ตัวเลขและวิธีการใช้ ตัวเลขภาษาอังกฤษ

ในภาษาอังกฤษ หมายเลข 1 คือ “one” และถ้าในการเรียงตามลำดับคือ “first”  แล้ววิธีการอ่านเศษส่วน เช่น ⅓ หรือ ⅕ ในภาษาอังกฤษจะเป็นอย่างไรบ้าง ในบทความนี้ ELSA Speak จะให้ผู้เรียนความรู้เกี่ยวกับ ตัวเลขภาษาอังกฤษ

ตัวเลขบอกจำนวน (Cardinal number)

ตัวเลขที่เอาไว้บอกจำนวน ในประโยคที่ใช้นับเลขภาษาอังกฤษ เช่น  “There are five eggs in the basket” (มีไข่ 5 ฟองในตะกร้า)  เช่นเดียวกับภาษาไทย คุณก็มักจะใช้ ตัวเลขภาษาอังกฤษ ในการนับหรือบอกจำนวนของสิ่งของเป็นภาษาอังกฤษ  ต่อไปนี้คือตัวเลขในช่วง 1-100 ภาษาอังกฤษ

สอบก่อนเข้าฟรี

{{(sIndex/sentences.length)*100}}%
{{ sentences[sIndex].text }}.
loading

0 = Zero, Oh, Nought, Nil, 1 = One, 2 = Two, 3 = Three, 4 = Four, 5 = Five, 6 = Six, 7 = Seven, 8 = Eight, 9 = Nine, 10 = Ten, 11 = Eleven, 12 = Twelve, 13 = Thirteen, 14 = Fourteen, 15 = Fifteen, 16 = Sixteen, 17 = Seventeen, 18 = Eighteen, 19 = Nineteen, 20 = Twenty.

หมายเหตุ  หมายเลข 0 มีวิธีการอ่านที่หลายวิธี แต่ “zero” เป็นวิธีอ่านที่ได้รับความนิยมมากที่สุด  การอ่านว่า “Oh” เหมือนตัวอักษร “O” ในภาษาอังกฤษยังจะถูกใช้เมื่อในการอ่านหมายเลขโทรศัพท์หรือกลุ่มตัวเลขต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว เช่น “room 801” (ห้อง 801) ได้อ่านเป็น “room eight-oh-one”  สำหรับคำว่า “naught” จะถูกใช้เพื่อแสดงทศนิยม ตัวอย่างเช่น “0.05%” สามารถอ่านได้ว่า “nought point nought five percent”  ในขณะเดียวกัน คำว่า “nil” แสดงคะแนนการแข่งขันหรืออัตราส่วน เช่น “2-0” ได้อ่านเป็น “two-nil”

จากตัวเลขที่ 20 เป็นต้นไป หมายเลขที่เป็นหลักสิบจะลงท้ายด้วย “-ty” เช่น 30 = Thirty, 40 = Forty (ไม่มีตัว “u” ในคำว่า “four”) 50 = Fifty, 60 = Sixty, 70 = Seventy, 80 = Eighty, 90 = Ninety

สำหรับตัวเลขที่เหลือ กฎในการนับคือการเชื่อมต่อคำหลายคำเข้ามาด้วยกัน  โดยใช้การเรียกหลักสิบของหมายเลขที่อยู่ข้างหน้า รวมกับการอ่านหลักหน่วยตัวเลขด้านหลัง เช่น

42 = Forty-two, 81 = Eighty-one, 29 = Twenty-nine, 67 = Sixty-seven, 56 = Fifty-six, 33 = Thirty-three 

ตัวเลขในการนับจำนวนมากกว่า 100 ในภาษาอังกฤษ

เหมือนกับการเขียนตัวเลขในภาษาไทย ตัวเลขภาษาอังกฤษ ก็ใช้เครื่องหมายจุลภาคในการแยกกลุ่มตัวเลขสามตัว เช่น 100 = One hundred; 1,000 = One thousand; 10,000 = Ten thousand; 100,000 = One hundred thousand; 1,000,000 = One million

ด้วยตัวเลขที่ซับซ้อน (มากกว่า 100) เราควรแบ่งออกจากหลักพันถึงร้อยแล้วก็หลักสิบ หลังจากนั้น เรามาใช้วิธีการนับที่ได้กล่าวถึงข้างบน เช่น

134 = One hundred and thirty-four

831 = Eight hundred and thirty-one

1,211 = One thousand, two hundred and eleven

4,563 = Four thousand, five hundred and sixty-three

131,600 = One hundred and thirty-one thousand, six hundred

903,722 = Nine hundred and three thousand, seven hundred and twenty-two

ตัวเลขบอกลำดับที่หรือ Ordinal number

ก่อนที่เรียนรู้เกี่ยวกับคำนิยามของตัวเลขบอกลำดับที่ เรามาดูตัวอย่างข้อนี้ก่อน

“Jimmy was the best artist in the art competition today. He won first prize!”

(จิมมี่เป็นศิลปินที่ดีที่สุดในการประกวดศิลปะวันนี้  เขาได้รับรางวัลแรกเลย)

“I am the fourth child in the family, so everyone treats me like a baby”

(ฉันเป็นลูกคนที่สี่ในครอบครัว  ดังนั้นทุกคนจึงแกล้งว่าฉันดูเหมือนเด็ก)

ดังนั้น ตัวเลขบอกลำดับที่หรือ Ordinal number ใช้ในการบ่งบอกตำแหน่ง อันดับของผู้คนหรือสิ่งของต่าง ๆ  โดยตัวเลขบอกลำดับที่ในภาษาอังกฤษสามตัวแรกจะเขียนอย่างนี้ 1st = first, 2nd = second, 3rd = third  ตัวเลขบอกลำดับสามตัวนี้มีวิธีการเขียนที่แตกต่างกับเลขสำหรับการนับธรรมดา

มาดูตัวอย่างเช่น  101st = one hundred and first, 42nd = forty second, 33rd = thirty-third, 74th = seventy-fourth, 11th = eleventh, 13th = thirteenth

เศษส่วน

เศษส่วนประกอบด้วยสองส่วนซึ่งเป็นตัวเศษและตัวส่วน  ในภาษาอังกฤษ การอ่านเศษส่วนเริ่มด้วยตัวเศษเป็น ตัวเลขภาษาอังกฤษ บอกจำนวนและตัวส่วนเป็นตัวเลขบอกลำดับที่ เช่น 1/3 = one third, 2/3 = two thirds, 1/100 = one one hundredth, 12/16 = twelve sixteenths  ตัวส่วนมักจะอยู่ในรูปแบบของพหูพจน์หากเป็นหมายเลขที่มากกว่า 1

วิธีการอ่านเศษส่วนยังมีข้อยกเว้นบางข้อ เช่น 1/2 = one half (ไม่ได้อ่านว่า “one second”), 1/4, 2/4, 3/4 = one quarter, two quarters, three quarters (แต่ยังสามารถอ่านได้ว่า “one fourth” “two fourths” or “three fourths”)

elsa speak official
ELSA Pro ตลอดชีพ เพียง 2,744 บาท