูปปฏิเสธ  

ตัวอย่าง

What a beautiful dress, isn’t it?

→ ช่างเป็นชุดที่สวยงามใช่มั้ย  

What big houses, aren’t they?

→ บ้างหลังนี้ใหญ่ใช่ไหม  

คำตอบสำหรับ Question Tag 

โครงสร้างว่า  

อนุประโยคหลัก + , + Question Tag + ?  

โดยที่ประโยคหลักและประโยคคำถามจะอยู่ตรงข้ามกันเสมอในแง่ของการยืนยันหรือปฏิเสธ

ตัวอย่าง

They are friendly people, aren’t they?

They aren’t friendly people, are they?

ในการตอบคำถามประเภทนี้ เราต้องจำไว้ว่าไม่เพียงแต่ให้ความสนใจกับ Question Tag ที่อยู่ด้านหลังเท่านั้น แต่ยังต้องให้ความสนใจกับประโยคหลักและ Question Tag ด้วย

จากนั้น หากเราเห็นด้วยกับอนุประโยคปฏิเสธ เราจะตอบว่า ‘No, subject  + กริยาช่วยที่สอดคล้องกัน’ หากเราเห็นด้วยกับคำปฏิเสธ เราจะตอบว่า ‘Yes, ประธาน + กริยาช่วยที่สอดคล้องกัน’ 

ตัวอย่าง   

They are friendly people, aren’t they?

→ ถ้าเราเห็นด้วยกับประโยคยืนยัน ‘They are friendly people’ ให้ตอบว่า ‘Yes, they are.’

→ หากเราเห็นด้วยกับ  Question Tag ที่เอนไปทางเชิงลบ ‘ใช่ไหม’ เราจะตอบว่า: ‘ไม่ มันไม่ใช่’ อย่าตอบว่า ‘ใช่’  

แบบฝึกหัด

กรอกในช่องว่างให้เหมาะสม  

กรอก Question tag ในช่องว่างให้เหมาะสม  คำตอบ
Our boss likes the new employee, _? (female boss)doesn’t she
Your younger sister would rather go out on weekends, _?wouldn’t she
They must complete that task today, _?needn’t they
I wish to leave early, _?may I
They don’t like working overtime, _?do they
Turn down the volume, _?will you
I don’t think he will believe you, _?will he
You missed another deadline yesterday, _?didn’t you
This morning, that man must have stolen your wallet, _?hasn’t he
Your crush won’t come to the party, _? (male crush)will he
Somebody left the door open, _?didn’t they
She never stays up late, _?does she
You read a lot of books. You must like reading a lot, _?don’t you
Let’s eat out, _?shall we
When we entered the room, nothing was there, _?was it
When we go to the museum doesn’t matter, _?does it
We had better lock all the doors, _?hadn’t we
Don’t turn on the TV when I’m working, _?will you
Our mother is sick, _?isn’t she
When he first moved here, he was really friendly, _?wasn’t he

ด้านบนคือสรุปคำจำกัดความ โครงสร้าง วิธีการใช้งาน และแบบฝึกหัด Question Tag ELSA Speak หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คุณใช้มันได้อย่างคล่องแคล่วและมั่นใจมากขึ้นในกระบวนการเรียนภาษาอังกฤษด้วยตนเอง ขอบคุณที่อ่านบทความ แล้วพบกันใหม่บทความหน้า!

แพ็กเกจเรียน ELSA Premium
banner (compare free vs pro)

สวัสดีค่ะ ฉันชื่อนุช

สวัสดีค่ะ ฉันชื่อนุช ฉันอายุ 25 ปีและกำลังทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ Content Marketing ให้แก่นิตยสารแฟชั่นที่กรุงเทพฯ

ในฐานะผู้รับผิดชอบในการสร้างเนื้อหาของนิตยสาร ฉันจำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษบ่อยมาก และยิ่งกว่านั้นคือต้องสื่อสารได้อย่างคล่องแคล่ว เพราะฉันมักจะมีการสัมภาษณ์คนดังทั้งในและต่างประเทศอยู่บ่อยๆ

แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าก่อนจะพูดภาษาอังกฤษได้คล่องเหมือนตอนนี้ ผมเกือบเรียนไม่จบเพราะไม่เก่งภาษาอังกฤษ

ฉันเคยมองว่าภาษาอังกฤษไม่มีประโยชน์

“ฉันเกือบเรียนไม่จบเพราะไม่เก่งภาษาอังกฤษ” ในช่วงมัธยมปลาย ภาษาอังกฤษของฉันอยู่ในระดับปานกลาง-แย่ ในคืนก่อนวันสอบที่โรงเรียน ฉันจะตั้งใจทบทวนบทเรียนที่เพิ่งเรียนไปอย่างรอบคอบ แต่เพราะไม่รู้ว่าจะนำไปใช้อย่างไร คะแนนของจึงได้แค่ 4 5 นอกจากประโยคสื่อสารง่ายๆ อย่าง ““Hi, how are you?” หรือ “What’s your name?” ฉันไม่รู้จะพูดอะไรอีก

อย่างไรก็ตาม ฉันไม่เสียใจเลยและไม่รู้สึกว่าภาษาอังกฤษเป็นวิชาที่จำเป็น สำหรับฉันในตอนนั้น การหมกมุ่นอยู่กับวิชาวรรณคดีเป็นสิ่งที่ฉันชอบที่สุด

ฉันคิดว่าถ้าไม่มีภาษาอังกฤษ ฉันก็ยังทำงานอื่นได้อีกมากมาย และนั่นคือความคิดที่ผิดมากๆ

เรียนภาษาอังกฤษ

เมื่อเข้ามหาวิทยาลัย ฉันอดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจ สับสน และกังวล เมื่อหลักสูตรใช้คำศัพท์ภาษาอังกฤษมากมาย ไม่เพียงเท่านั้น ตำราหรือเอกสารอ้างอิงของหลักสูตรก็เขียนเป็นภาษาอังกฤษหมดเลย แม้ว่าอาจารย์ยังคงสอนนักศึกษาเป็นภาษาไทย

มันทำให้ฉันตกใจ “โอ้พระเจ้า จะทำยังไงดีล่ะทีนี้? ฉันไม่รู้ภาษาอังกฤษเลยแม้แต่คำเดียว” 

แต่สิ่งสุดท้ายที่ทำให้ฉันกลัวที่สุดคือ ถ้าไม่มีใบรับรองภาษาต่างประเทศ จะไม่ได้รับการพิจารณาให้สำเร็จการศึกษา

ฉันยังจำได้ว่าหลังจากได้ยินข่าวนั้นเป็นเวลาหนึ่งเดือน ฉันกินไม่ได้ นอนไม่หลับ และกลัวอยู่เสมอว่าจะเรียนจบไม่ทันเพื่อนๆ แม้อย่างนั้น ฉันก็ยังไม่มีความสนใจในภาษาอังกฤษเลยแม้แต่นิดเดียว

บทเรียนภาษาอังกฤษในชั้นเรียนมักจะทำให้ฉันเสียสมาธิ ฉันไม่สามารถซึมซับความรู้ได้ ทำแต่งานส่วนตัวในห้องเรียน ซึ่งมันกระทบถึงผลการเรียนไม่น้อยเลยทีเดียว

จนกระทั่งวันหนึ่ง ฉันโชคดีที่มีอาจารย์คนหนึ่งมาแบ่งปันเกี่ยวกับความสำคัญของการเรียนภาษาอังกฤษ การสนทนากับครูเป็นในเวลา 30 นาทีนั้นได้เปลี่ยนมุมมองของฉันเกี่ยวกับการเรียนภาษาต่างประเทศอย่างสิ้นเชิง

ตอนนั้น ฉันไม่รู้สึกว่าภาษาอังกฤษน่าเบื่อหรือไร้ประโยชน์อีกต่อไป แต่เริ่มเห็นว่ามันเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ฉันทำในสิ่งที่ฉันอยากทำ

ฟื้นภาษาอังกฤษขั้นพื้นฐานในเวลาเพียง 3 เดือน

ฉันจึงเริ่มลงทุนเรียนภาษาอังกฤษ โดยนำคำแนะนำที่อาจารย์ให้มาใช้อย่างถูกต้อง

ประการแรก ฉันพิจารณาแล้วว่าระดับภาษาอังกฤษของฉันในตอนนั้นต่ำกว่าขั้นเฉลี่ยที่โรงเรียนกำหนด ฉันไม่รู้วิธีใช้โครงสร้างไวยากรณ์พื้นฐานที่สุด แม้ได้เรียนมาแล้วตอนมัธยมปลาย แต่คลังคำศัพท์ของฉันก็มีไม่มากนัก ดังนั้นเวลาสื่อสารหรือเขียนภาษาอังกฤษ ฉันมักจะใช้คำพวกนี้บ่อยๆ เช่น “very, so, and,…”.

ดังนั้น ฉันจึงตั้งเป้าหมายให้ตัวเองว่า ต้องฟื้นภาษาอังกฤษพื้นฐานทั้งหมดให้ได้ภายใน 3 เดือน ด้วยเป้าหมายนั้น ฉันจึงมองหาหลักสูตรและเครื่องมือเพิ่มเติมเพื่อช่วยให้ฉันเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ฉันไม่ได้เลือกเรียนที่ศูนย์ภาษาอังกฤษเพราะค่าเล่าเรียนค่อนข้างแพง มีเวลาจำกัด และฉันรู้สึกไม่มั่นใจหากหาศูนย์ที่มีชื่อเสียงไม่ได้ สุดท้ายก็เลยตัดสินใจเรียนเอง จะได้เรียนตามสิ่งที่เราต้องการ ทั้งยังสามารถฝึกฝนวินัยให้ตนเองได้ด้วย

เพื่อให้เก่งแกรมม่า ฉันซื้อหนังสือ English Grammar In Use และเรียนรู้อีกครั้ง เพราะหนังสือเล่มนี้อธิบายอย่างละเอียดและเข้าใจง่าย นอกจากการทบทวนแบบฝึกหัดในหนังสือแล้ว ฉันยังหาแบบฝึกหัดอื่นๆ บนเว็บไซต์ภาษาอังกฤษที่น่าเชื่อถือในไทยเพื่อทำอีกด้วย ในแต่ละวันฉันใช้เวลาเฉลี่ย 2 ชั่วโมงกับการเรียนไวยากรณ์และทำแบบฝึกหัด

เรียนภาษาอังกฤษ

เมื่อเรียนภาษาต่างประเทศ ไม่ใช่เพียงแต่เรียนรู้ไวยากรณ์เท่านั้น แต่ยังต้องเรียนรู้คำศัพท์ ฝึกการฟังและการออกเสียงอีกด้วย

ในการฝึกฟัง ผมมองหาหนังอเมริกันที่วัยรุ่นไทยนิยม มีฉากต่างๆ เกี่ยวกับกิจวัตรประจำวันและการสื่อสารเพื่อเรียนรู้วัฒนธรรม วิธีสื่อสาร และฝึกการฟัง

ในแต่ละตอน เราจะดูซับไทยกับอังกฤษก่อน พอเข้าใจเนื้อหาแล้ว จะดูเฉพาะซับอังกฤษเพื่อเรียนรู้คำศัพท์ บางครั้งฉันเลียนแบบคำพูดของตัวละครในภาพยนตร์เพื่อจดจำประโยคนั้น รวมทั้งเลียนแบบการออกเสียงของพวกเขาด้วย เมื่อได้คำศัพท์ใหม่ ฉันจะจดลงในสมุดบันทึกทันทีและทบทวนทุก 2 วัน

ฉันเริ่มจำโครงสร้างประโยคที่ใช้กันทั่วไปในภาษาอังกฤษ และสะสมคำศัพท์ที่ใช้ในการสื่อสารประจำวันได้มากพอสมควร แต่ตอนนั้น ฉันก็ยังไม่มั่นใจอยู่ดีเพราะออกเสียงภาษาอังกฤษไม่เก่ง จนกระทั่งได้เจอแอป ELSA Speak ใน App Store

เรียนภาษาอังกฤษ

หลังจากอ่านข้อมูลและดาวน์โหลดมาเพื่อทดลองใช้ เราชอบและประหลาดใจอย่างมากกับคุณสมบัติอัจฉริยะที่ยอดเยี่ยมของ ELSA Speak ที่เป็นแอปพลิเคชั่นที่ใช้เทคโนโลยี A.I. (ปัญญาประดิษฐ์) และเทคโนโลยีการจดจำเสียงที่เป็นกรรมสิทธิ์

สิ่งที่ทำให้ฉันประทับใจมากที่สุดเมื่อใช้ ELSA Speak คือทุกครั้งที่อ่านประโยคใดๆ ในหมวด Speak ส่วนพจนานุกรม แอปจะจดจำเสียงของเราทันทีและวิเคราะห์โดยละเอียดว่าเราออกเสียงอย่างไร วิธีเน้นเสียงและน้ำเสียง เพื่อดูว่าเราออกเสียงเป็นธรรมชาติหรือไม่ จากนั้นระบบจะชี้คำ (หรือพยางค์) ที่เราอ่านผิด แล้วแนะนำวิธีออกเสียงให้ถูกต้อง

ฉันทดลองใช้ ELSA Speak เป็นเวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ และไม่ลังเลเลยที่จะสมัครใช้แพ็คเกจตลอดชีพหลังจากนั้น ELSA ไม่ทำให้ฉันผิดหวังกับสิ่งที่ได้มาจริงๆ

ได้งานที่ตนเองใฝ่ฝัน

ตั้งแต่เรียนภาษาอังกฤษตามวิธีการข้างต้น ทักษะของฉันดีขึ้นอย่างมาก ไม่ใช่แค่พูดภาษาอังกฤษดีขึ้นเท่านั้น ฉันยังได้รับคำชมว่าเป็น “นักเรียนที่ออกเสียงภาษาอังกฤษได้ดีที่สุดคนหนึ่งในชั้นเรียน” ทำให้รู้สึกอิ่มใจเหมือนเป็นเครื่องพิสูจน์ความพยายามที่ทุ่มเทลงไป

หลังจากเรียนจบ ฉันตัดสินใจจะทำงานเกี่ยวกับแฟชั่นและคอนเท้นต์ เพราะเป็นสองสิ่งที่ฉันชอบมาตั้งแต่เด็กๆ หลังจากทำงานและเรียนรู้ในบริษัทหลายแห่งมาระยะหนึ่ง ฉันก็ “หยุด” ที่กองบรรณาธิการนิตยาสาร และทำงานเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Content Marketing ด้านแฟชั่นจนถึงปัจจุบัน

เมื่อมองย้อนกลับไปตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันรู้สึกขอบคุณอาจารย์ที่ปีนั้นได้ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์มากมาย และยังช่วยให้ฉันตระหนักว่าไม่มีวิชาใดที่ไม่จำเป็น มีเพียงผู้เรียนเท่านั้นที่ไม่รู้วิธีเรียนรู้และนำความรู้นั้นไปใช้ในทางปฏิบัติ

สวัสดีครับ เราชื่อเกรท

สวัสดีครับ เราชื่อเกรท อายุ 24 งานหลักของเราคือเป็นพนักงาน IT ในองค์กรด้านเทคโนโลยีแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

แม้ว่าลักษณะของงานนี้ไม่ต้องการให้ผมสื่อสารกับคู่ค้าและทีมงานมากเกินไป แต่การทำงานให้กับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังหมายถึงการมีส่วนร่วมในโครงการข้ามชาติมากขึ้นและทำงานร่วมกับลูกค้าจากต่างประเทศบ่อยๆ

ดังนั้น อาจพูดได้ว่าภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่เราใช้ในทุกๆ วัน นอกจากภาษาไทย แต่หากคุณรู้จักผมตั้งแต่ในรั้วมหาลัย คุณอาจจะไม่เชื่อเลยว่า จะมีวันที่ผมสามารถพูดอังกฤษได้คล่องขนาดนี้

เรื่องคือ… 

เก่งคณิตศาสตร์แต่ก็สามารถ…สอบได้ที่โหล่ภาษาอังกฤษได้

ผมชอบเรียนคณิตศาสตร์ ช่วงที่เรียน ม.ปลายเป็นช่วงที่ผมชอบมากที่สุด เพราะผมอยู่ในกลุ่มที่เรียนคณิตเก่งที่สุดของโรงเรียน โดยทุกครั้งที่แก้โจท ผมจะพยายามหาวิธีแก้เลขหลายวิธีสำหรับโจทที่ครูส่งมา

ผมจบ ม.ปลายด้วยคะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยวิชาคณิตศาสตร์สูงมาก จนได้กลายเป็นนักศึกษาคณะ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ตอนนั้นก็นึกว่า ทุกอย่างคงจะราบรื่นเหมือนตอนเรียน ม.ปลายนั่นแหละ จนวันหนึ่ง ผม…สอบตกวิชาภาษาอังกฤษ

study english with elsa

นอกจากจะเก่งคณิตศาสตร์และเขียนโปรแกรมแล้ว ผมต้องเรียนรู้คำศัพท์ด้านไอทีจำนวนมาก และเอกสารทั้งหมดเขียนเป็นภาษาอังกฤษ ทำให้ผมช็อกไปเลยเพราะแม้เป็นแค่นักศึกษาปี 1 แต่จำนวนเอกสารที่จะต้องเรียนรู้เป็นภาษาอังกฤษนั้นมีมากมายมหาศาล

จากการเป็นนักเรียนเก่งคณิตศาสตร์ที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ด้วยเกรดสูง ผมดันสอบตกเพราะวิชาภาษาอังกฤษ

ณ ตอนนั้น ผมถึงจะนึกออกได้ว่า ภาษาอังกฤษคืออุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้ผมเป็นโปรแกรมเมอร์มืออาชีพได้ ผมรู้แล้ว “เราต้องหาทางเปลี่ยนแปลง! เราจะปล่อยให้เรื่องเป็นแบบนี้ตลอดไปไม่ได้”

หลังจากนั้นประมาณ 1 อาทิตย์ เราเลื่อนนัดเที่ยวกับเพื่อนทั้งหมด แล้วเริ่มจริงจังกับการเรียนภาษาอังกฤษ

การเรียนภาษาอังกฤษก็เหมือนกับการแก้โจทย์ปัญหาในวิชาคณิตศาสตร์

ส่วนตัวผมคิดว่า เรียนภาษาอังกฤษก็เหมือนกับการแก้โจทย์ปัญหาในวิชาคณิตศาสตร์ ขั้นตอนแรกคือ ต้องรู้ว่าปัญหาอยู่ที่ไหน หลังจากนั้นถึงจะไปแก้ได้

แม้เราสามารถอ่าน-เข้าใจได้บ้าง แต่ทักษะการอ่าน-ฟังและพูดของเรายังแย่มากๆ เมื่อเทียบกับเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน เราก็ไม่ชอบภาษานี้ด้วยแหละ ดังนั้น ไม่ว่าจะเรียนเยอะขนาดไหน แป๊ปเดียวเราก็จะลืมไปหมดแล้ว

เราเก็นว่า เพื่อเก่งภาษาอังกฤษ เราต้องอยู่ร่วมกับมัน ไม่ใช่คิดเป็นวิชาที่จำเ็นต้องเรียน ดังนั้น เราเริ่มที่จะให้ภาษาอังกฤษเข้ามาในชีวิตเรามากขึ้น 

สำหรับของใช้ในบ้าน ผมใช้กระดาษโน้ตเขียนชื่อภาษาอังกฤษและติดไว้ เพื่อสะดวกต่อการ “มอง” ทุกครั้งที่ผ่านไป เวลาดูหนังหรือเล่นเกมบันเทิง แทนที่จะดู thaisub ผมเปลี่ยนไปดูเว็บสองภาษา แล้วค่อยๆ เลิกดูภาษาเวียดนาม ดูแต่หนังที่มีซับอังกฤษ

เพื่อพัฒนาทักษะการฟังให้ดียิ่งขึ้น ผมใช้เวลาว่างทั้งหมดในการค้นหาพอดแคสต์ดีๆ เกี่ยวกับหัวข้อเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นภาษาอังกฤษเพื่อเพิ่มความสนใจและฟังทุกครั้งที่ขึ้นรถไปโรงเรียน ด้วยเหตุนี้ ผมจึงสามารถฝึกฟังได้อย่างน้อย 2 ชั่วโมงต่อวัน

ผมคิดว่าวิธีการเรียนแบบนี้จะทำให้เรารู้สึกว่าภาษาอังกฤษน่าสนใจและนำไปใช้ได้จริงมากขึ้น เหมือนกับวิธีที่ผมเรียนคณิตศาสตร์  คือต้องนำไปใช้ได้จริง เป็นการนำความรู้ไปใช้ในการดำรงชีวิต ถึงจะจำและเข้าใจได้ง่าย

เรียนภาษาอังกฤษ

เรื่องทักษะการอ่าน ผมไม่อ่านเอกสารเฉพาะทางระดับยากทันทีเพราะจะทำให้ท้อใจได้ง่าย แต่ผมจะเริ่มด้วยบทความในหนังสือพิมพ์ ที่ง่ายๆ และไม่มีศัพท์ยากๆ มากนัก แล้วค่อยๆ เพิ่มระดับความยากขึ้นไปจนกระทั่งสามารถอ่านเอกสารทางเทคนิคที่ซับซ้อนได้อย่างคล่องแคล่ว

แต่ทักษะการพูดเป็นทักษะที่ทำให้ผมปวดหัวนานมาก ผมเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูง ชอบขี้อายและไม่กระฉับกระเฉงพอที่จะเริ่มบทสนทนาและทำความรู้จักกับเพื่อนต่างชาติได้ง่ายๆ

ผมกลัวที่จะฝึกพูดกับเพื่อนร่วมชั้น เพราะเขาเก่งกว่าเราเยอะ และผมก็กลัวจะถูกล้อว่าพูดภาษาอังกฤษไม่เก่ง นั่นเป็นเหตุผลที่ผมไม่รู้ว่าควรจะใช้วิธีเรียนการพูดภาษาอังกฤษที่บ้านด้วยตัวเองอย่างไรดี เพื่อ สามารถประหยัดเงินได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกคนอื่นหัวเราะเยาะเพราะไม่รู้คำศัพท์

บังเอิญเราได้ดูคลิปรีวิวของ YouTube คนหนึ่งหลังจากที่ได้เรียนภาษาอังกฤษผ่านแอปพลิเคชั่น ELSA Speak สักระยะหนึ่ง

เรียนภาษาอังกฤษ

เนื่องจากเป็นคนที่ชอบเทคโนโลยี ผมจำได้ว่า ผมประทับใจถึงขั้นที่ต้องพูดว่า “เริ่ดโคตรๆ!” เมื่อรู้ว่าแอปพลิเคชั่น ELSA Speak มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และการจจำรู้เสียงพูดในฟังค์ชั่นต่างๆ ของแอปฯ ด้วย

ผมตัดสินใจสมัครแพ็กเกจ 1 ปีทันทีโดยไม่ลังเล และเริ่มเรียนรู้ที่จะพูดบน ELSA Speak ตั้งแต่นั้นมา ถ้าผมรู้จักกับ ELSA Speak เร็วกว่านี้น่าจะดีมากๆ!

ฟังค์ชั่นของ ELSA ที่เราชอบและประทับใจที่สุดในครั้งแรกที่ใช้งานคือความอัฉจริยะของปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเราแค่พูดขึ้นมาหนึ่งประโยคสั้น ๆ แอปพลิเคชันสามารถวิเคราะห์รายละเอียดเกี่ยวกับสำเนียง น้ำเสียง และความสามารถของเขา จากนั้น ชี้ให้เห็นถึงข้อผิดพลาดและแนะนำวิธีการแก้ไข

เรียนภาษาอังกฤษ

นอกจากนี้ ELSA ยังมีหัวข้อการเรียนรู้ด้านการสื่อสารอีกมากมายที่จำเป็นและใกล้เคียงกับชีวิตจริง ตัวอย่างเช่น ประโยคที่ควรพูดเมื่อสัมภาษณ์งานเป็นภาษาอังกฤษ จะพูดอย่างไรเมื่อไปเดท จะพูดอย่างไรเมื่อเข้าสังคมกับเพื่อนร่วมงาน เป็นต้น ดังนั้นไม่เพียงแค่ปรับปรุงการออกเสียงให้ดีขึ้น ตอนนี้ผมยังสามารถพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน ลูกค้าได้ด้วย และทุกครั้งที่ไปสัมภาษณ์ ก็มั่นใจที่จะเม้าท์เป็นภาษาอังกฤษได้

กลายเป็นโปรแกรมเมอร์ได้ด้วยการเรียนภาษาอังกฤษด้วยตนเอง

หลังจากขยันเรียนภาษาอังกฤษมาสักพัก ในที่สุด ผมก็เรียนจบและสมัครเข้าบริษัทเทคโนโลยีนานาชาติที่มีอ๊อฟฟิศอยู่ในประเทศไทยอย่างมั่นใจ แตกต่างจากเมื่อก่อน ผมไม่อายหรือกลัวที่จะถูกคนอื่นหัวเราะเยาะเมื่อพูดภาษาอังกฤษอีกแล้ว เอกสารและบทความที่มีคำศัพท์ยาวมากมายก็ไม่ได้ทำให้ผมลำบากใจอีกต่อไปได้

เรียนภาษาอังกฤษ

ผมใช้ ELSA Speak เป็นเครื่องมือในการเรียนภาษาอังกฤษจนถึงตอนนี้ หลังจากเรียนจบ แม้ว่าไม่จำเป็นต้องเรียนผ่านแอปพลิเคชันทุกวันเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่บางครั้งเมื่อพบคำศัพท์ใหม่ที่ไม่รู้จะออกเสียงอย่างไร ผมยังต้องใช้ฟังค์ชั่นพจนานุกรมของ ELSA Speak เพื่อค้นหาความหมายและวิธีการอ่าน

เมื่อนึกย้อนกลับไป หากก่อนหน้านี้ผมไม่รู้ตัวว่าตัวเองเสียพื้นฐานภาษาอังกฤษ และไม่รู้จักแอป ELSA Speak ผมคงกำลังดิ้นรนกับพวกความรู้ภาษาอังกฤษอยู่ และคงไม่มีโอกาสเป็นโปรแกรมเมอร์ ในสภาพแวดล้อมที่ดีอย่างตอนนี้

สวัสดีค่ะ ฉันชื่อมิ้นต์ค่ะ!

สวัสดีค่ะ ก่อนที่จะเล่าเรื่องราวที่ทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ขอแนะนำสักนิดเกี่ยวกับตัวเองก่อนค่ะ

ฉันชื่อมิ้นต์ อายุ 30 ตอนนี้เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายให้แก่บริษัทเทคโนโลยีที่ทันสมัยแห่งหนึ่งที่สหรัฐอเมริกา งานของเราต้องสื่อสารภาษาอังกฤษ 100% และได้เงินเดือนที่ดีมากๆ ค่ะ  

เรียนภาษาอังกฤษ

ต้องยอมรับว่า ฉันโชคดีกว่าหลาย ๆ คน เพราะหลังจาก 2 ปีที่อยู่ร่วมกับ โรคระบาด COVID-19 ชีวิตของเรานอกจากไม่ถึงทางตันแล้ว ยังสบายกว่าเดิมอีกเยอะเลย

ในขณะที่เพื่อนรุ่นเดียวกันต้องดิ้นรนหางานใหม่หลังช่วงเว้นระยะห่างทางสังคม หรือต้องค้าขายออนไลน์นอกเวลาทำงานเพื่อหารายได้เสริม ฉันกลับได้ไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ทำงานที่บ้าน ทานอาหารแนวตะวันตก และมีความชอบที่หรูหรา 

เรียนภาษาอังกฤษ

ถ้ามองย้อนไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เราคงไม่กล้าฝันถึงเรื่องพวกนี้เลย

เพราะว่า เราพูดอังกฤษแย่มาก 

ตกงานเพราะพูดอังกฤษไม่ได้เลย

แต่ก่อน เราเป็นพนักงานฝ่ายขายที่ธรรมดาๆ คนหนึ่งของบริษัทเล็กๆ แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ สะภาพแวดล้อมการทำงานตอนนั้นไม่ได้บังคับให้เราต้องพูดอังกฤษได้ เพราะลูกค้าส่วนมากเป็นคนไทย 

ก็เพราะสาเหตุนั้น ทำให้เราละทิ้งการเรียนและละเลยการฝึกภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง พอเวลาผ่านไป ความรู้ที่ได้เรียนมาในโรงเรียนก็จางหายไป เหลือเพียงบางประโยคง่ายๆ แต่ก็ต้อง “เอิ่ม เอ่อ” ไม่รู้จะกี่ครั้งถึงจะพูดจบได้ คำศัพท์และแกรมม่าก็พอใช้สำหรับการอ่านแล้วพอเข้าใจเท่านั้น 

อย่างไรก็ตาม เราก็เฉยเพราะคิดว่าทำงานที่นี่ การเรียนภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น

พอถึงปี 2019 เมื่อโรค COVID-19 เริ่มแพร่ระบาด บริษัทต้องลดจำนวนพนักงานเพื่อประหยัดรายจ่าย และเราก็กลายเป็นคนตกงานซะงั้น

ตอนนั้น เพื่อมีเงินสำหรับใช้จ่ายในช่วงที่เว้นระยะห่างทางสังคม เราเริ่มหางานที่เป็น freelance แต่ชีวิตไม่ได้ดั่งฝัน ตลาด freelance มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดมาก

โครงการที่ใหญ่และน่าเชื่อถือได้มักต้องการภาษาอังกฤษ ส่วนโครงการเล็กๆ รายได้ก็เล็กไปด้วย

วัยรุ่นหลายคนที่มีทัศนคติที่กระตือรือร้น พูดภาษาอังกฤษได้ดี และมีคุณวุฒิวิชาชีพสูง พวกเขาจะสามารถหาโครงการที่มีรายได้สูงอย่างง่ายดายใน Upwork หรือ Fiverr ส่วนคนที่อายุประมาณเรา เขาเป็น freelancer มานานหลายปี พอจะมีประวัติที่น่าเชื่อถือ เลยมีหลายฝ่ายเข้าหาอยู่เสมอ

เราท้อ ไปต่อไม่ถูกแล้วรู้สึกผิดกับตัวเองมาก ๆ เพราะไม่ลงทุนเรียนภาษาอังกฤษอย่างจริงจังตั้งแต่แรก จากนั้น เราถึงได้เห็นความสำคัญของภาษาที่มีการเรียนทั่วโลกนี้

เราเริ่มเข้าอินเทอร์เน็ตแล้วหาวิธีแก้การเสียพื้นฐานภาษาอังกฤษอย่างรวดเร็วและได้ผลได้มากที่สุด ตั้งแต่หนังสือเรียนภาษาอังกฤษที่ขายทั่วไปในร้านหนังสือ ตลอดจนคอร์สเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ที่แพงๆ แต่ก็ไม่ได้ผลอยู่ดี

กับแต่ละวิธี เราต่างทุ่มเวลาเพื่อใช้ก่อน แล้วก็ตกอยู่ในปัญหาที่ลืมบทเรียน ลืมคำศัพท์ เรียนไม่ตรงประเด็น ทำให้รู้สึกเบื่อ ไม่อยากเรียนเองอีก เราวนเวียนอยู่ในกองเอกสารภาษาอังกฤษที่ตนเองเป็นคนรวบรวมมาเอง แต่ไม่เคยอ่านให้หมดเลย

การเปลี่ยนแปลงชีวิตด้วยวิธีการเรียนรู้ที่ถูกต้อง

โชคดีที่อีกไม่นานหลังจากนั้น การเรียนภาษาอังกฤษของเราเริ่มง่ายขึ้นหลังจากที่ได้รับคำแนะนำจากเพื่อนที่เรียนภาษาอังกฤษเองเหมือนกัน แต่เขาประสบความสำเร็จ ในครั้งหนึ่งที่เราเม้าท์กันในเฟสบุ๊ค

คือ เพื่อเรียนอังกฤษเองแล้วไม่เบื่อเร็วได้ เราต้องรู้ตัวว่าตอนนี้เราอยู่ในระดับไหน ถึงจะรู้ได้ว่า สิ่งที่เราอยากเรียนแล้วควรเรียนคืออะไรบ้าง

หลังจากที่รู้ระดับความสามารถของตนเองแล้ว ต้องหาวิธีเรียนที่เหมาะกับเรามากที่สุด ซึ่งเป็นวิธีที่ทำให้เรารู้สึกสนุก ไม่กดดัน และสามารถเข้าใจสิ่งที่กำลังเรียนได้ง่าย

กระบวนการเรียนที่สม่ำเสมอและเหมาะกับเวลาของตนเอง เป็นปัจจัยที่สำคัญในการตัดสินใจว่าคุณเรียนเองสำเร็จหรือไม่

สุดท้ายแล้ว เรียนภาษาอังกฤษจะกลายเป็นไร้ความหมายถ้าเราไม่สามารถนำความรู้ที่ได้เรียนมานั้นปรับใช้ในชีวิตจริงได้แม้จะเรียนนานและละเอียดขนาดไหน

เพื่อให้การเรียนและฝึกเคล็ดลับดังกล่าวมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อนได้แนะนำให้เราเครื่องมืออันหนึ่งในการเรียนภาษาอังกฤษที่ได้ผลมากๆ นั้นก็คือ ELSA Speak.

ELSA Speak เป็นแอปพลิเคชั่นเรียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ด้วยความสามารถในการเรียนแบบ deep learning และการจำรู้เสียงพูด (speech recognition) ที่เป็น exclusive

เมื่อ เรียนภาษาอังกฤษผ่านแอปพลิเคชัน ELSA Speak ระบบจะออกแบบกระบวนเรียนให้ผู้เรียนโดยเฉพาะอ้างจากข้อผิดที่ตนเองเป็นบ่อย 

เรียนภาษาอังกฤษ

เห็นไหมคะ เมื่อเราลงทุนเรียน ก็ต้องเรียนกับเครื่องมือที่อัจฉริยะแบบนี้

แต่ละวัน ไม่ว่าจะยุ่งขนาดไหน เราก็ต้องสละเวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมงเพื่อเรียนกับแอป ELSA Speak 

อดทนสัก 3 เดือน เห็นได้ว่า สำเนียงการพูดภาษาอังกฤษดีขึ้นอย่างชัดเจน ข้อผิดที่ก่อนหน้านี้เรามักเป็นบ่อย ตอนนี้จะไม่ค่อยเป็นแล้ว

นอกจากนั้น เรายังสามารถจำและใช้ได้คำศัพท์หลายคำระดับ C1 & C2 เพราะคุยกับผู้ช่วย A.I. ของ ELSA ทุกวัน 

รายได้ $5,000 จากการเรียนภาษาอังกฤษด้วยตนเองที่บ้าน

หลังจากนั้นไม่กี่เดือน เมื่อสิ้นสุดช่วงเว้นระยะห่างทางสังคม เราก็เริ่มหางานทำอีกครั้ง ใช้ความกล้าทั้งหมดที่มีเพื่อสมัครตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายของบริษัทต่างประเทศแห่งหนึ่งที่เราหาได้ใน LinkedIn

ผลออกมาเกินคาดเลยค่ะ เราโชคดีที่ได้ผ่านการสัมภาษณ์รอบแรก แล้วมั่นใจไปสู้ต่อในรอบที่ 2 ที่ 3 ที่ 4…

สุดท้าย เราได้รับเข้าทำงานอย่างเป็นทางการ ทำกับทีมที่เป็นคนอเมริกาทั้งนั้น หมายความว่า จะต้องพูดภาษาอังกฤษหมดเลย แล้วได้รับ offer เงินเดือนหลังช่วงทดลองงานอยู่ที่ $5000

จนถึงปัจจุบัน เราได้ทำงานที่บริษัทแห่งนี้มา 2 ปีกว่าแล้ว ได้เข้าร่วมในโปรเจคใหญ่ๆ หลายโปรโจค และบ่อยครั้งได้มีโอกาสบินไปต่างประเทศเพื่อพบปะและทำงานกับลูกค้า เราจะทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เลยหากไม่ได้รู้จักกับ ELSA Speak. 

เรียนภาษาอังกฤษ

หากคุณกำลังพิจารณาการเรียนภาษาอังกฤษของตนเอง เราบอกจริงๆ ว่าคุณควรทำตั้งแต่ตอนนี้เลย เราต้องเรียน ต้องลอง ต้องผิด และอย่าไปกลัวว่าจะต้องผิดอีกหลายครั้ง เพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของตนเอง

แต่มากกว่านั้น หากคุณต้องการหาเครื่องมือที่สามารถชี้จุดผิดในการสื่อสารอย่างละเอียด รวมทั้งให้คำแนะนำว่าทำยังไงถึงพูดภาษาอังกฤษได้ดีขึ้น เราแนะนำว่า คุณควรหาข้อมูลเกี่ยวกับ ELSA Speak วันนี้เลย ขอให้คุณประสบความสำเร็จกับการเลือกของตัวเองค่ะ