วิธีเรียนการออกเสียงภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง A - Z สำหรับผู้เริ่มต้น

การออกเสียงภาษาอังกฤษ เป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญที่สุด ซึ่งทำให้ผู้ฟังเข้าใจได้อย่างชัดเจนและมั่นใจ การค้นหาสัทอักษรภาษาอังกฤษ ตามมาตรฐานสากล และการแก้ไขการออกเสียงแบบสำเนียงไทย ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยยกระดับทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของคุณ มาดูคำแนะนำที่นำไปใช้ได้จริงด้านล่างนี้กันเลย!

สารบัญ

ประเด็นสำคัญ
  • การออกเสียงหมายถึงการสร้างเสียงที่ถูกต้องแม่นยำ ส่วนสำเนียงท้องถิ่นเป็นลักษณะการออกเสียงที่แตกต่างกันตามภูมิภาค
  • การออกเสียงมาตรฐานต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในอักษรเสียงสากล การเน้นเสียงคำ และทำนองเสียงในประโยค
  • Phonics ช่วยในการถอดรหัสคำตามรูปแบบการเขียน ในขณะที่ IPA ช่วยระบุสัญลักษณ์เสียงที่แม่นยำ
  • ควรแก้ไขนิสัยการออกเสียงที่ไม่ถูกต้อง เช่น การละพยัญชนะท้าย การออกเสียงเสียดแทรกผิด หรือการละเว้นเสียงท้ายคำ
  • การฝึกฝนด้วยเทคนิคต่าง ๆ เช่น Shadowing และ Minimal Pairs ช่วยพัฒนาการฟังแยกแยะเสียงและทำให้กล้ามเนื้อปากทำงานได้คล่องแคล่วยิ่งขึ้น

การออกเสียงภาษาอังกฤษคืออะไร? ความแตกต่างระหว่าง Pronunciation และ Accent

ในภาษาอังกฤษ คำนามที่หมายถึงการออกเสียงคือ Pronunciation /prəˌnʌn.siˈeɪ.ʃən/ ส่วนคำกริยา การออกเสียงภาษาอังกฤษคืออะไร? คำตอบคือ Pronounce /prəˈnaʊns/ แนวคิดนี้หมายถึงวิธีการออกเสียงคำเพื่อให้ได้เสียงที่เป็นมาตรฐานตามระบบสัทอักษรสากล

สอบก่อนเข้าฟรี

{{(sIndex/sentences.length)*100}}%
{{ sentences[sIndex].text }}.
loading

ในทางตรงกันข้าม Accent /ˈæk.sent/ หมายถึงรูปแบบการพูดตามภูมิภาค ซึ่งสะท้อนถึงลักษณะนิสัยการออกเสียงของผู้พูดจากประเทศหรือพื้นที่เฉพาะเจาะจง ELSA Speak ได้สรุปความแตกต่างระหว่าง Pronunciation และ สำเนียงภาษาอังกฤษ ดังนี้:

เกณฑ์การออกเสียง (Pronunciation)สำเนียง (Accent)
ความหมายการออกเสียงแต่ละเสียง การเน้นพยางค์ และทำนองเสียงของคำอย่างถูกต้องลักษณะการออกเสียงที่ได้รับอิทธิพลจากภาษาแม่หรือภูมิภาค
เป้าหมายในการเรียนจำเป็นต้องออกเสียงให้ถูกต้องเพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนสำเนียงทั้งหมด ตราบใดที่ไม่ทำให้การออกเสียงเดิมผิดเพี้ยน
ตัวอย่างคำว่า cat ต้องออกเสียงเป็น /kæt/ โดยออกเสียงตัว /t/ ท้ายคำอย่างชัดเจนคุณ Somchai พูดภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงไทย (Thai Accent) ส่วน David พูดด้วยสำเนียงอเมริกัน (US Accent)
การออกเสียงภาษาอังกฤษคืออะไร
การออกเสียงภาษาอังกฤษคืออะไร

>> ดูเพิ่มเติม: วิธีอ่านตัวอักษรภาษาอังกฤษ A-Z อย่างถูกต้อง

เสียงพื้นฐานในภาษาอังกฤษ

เสียงพื้นฐานในภาษาอังกฤษประกอบด้วยระบบเสียงหลักกว่า 40 เสียง (รวมถึงสระเดี่ยว สระประสม และพยัญชนะ) โดยมีการระบุเสียงเหล่านี้ด้วยสัทอักษรสากล IPA สำหรับผู้เรียนในประเทศไทย การให้ความสำคัญกับการแยกแยะความสั้นยาวของเสียงสระและการระบุกลุ่มเสียงที่มักออกเสียงผิด ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยยกระดับทักษะการพูดให้มีความเป็นธรรมชาติเสมือนเจ้าของภาษา

เสียงพื้นฐานในภาษาอังกฤษ
เสียงพื้นฐานในภาษาอังกฤษ

ต่อไปนี้คือรายละเอียดเกี่ยวกับการออกเสียงของกลุ่มเสียงพื้นฐานสองกลุ่มในภาษาอังกฤษ:

ระบบสระภาษาอังกฤษ (English Vowels)

ระบบสระภาษาอังกฤษประกอบด้วย 20 เสียง แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักคือ สระเดี่ยว (Monophthongs) และสระประสม (Diphthongs)

ระบบสระภาษาอังกฤษ
ระบบสระภาษาอังกฤษ

ต่อไปนี้คือการจำแนกประเภทโดยละเอียดของสระเดี่ยว 12 เสียงที่พบบ่อยในภาษาอังกฤษ:

สัญลักษณ์ทางสัทศาสตร์วิธีออกเสียงภาษาไทยตัวอย่าง
อี (เสียงยาว)see (เห็น), eat (กิน)
ɪอิ (เสียงสั้น)sit (นั่ง), big (ใหญ่)
ʊอุ (เสียงสั้น)book (หนังสือ), foot (เท้า)
อู (เสียงยาว)too (เกินไป), blue (สีน้ำเงิน)
eเอะ (เสียงสั้น)bed (เตียง), said (กล่าว)
əเออะ (เสียงสั้น)about (เกี่ยวกับ), teacher (ครู)
ɜːเออ (เสียงยาว)bird (นก), her (เธอ)
ɔːออ (เสียงยาว)door (ประตู), more (มากกว่า)
æแอ (เสียงสั้น/แบน)cat (แมว), hat (หมวก)
ʌอะ (เสียงสั้น)cup (แก้ว), love (รัก)
ɑːอา (เสียงยาว)car (รถยนต์), father (พ่อ)
ɒเอาะ (เสียงสั้น)hot (ร้อน), dog (สุนัข)

ต่อไปนี้คือการจำแนกประเภทโดยละเอียดของสระประสม 8 เสียงที่พบบ่อยในภาษาอังกฤษ:

สัญลักษณ์ทางสัทศาสตร์วิธีออกเสียงภาษาไทยตัวอย่าง
ɪəเอียhear (ได้ยิน), near (ใกล้)
แอร์ / แอ-เออะhair (ผม), there (ที่นั่น)
ʊəอัวtour (ท่องเที่ยว), poor (ยากจน)
เอ → อี (ออกเสียงควบ)day (วัน), make (ทำ)
ɔɪออ → อี (ออกเสียงควบ)boy (เด็กผู้ชาย), toy (ของเล่น)
อา → อี (ออกเสียงควบ)I (ฉัน), like (ชอบ)
əʊโอ / เออะ-อูno (ไม่), coat (เสื้อโค้ต)
เอา / อา-อูnow (ตอนนี้), house (บ้าน)
สระประสม 8 เสียงในภาษาอังกฤษ
สระประสม 8 เสียงในภาษาอังกฤษ

ระบบพยัญชนะภาษาอังกฤษ (English Consonants)

ระบบพยัญชนะภาษาอังกฤษมีทั้งหมด 24 เสียง แบ่งเป็นพยัญชนะไม่ก้อง 9 เสียง และพยัญชนะก้อง 15 เสียง การออกเสียงพยัญชนะแต่ละเสียงให้ชัดเจนจะช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาการกลืนเสียงหรือการออกเสียงที่ขาดแรง

ระบบพยัญชนะภาษาอังกฤษ (English Consonants)
ระบบพยัญชนะภาษาอังกฤษ (English Consonants)

ต่อไปนี้คือการจำแนกประเภทที่ครบถ้วนของพยัญชนะเสียงไม่ก้องทั้ง 9 เสียงพบบ่อยในภาษาอังกฤษ:

สัญลักษณ์ทางสัทศาสตร์วิธีออกเสียงภาษาไทยตัวอย่าง
pพ, ป, ผpen (ปากกา)
tท, ต, ถ, ธten (สิบ)
kค, ก, ขcat (แมว)
fฟ, ฝfish (ปลา)
θซ, ท (เอาลิ้นแตะฟันบน)think (คิด)
sซ, ส, ศ, ษsun (พระอาทิตย์)
ʃช, ซ (เสียงลมหนัก)ship (เรือ)
hฮ, หhot (ร้อน)
ช, จchair (เก้าอี้)

ต่อไปนี้คือตารางจำแนกประเภทที่ครบถ้วนของพยัญชนะที่มีเสียงก้องที่พบบ่อยในภาษาอังกฤษ:

สัญลักษณ์ทางสัทศาสตร์วิธีออกเสียงภาษาไทยตัวอย่าง
bbag (กระเป๋า)
dด, ฎdog (สุนัข)
gget (ได้รับ)
vว, ฟ (กัดริมฝีปากล่าง)van (รถตู้)
ðด, ท (เอาลิ้นแตะฟันบน/เสียงสั่น)this (นี้)
zซ (เสียงสั่น)zoo (สวนสัตว์)
ʒช, ซ (เสียงลมหนัก/เสียงสั่น)television (โทรทัศน์)
mman (ผู้ชาย)
nน, ณno (ไม่)
ŋsing (ร้องเพลง)
lล, ฬleg (ขา)
rร (ม้วนลิ้น)run (วิ่ง)
jย, ญyes (ใช่)
wwe (พวกเรา)
จ (เสียงสั่น)jug (เหยือก)
พยัญชนะก้อง 15 เสียงในภาษาอังกฤษ
พยัญชนะก้อง 15 เสียงในภาษาอังกฤษ

5 หลักสำคัญในการออกเสียงภาษาอังกฤษที่ถูกต้องตั้งแต่ A-Z

หากต้องการพัฒนาทักษะการออกเสียงภาษาอังกฤษอย่างเป็นระบบ คุณควรปฏิบัติตามหลักการพื้นฐานด้านสัทศาสตร์อย่างสม่ำเสมอ การฝึกตามหลักการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษ 5 ข้อ มีอะไรบ้าง จะช่วยให้ผู้เรียนสร้างรูปปากที่ถูกต้อง ควบคุมลมการปล่อยลมของแต่ละคำได้อย่างชัดเจน

ต่อไปนี้คือ 5 หลักการสำคัญในการออกเสียงภาษาอังกฤษที่ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาแนะนำมากที่สุด:

ฝึกออกเสียงตามตารางสัทอักษร (การออกเสียงภาษาอังกฤษ IPA)

เรียนรู้วิธีออกเสียงที่ถูกต้องของเสียงพื้นฐานทั้ง 44 เสียง ซึ่งรวมถึงการออกเสียงสระภาษาอังกฤษและการออกเสียงพยัญชนะภาษาอังกฤษตามระบบสัทอักษรสากล นี่ถือเป็นขั้นตอนพื้นฐานที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้เรียนทุกคน

หลักการ:

ฝึกตำแหน่งปากให้ถูกต้อง → ออกเสียงทั้ง 44 เสียงใน IPA อย่างแม่นยำ
ฝึกออกเสียงตามตารางสัทอักษร
ฝึกออกเสียงตามตารางสัทอักษร

เน้นเสียงคำให้ถูกต้อง (Word Stress – การเน้นเสียงในพยางค์)

ออกเสียงพยางค์ที่เน้นให้ดังขึ้น ด้วยระดับเสียงที่สูงขึ้น และลากเสียงให้ยาวขึ้น เพื่อรักษาจังหวะจะโคนของน้ำเสียงให้ถูกต้องและช่วยให้ผู้ฟังระบุคำศัพท์ได้รวดเร็ว ต่อไปนี้คือกฎพื้นฐานเกี่ยวกับการเน้นเสียงในคำที่คุณควรจดจำไว้:

กฎการเน้นเสียงคำนาม 2 พยางค์:

คำนาม 2 พยางค์ → เน้นพยางค์แรก

ตัวอย่าง: PROject /ˈprɒdʒ.ekt/ (โครงการ), REcord /ˈrek.ɔːd/ (บันทึก)

กฎการเน้นเสียงคำกริยา 2 พยางค์:

คำกริยา 2 พยางค์ → เน้นพยางค์ที่สอง

ตัวอย่าง: proJECT /prəˈdʒekt/ (ถ่ายทอด), reCORD /rɪˈkɔːd/ (บันทึกเสียง)

กฎการเน้นเสียงคำลงท้ายด้วย -tion, -sion:

คำที่ลงท้ายด้วย -tion, -sion → เน้นพยางค์ก่อนหน้าคำลงท้าย

ตัวอย่าง: inforMAtion /ˌɪn.fəˈmeɪ.ʃən/ (ข้อมูล), deCIsion /dɪˈsɪʒ.ən/ (ตัดสินใจ)

การเน้นเสียงในพยางค์
การเน้นเสียงในพยางค์

เน้นเสียงในประโยค (Sentence Stress – การเน้นเสียงในประโยค)

ในการสื่อสารในชีวิตจริง เจ้าของภาษาไม่ได้ออกเสียงทุกคำในประโยคด้วยน้ำหนักที่เท่ากัน เนื่องจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่มีจังหวะการพูดขึ้นอยู่กับการเน้นเสียงหนักเบา (stress-timed language) เราจึงจำเป็นต้องเน้นคำที่สื่อความหมายสำคัญ (Content Words) และออกเสียงคำที่ทำหน้าที่ทางไวยากรณ์ (function words) อย่างรวดเร็วและเบา (Function Words)

กฎการจำแนกประเภทคำสำหรับการฝึกพูดเป็นประโยคสมบูรณ์:

  • คำที่ควรเน้น (Content Words): คำนามหลัก (nouns), คำกริยาหลัก (main verbs), คำคุณศัพท์ (adjectives), คำวิเศษณ์ (adverbs)
  • คำที่ไม่ต้องเน้น (Function Words): สรรพนาม (I, you, he, she), กริยา to be/กริยาช่วย (am, is, are, was, did), คำบุพบท (in, on, at, to), คำเชื่อม (and, but, or)
เน้น Content Words + ออกเสียงเบา Function Words → สร้างจังหวะการพูดที่เป็นธรรมชาติ

ตัวอย่าง: ประโยค: I went to the store to buy some milk. (ฉันไปที่ร้านเพื่อซื้อนม)

  • คำที่ควรเน้น: went (กริยา), store (คำนาม), buy (กริยา), milk (คำนาม)
  • คำที่ออกเสียงเบา: I, to the, to, some
Sentence Stress เน้นเสียงในประโยค
Sentence Stress เน้นเสียงในประโยค

สังเกตเสียงท้ายคำและการเชื่อมเสียง (Ending & Linking Sounds)

การออกเสียงพยัญชนะท้ายคำอย่างชัดเจนช่วยให้ผู้ฟังแยกความหมายของคำได้ถูกต้อง และยังทำให้การเชื่อมเสียงระหว่างคำเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น

  • เสียงท้ายคำ (Ending Sounds): ควรออกเสียงพยัญชนะท้ายคำ เช่น /s/, /z/, /t/, /d/ ให้ชัดเจนเสมอ ผู้พูดที่มีสำเนียงไทยมักละเสียงท้ายเหล่านี้โดยไม่ตั้งใจ ซึ่งถือเป็นข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยมาก
  • การเชื่อมเสียง (Linking Sounds): ฝึกเชื่อมเสียงพยัญชนะท้ายของคำหน้าเข้ากับเสียงสระต้นของคำถัดไป
พยัญชนะท้ายคำแรก + สระต้นคำถัดไป → เชื่อมเสียงให้ลื่นไหล

ตัวอย่าง: วลี like it ออกเสียงต่อเนื่องเป็น li-kit

สังเกตุเสียงท้ายคำและการเชื่อมเสียง
สังเกตเสียงท้ายคำและการเชื่อมเสียง

ควบคุมน้ำเสียงในประโยค (Intonation – เสียงสูงต่ำ)

การเปลี่ยนระดับเสียงสูง–ต่ำในตอนท้ายของประโยค ช่วยถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก และประเภทของประโยคได้อย่างถูกต้อง กฎพื้นฐานที่สุด 3 ข้อเกี่ยวกับระดับเสียงสูงต่ำ:

  • น้ำเสียงลง (↘ – Falling intonation): มักใช้ในประโยคบอกเล่าทั่วไปหรือประโยคคำสั่ง
    • ตัวอย่าง: I love learning English. ↘ (ฉันชอบเรียนภาษาอังกฤษ)
  • น้ำเสียงขึ้น (↗ – Rising intonation): มักใช้ในคำถามที่ต้องการคำตอบว่าใช่หรือไม่ใช่ (Yes/No questions)
    • ตัวอย่าง: Are you ready? ↗ (คุณพร้อมหรือยัง?)
  • น้ำเสียงลงแล้วขึ้น (↘↗ – Fall-rise intonation): มักใช้เมื่อผู้พูดต้องการแสดงความลังเล ความกังขา หรือการไม่เห็นด้วยอย่างเต็มที่
    • ตัวอย่าง: Well, I’m not sure. ↘↗ (อืม… ฉันก็ยังไม่แน่ใจ)
Intonation ควบคุมน้ำเสียงในประโยค
Intonation ควบคุมน้ำเสียงในประโยค

Phonics กับ IPA ต่างกันอย่างไร

เมื่อเริ่มเรียนวิธีอ่านภาษาอังกฤษเบื้องต้น ผู้เรียนมักสับสนระหว่าง การออกเสียงภาษาอังกฤษด้วย Phonics และ การออกเสียงภาษาอังกฤษ IPA

Phonics และ IPA (สัทอักษรสากล) เป็นเครื่องมือสองชนิดที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้วิธีอ่านคำศัพท์ภาษาอังกฤษ จากมุมมองที่แตกต่างกัน ได้แก่ การคาดเดาเสียงจากตัวสะกด หรือการตรวจสอบสัญลักษณ์ทางสัทศาสตร์ที่ถูกต้องแม่นยำจากพจนานุกรม

เกณฑ์Phonicsวิธีออกเสียงตาม IPA
วิธีการเรียนผู้เรียนดูรูปคำหรือตัวสะกดทั่วไป แล้วผสมเสียงออกมาเป็นคำผู้เรียนจะได้ศึกษาเครื่องหมายสัทอักษรเฉพาะในพจนานุกรมเพื่อฝึกออกเสียงคำศัพท์ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ
เหมาะสำหรับเหมาะสำหรับเด็กที่เพิ่งเริ่มทำความคุ้นเคยกับภาษาอังกฤษแบบเขียนเหมาะสำหรับผู้ใหญ่ที่ต้องการแก้ไขข้อผิดพลาดในการออกเสียงอย่างละเอียดและต้องการใช้งานพจนานุกรมได้อย่างถูกต้องแม่นยำ
ความแม่นยำอาจพบความท้าทายเมื่อเจอกับคำภาษาอังกฤษที่มีการสะกดหรือการออกเสียงไม่เป็นไปตามกฎทั่วไปช่วยให้สามารถออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษทุกคำได้อย่างถูกต้องแม่นยำสูง
ตารางเปรียบเทียบระหว่าง Phonics และ IPA
Phonics กับ IPA ต่างกันอย่างไร
Phonics กับ IPA ต่างกันอย่างไร

วิธีแก้ไขการออกเสียงแบบสำเนียงไทย (Thai Accent)

ผู้เรียนภาษาอังกฤษในไทยมักได้รับอิทธิพลอย่างมากจากระบบวรรณยุกต์และลักษณะการออกเสียงแบบมีลมของภาษาแม่ ส่งผลให้เกิดนิสัยการออกเสียงเฉพาะตัว (Thai-English accent) ซึ่งอาจทำให้เจ้าของภาษาเข้าใจสารที่ผู้พูดต้องการสื่อได้ยาก

ต่อไปนี้คือตารางสรุปปัญหาการออกเสียงที่พบบ่อยที่สุด 5 ประการในหมู่ผู้พูดภาษาไทย พร้อมแนวทางแก้ไขเบื้องต้น ก่อนที่เราจะไปเจาะลึกรายละเอียดของข้อผิดพลาดแต่ละประการ:

ปัญหาข้อผิดพลาดที่พบบ่อยวิธีแก้ไข
เสียง /θ/ และ /ð/ออกเสียงเป็น /t/, /d/, /s/ หรือ /z/ (เช่น ออกเสียงคำว่า thank เป็น tank)แตะปลายลิ้นเบาๆ ที่ฟันบน แล้วดันลมผ่านช่องว่างระหว่างฟัน
เสียง /r/ และ /l/สับสนเรื่องเสียงหรือออกเสียงไม่ชัดเจน (เช่น ออกเสียงคำว่า right คล้ายกับ light)สำหรับเสียง /r/ ให้ม้วนปลายลิ้นขึ้นเล็กน้อย ส่วนเสียง /l/ ให้แตะปลายลิ้นที่ปุ่มเหงือกด้านหลังฟันบน
เสียง /v/ และ /f/ออกเสียง /v/ เป็น /w/ (เช่น ออกเสียงคำว่า very เป็น wery)แตะฟันบนเบาๆ ที่ริมฝีปากล่าง แล้วเป่าลมออกมา
เสียง /æ/ และ /ʌ/ออกเสียง /æ/ เป็น /e/ (เช่น cat เป็น ket); หรือ /ʌ/ เป็น /a/ (เช่น cup เป็น cap)สำหรับเสียง /æ/ ให้ขยายปากออกเป็นแนวกว้าง ส่วนเสียง /ʌ/ ให้เปิดปากพอประมาณและออกเสียงสั้นๆ ที่ชัดเจนและกระชับ
เสียงท้ายคำละเสียงพยัญชนะท้ายคำหรือเสียงลงท้าย “-ed” (เช่น ออกเสียงคำว่า stop เป็น sta)ออกเสียงพยัญชนะท้ายประโยคให้ชัดเจน และจดจำกฎ 3 ข้อสำหรับการออกเสียงคำที่ลงท้ายด้วย -ed (/t/, /d/, /ɪd/)
ตารางข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการออกเสียงภาษาอังกฤษตามสำเนียงไทย

เสียง th (/θ/ และ /ð/)

นี่เป็นหนึ่งในเสียงที่ออกเสียงยากที่สุด เนื่องจากในระบบเสียงภาษาไทยไม่มีเสียงพยัญชนะที่มีการพ่นลมแทรกผ่านไรฟัน อย่าง /θ/ และ /ð/ อยู่เลย

  • ปัญหาที่พบบ่อย: ผู้เรียนมักจะออกเสียงเป็น /t/, /d/, /s/ หรือ /z/ แทน ซึ่งเป็นเสียงที่คุ้นเคยในภาษาแม่ของตน
    • ตัวอย่าง: ออกเสียงคำว่า thank เป็น tank (ไม่ถูกต้อง) (หมายถึง: ขอบคุณ)
    • ตัวอย่าง: ออกเสียงคำว่า this เป็น dis (ไม่ถูกต้อง) (หมายถึง: อันนี้)
  • วิธีแก้ไข:
    • วางปลายลิ้นแตะที่ฟันบนเบาๆ
    • ดันลมผ่านช่องว่างเล็กๆ ระหว่างลิ้นกับฟัน
    • สำหรับเสียง /ð/ ให้ทำเสียงโดยให้เส้นเสียงในลำคอสั่นสะเทือน
    • ฝึกออกเสียงคำเหล่านี้: think /θɪŋk/ (คิด), thank /θæŋk/ (ขอบคุณ), this /ðɪs/ (อันนี้), that /ðæt/ (อันนั้น), the /ðə/ (คำนำหน้านามชี้เฉพาะ)
การออกเสียงภาษาอังกฤษ เสียง th
การออกเสียงภาษาอังกฤษ เสียง th

เสียง r และ l

พยัญชนะสองตัวคือ /r/ และ /l/ มักถูกผู้เรียนออกเสียงผิดหรือสับสนเนื่องจากลักษณะการออกเสียงที่ไม่ชัดเจนในสำเนียงท้องถิ่น

  • ปัญหาที่พบบ่อย: ผู้ฟังพบว่ายากที่จะแยกแยะความแตกต่างระหว่างคำที่มีเสียงคล้ายกันเมื่อคุณสื่อสาร
    • ตัวอย่าง: การออกเสียง right (ถูกต้อง) ฟังดูเหมือน light (ความสว่าง) (ไม่ถูกต้อง)
    • ตัวอย่าง: ออกเสียงไม่ถูกต้อง rice (ข้าว) และ lice (เหา) (ไม่ถูกต้อง)
  • วิธีแก้ไข:
    • สำหรับเสียง /r/:ม้วนปลายลิ้นขึ้นเล็กน้อยโดยไม่ให้แตะเพดานปาก พร้อมกับห่อริมฝีปากยื่นมาข้างหน้าเล็กน้อย (ฝึกออกเสียงคำ: red /red/ – สีแดง, right /raɪt/ – ถูกต้อง, very /ˈver.i/ – มาก, berry /ˈber.i/ – เบอรี่)
    • สำหรับเสียง /l/: แตะปลายลิ้นเบาๆ ที่บริเวณปุ่มเหงือกด้านหลังฟันบน แล้วปล่อยให้ลมไหลผ่านออกทางด้านข้างของลิ้น (คำฝึกออกเสียง: love /lʌv/ – รัก, light /laɪt/ – ความสว่าง, milk /mɪlk/ – นม, school /skuːl/ – โรงเรียน)
การออกเสียงภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง เสียง r และ l
การออกเสียงภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง เสียง r และ l

เสียง v และ f

เสียงพยัญชนะคู่ใช้ริมฝีปากและฟันร่วมกัน /v/ และ /f/ ต้องอาศัยการทำงานของกล้ามเนื้อปากในลักษณะที่ไม่ค่อยพบในภาษาท้องถิ่นทั่วไป

  • ปัญหาที่พบบ่อย: ผู้เรียนมักมีแนวโน้มที่จะออกเสียงพยัญชนะที่มีเสียงก้องอย่าง /v/ เป็นเสียง /w/
    • ตัวอย่าง: very อ่านเป็น wery (ไม่ถูกต้อง) (ความหมาย: มาก)
  • วิธีแก้ไข:
    • วางฟันบนแตะเบาๆ ที่ริมฝีปากล่าง
    • เป่าลมเบาๆ ออกมาทางช่องว่างระหว่างฟัน
    • การแยกความแตกต่างของเสียง: เมื่อออกเสียง /v/ ต้องทำให้เส้นเสียงสั่นสะเทือน (Voiced); เมื่อออกเสียง /f/ ให้เพียงแค่ดันลมออกมาโดยไม่ทำให้ลำคอสั่นสะเทือน (Voiceless)
    • ฝึกออกเสียงคำคู่ที่มีเสียงใกล้เคียงกัน: van /væn/ (รถตู้) – fan /fæn/ (พัดลม); veil /veɪl/ (ผ้าคลุมหน้า) – fail /feɪl/ (ล้มเหลว); vine /vaɪn/ (เถาวัลย์) – fine /faɪn/ (ดี)
วิธีออกเสียงภาษาอังกฤษ เสียง v และ f
วิธีออกเสียงภาษาอังกฤษ เสียง v และ f

เสียงสระ /æ/ และ /ʌ/

สระสองตัวนี้ไม่มีเสียงที่เทียบเท่าในภาษาไทยเลย ทำให้ผู้เรียนมักออกเสียงผิดเป็นเสียงที่คุ้นเคยได้ง่าย

  • ปัญหาที่พบบ่อย: ผู้เรียนมักเปลี่ยนเสียง /æ/ เป็น /e/ และเสียง /ʌ/ เป็น /a/
    • ตัวอย่าง: /æ/ (ในคำว่า cat) ออกเสียงเป็น /e/ กลายเป็น ket (ไม่ถูกต้อง) (ความหมาย: แมว)
    • ตัวอย่าง: /ʌ/ (ในคำว่า cup) ออกเสียงเป็น /a/ กลายเป็น cap (ไม่ถูกต้อง) (ความหมาย: แก้ว)
  • วิธีแก้ไข:
    • สำหรับเสียง /æ/: ขยายปากทั้งแนวตั้งและแนวนอน (ทำให้ปากแบนราบไปด้านข้าง) และวางลิ้นไว้ต่ำ (ฝึกคำศัพท์เช่น: cat /kæt/ – แมว, hat /hæt/ – หมวก, bad /bæd/ – ไม่ดี)
    • สำหรับเสียง /ʌ/: อ้าปากอย่างเป็นธรรมชาติในระดับปานกลาง (ปากเล็กกว่าเสียง /æ/) ออกเสียงสั้น ชัดเจน และกระชับ (ฝึกคำเช่น: cup /kʌp/ – แก้ว, love /lʌv/ – รัก, come /kʌm/ – มา)
การออกเสียงสระภาษาอังกฤษ /æ/ และ /ʌ/
การออกเสียงสระภาษาอังกฤษ /æ/ และ /ʌ/

ออกเสียงพยัญชนะท้ายคำ (Ending Sounds)

โดยทั่วไปแล้ว ภาษาไทยมักไม่ออกเสียงพยัญชนะท้ายคำอย่างชัดเจน ทำให้ผู้เรียนมักละเว้นเสียงท้ายคำในภาษาอังกฤษ

  • ปัญหาที่พบบ่อย: การละเว้นเสียงท้ายคำส่งผลให้สูญเสียรูปกริยาในอดีตหรือรูปพหูพจน์
    • ตัวอย่าง: stop ออกเสียงเป็น sta (ไม่ถูกต้อง) (ความหมาย: หยุด)
    • ตัวอย่าง: worked ออกเสียงเป็น work (ไม่ถูกต้อง) (ความหมาย: ทำงานแล้ว)
  • วิธีแก้ไข:
    • ควรใส่ใจกับการออกเสียงพยัญชนะท้ายคำทุกคำให้ชัดเจนเสมอ เพื่อรักษาความหมายที่ถูกต้องและสร้างการเชื่อมต่อเสียงที่ราบรื่นต่อเนื่อง
    • กฎการออกเสียงสำหรับคำลงท้าย -ed นั้นสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องจำ:
      • ออกเสียงเป็น /t/: เมื่อคำกริยาลงท้ายด้วยเสียงไม่ก้อง (ตัวอย่าง: worked ออกเสียงว่า /wɜːrkt/)
      • ออกเสียงว่า /d/: เมื่อคำกริยาลงท้ายด้วยเสียงก้อง (ตัวอย่างเช่น played ออกเสียงว่า /pleɪd/)
      • ออกเสียงว่า /ɪd/: เมื่อคำกริยาลงท้ายด้วยเสียง /t/ หรือ /d/ (ตัวอย่างเช่น wanted ออกเสียงว่า /ˈwɒn.tɪd/)
ออกเสียงพยัญชนะท้ายคำ
ออกเสียงพยัญชนะท้ายคำ

>> ดูเพิ่มเติม: หลักการเติม s/ es ต่อคำนาม และวิธีออกเสียง s/ es ให้ถูกต้อง

เทคนิคการฝึกออกเสียงภาษาอังกฤษให้ได้ผล

ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาแนะนำเทคนิคการฝึกออกเสียงเหล่านี้เพื่อช่วยให้ผู้เรียนสร้างนิสัยการฟังเชิงรุก แยกแยะเสียงที่คล้ายกัน และแก้ไขข้อผิดพลาดในการออกเสียงได้ด้วยตนเอง

ต่อไปนี้คือ 4 วิธีและเทคนิคการฝึกออกเสียงภาษาอังกฤษที่ได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพมากที่สุดในปัจจุบัน:

เทคนิค Shadowing (การพูดตามเจ้าของภาษา)

Shadowing (เทคนิค Shadowing) คือเทคนิคการเลียนแบบเสียงของเจ้าของภาษาในทันที โดยทำไปพร้อมๆ กับเสียงต้นฉบับ ซึ่งจะช่วยพัฒนาทักษะด้านน้ำเสียง การเน้นเสียง และการเชื่อมเสียงให้เป็นธรรมชาติ

ขั้นตอนการฝึก Shadowing มีดังนี้:

  • เลือกคลิปเสียงสั้น ๆ ความยาวประมาณ 1–2 นาที ที่เหมาะกับระดับของตนเอง
  • ฟังคลิปเสียงทั้งหมดหนึ่งครั้งเพื่อทำความเข้าใจเนื้อหาหลักและรูปแบบการหยุดพูดของผู้พูด
  • เปิดเสียงอีกครั้งแล้วเริ่มฝึกพูดตามทันทีหลังจากผู้บรรยายพูดจบโดยไม่ต้องดูบทพูด
  • ทำซ้ำหลายๆ ครั้งจนกว่าคุณจะสามารถพูดตามได้อย่างคล่องแคล่วและเป็นธรรมชาติที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
วิธีฝึกออกเสียงภาษาอังกฤษ Shadowing
วิธีฝึกออกเสียงภาษาอังกฤษ Shadowing

ฝึกด้วยคู่คำ Minimal Pairs

Minimal Pairs (คู่ Minimal Pairs) คือคู่คำที่มีความแตกต่างกันเพียงพยางค์เดียวแต่มีความหมายต่างกันโดยสิ้นเชิง การฝึกฝนคำเหล่านี้จะช่วยพัฒนาทักษะการฟังของคุณให้เฉียบคมยิ่งขึ้น ทำให้คุณสามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างสระเสียงสั้นและสระเสียงยาวที่มักจะสับสนกันได้ง่าย

ด้านล่างนี้คือตารางสรุปคู่คำทั่วไป:

คู่คำภาษาอังกฤษสัทอักษรความหมาย
bit – beat/bɪt/ – /biːt/กัด – ตี
ship – sheep/ʃɪp/ – /ʃiːp/เรือ – แกะ
sit – seat/sɪt/ – /siːt/นั่ง – ที่นั่ง
bin – bean/bɪn/ – /biːn/ถังขยะ – ถั่ว
วิธีอ่านคำศัพท์ภาษาอังกฤษ Minimal Pair
วิธีอ่านคำศัพท์ภาษาอังกฤษ Minimal Pair

อัดเสียงตัวเองและเปรียบเทียบการออกเสียง

การบันทึกเสียงตัวเองเป็นวิธีที่ช่วยให้คุณสังเกตข้อผิดพลาดในการออกเสียงที่มักไม่รู้ตัวขณะพูด

วิธีการบันทึกตัวเองและแก้ไขข้อผิดพลาดจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้:

  • เลือกประโยคภาษาอังกฤษสั้นๆ สองสามประโยค แล้วบันทึกเสียงตัวเองอ่าน
  • ฟังเสียงที่บันทึกไว้แล้วเปรียบเทียบแต่ละพยางค์และจังหวะการเน้นเสียงในประโยคกับการออกเสียงของเจ้าของภาษาอย่างละเอียด
  • จดบันทึกคำหรือพยางค์ใดๆ ที่คุณออกเสียงผิด เพื่อที่คุณจะได้ฝึกฝนเพิ่มเติม
เครื่องมือแปลและออกเสียงภาษาอังกฤษ
เครื่องมือแปลและออกเสียงภาษาอังกฤษ

ใช้เทคโนโลยีช่วยฝึกออกเสียง

การนำซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีอัจฉริยะ (โปรแกรม ออกเสียง ภาษาอังกฤษ) มาประยุกต์ใช้ ช่วยให้คุณสามารถฝึกออกเสียงด้วยตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือเวลาใดก็ตาม ต่อไปนี้คือแอปพลิเคชันและเครื่องมือออนไลน์สำหรับการฝึกออกเสียงที่ได้รับความนิยมและเชื่อถือได้ในปัจจุบัน:

  • ELSA Speak: แอปพลิเคชันฝึกออกเสียงที่ใช้เทคโนโลยี AI จดจำเสียงที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะ เพื่อตรวจจับข้อผิดพลาดและให้คำแนะนำในการแก้ไขอย่างละเอียดเจาะลึกถึงระดับพยางค์
  • Sounds Pronunciation App: แอปพลิเคชันสำหรับใช้อ้างอิงข้อมูลสัทอักษรสากลได้อย่างรวดเร็ว
  • Forvo Dictionary: เว็บไซต์สำหรับค้นหาและฟังตัวอย่างการออกเสียงจากเจ้าของภาษาทั่วโลก
  • Google Translate: เครื่องมือสำหรับฟังเสียงอ่าน การออกเสียงพื้นฐานได้อย่างรวดเร็ว
  • Speechling: แพลตฟอร์มออนไลน์ที่รองรับการฝึกพูดและให้ข้อเสนอแนะโดยตรง
แอปเช็กการออกเสียงภาษาอังกฤษ
แอปเช็กการออกเสียงภาษาอังกฤษ

>> ดูเพิ่มเติม:

วิธีค้นหา แปลการออกเสียง และ ฟังการออกเสียงภาษาอังกฤษออนไลน์

เพื่อฝึกทักษะการออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้องทุกที่ทุกเวลา คุณควรใช้เครื่องมือแปลและออกเสียงภาษาอังกฤษออนไลน์ เว็บไซต์เช็กการออกเสียงภาษาอังกฤษ และ แอปเช็กการออกเสียงภาษาอังกฤษออนไลน์ช่วยให้ผู้เรียนสามารถตรวจสอบระดับเสียงสูงต่ำของตนเองในเชิงรุกและแก้ไขข้อผิดพลาดได้อย่างทันท่วงที โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยความช่วยเหลือจากครู

โปรแกรมฝึกออกเสียงภาษาอังกฤษและเครื่องมือค้นหาคำศัพท์และฟังการออกเสียงภาษาอังกฤษ ออนไลน์ที่น่าเชื่อถือที่สุดในปัจจุบัน:

  • Google Translate (Google ออกเสียงภาษาอังกฤษ): สะดวกสำหรับการค้นหาความหมายของคำอย่างรวดเร็วและฟังเสียงสังเคราะห์พื้นฐาน
  • พจนานุกรม Cambridge & Oxford: ให้ข้อมูลตารางสัทอักษร IPA ภาษาอังกฤษ อย่างแม่นยำ พร้อมวิธีอ่านตาราง IPA ภาษาอังกฤษ ทั้งสำเนียงอังกฤษ (UK) และอเมริกัน (US)
  • แอปพลิเคชัน ELSA Speak: เครื่องมือฝึกการออกเสียงภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง โดยใช้เทคโนโลยี AI จดจำเสียงที่เป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะเพื่อตรวจจับข้อผิดพลาดในการออกเสียง และให้คำแนะนำในการแก้ไขอย่างละเอียดเจาะลึกถึงระดับพยางค์

วิธีฝึกออกเสียงภาษาอังกฤษ เหมือนเจ้าของภาษาด้วย ELSA Speak

นอกเหนือจากการฝึกฝนด้วยตนเองผ่านแบบฝึกหัดทฤษฎีทั่วไปแล้ว การใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะยังช่วยลดเวลาในการแก้ไขข้อผิดพลาดและช่วยฝึกฝนปฏิกิริยาตอบสนองตามธรรมชาติของคุณให้เฉียบคมยิ่งขึ้น ELSA Speak เป็นแอปพลิเคชันชั้นนำด้านการฝึกพูดและการสื่อสารภาษาอังกฤษที่ใช้เทคโนโลยี AI เฉพาะทางในการจดจำเสียงพูด ช่วยให้ผู้เรียนสามารถปรับปรุงการออกเสียงได้อย่างแม่นยำในระดับพยางค์

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้เรียนในประเทศไทยที่มักประสบปัญหาเรื่องเสียงพ่นลม เสียงท้ายคำ หรือเสียง th มีโซลูชันทางเทคโนโลยีที่เหนือชั้นซึ่งจะช่วยให้คุณก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านี้ได้อย่างหมดจด นี่คือฟีเจอร์เด่นที่จะช่วยยกระดับทักษะการพูดของคุณไปอีกขั้นด้วย ELSA Speak:

  • AI Feedback แบบเรียลไทม์. (A.I. Feedback): ระบบจะรับฟังเสียงพูดของคุณพร้อมให้คะแนนอย่างละเอียด และใช้แถบสี (แดง เหลือง เขียว) เพื่อระบุพยางค์ที่ออกเสียงผิด พร้อมทั้งแนะนำตำแหน่งการวางลิ้นและรูปปากที่ถูกต้อง
  • แผนการเรียนเฉพาะบุคคล: แอปจะประเมินระดับความสามารถเบื้องต้นและระบุข้อผิดพลาดในการออกเสียงของคุณโดยเฉพาะ (เช่น การไม่ออกเสียงตัวสะกดท้ายคำ หรือการออกเสียงสับสนระหว่าง r/l) เพื่อออกแบบบทเรียนที่เน้นแก้ไขจุดบกพร่องให้เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละคน
  • คลังบทเรียนที่หลากหลาย: เข้าถึงบทเรียนที่น่าสนใจกว่า 7,000 บทเรียน และหัวข้อการสื่อสารที่หลากหลายถึง 190 หัวข้อ ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องในชีวิตประจำวัน การช้อปปิ้ง และการท่องเที่ยว ไปจนถึงบทสนทนาในบริบทการทำงานระดับมืออาชีพ
  • ฝึกปฏิบัติในสถานการณ์จำลองที่สมจริงผ่านฟีเจอร์ Role Play พัฒนาทักษะการสื่อสารด้วย Interview Coach หรือเตรียมความพร้อมสำหรับการสนทนาสำคัญด้วย Meeting Coach
วิธีออกเสียงตาม IPA
วิธีออกเสียงตาม IPA

คำถามที่พบบ่อย

ด้านล่างนี้คือคำตอบสำหรับคำถามที่ผู้เรียนมักสงสัยเมื่อฝึกวิธีออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษ

Pronounce อ่านว่าอย่างไร?

คำตอบ: กริยา Pronounce มีสัทอักษร IPA คือ /prəˈnaʊns/ ออกเสียงคล้ายกับคำว่า pro-nounce โดยมีเสียง /s/ ปิดท้าย

ดาวน์โหลดคู่มือการออกเสียงภาษาอังกฤษ PDF ได้อย่างไร?

คำตอบ: คุณสามารถเข้าไปที่หน้าแหล่งข้อมูลสำหรับการเรียนรู้ด้วยตนเองบนเว็บไซต์ของ ELSA Speak เพื่อดาวน์โหลดคู่มือ PDF ฟรีที่แนะนำวิธีออกเสียงภาษาอังกฤษ ตั้งแต่ A-Z 

การออกเสียงภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง สำเนียงแบบไหนดีที่สุด?

คำตอบ: ไม่มีสำเนียง (accent) ที่ดีที่สุด สำเนียงที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ต้องการมากที่สุดสำหรับการทำงานและการเรียนคือ การออกเสียงภาษาอังกฤษแบบบริติช (UK accent) และ การออกเสียงภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน (US accent) คุณสามารถเลือกเรียนสำเนียงที่เหมาะสมกับความต้องการทางอาชีพของคุณมากที่สุด

ความแตกต่างระหว่างสำเนียงอังกฤษและอเมริกัน?

คำตอบ: สำเนียงอังกฤษ (UK) และสำเนียงอเมริกัน (US) มีความแตกต่างกันใน 3 ประเด็นหลัก ดังนี้:

  • เสียง /r/ ท้ายคำ: สำเนียงอเมริกันจะออกเสียง /r/ อย่างชัดเจน
  • เสียง /t/ ที่อยู่ระหว่างสระสองตัว: สำเนียงอเมริกันจะออกเสียงให้เบาลงจนคล้ายเสียง /d/
  • เสียงสระ /ɒ/: สำเนียงอังกฤษจะออกเสียงโดยทำรูปปากให้กลม

การฝึกการออกเสียงภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง อย่างสม่ำเสมอทุกวันเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความมั่นใจสำหรับการสื่อสารในระดับสากล หากต้องการพัฒนาทักษะการฟังและเรียนรู้วิธีค้นหาสัทอักษรภาษาอังกฤษ อย่างถูกต้อง อย่าลืมเข้าไปดูส่วนวิธีการเรียนรู้ภาษาอังกฤษบน ELSA Speak และขยายคลังคำศัพท์ของคุณให้ครอบคลุมหัวข้อ การสื่อสาร คำศัพท์ บทสนทนาภาษาอังกฤษ หลากหลาย!

ELSA Premium 1 ปี เพียง 1,999 บาทเท่านั้น!