ฉันเกือบเรียนไม่จบเพราะไม่เก่งภาษาอังกฤษ - ELSA Speak Official

สวัสดีค่ะ ฉันชื่อนุช

สวัสดีค่ะ ฉันชื่อนุช ฉันอายุ 25 ปีและกำลังทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ Content Marketing ให้แก่นิตยสารแฟชั่นที่กรุงเทพฯ

ในฐานะผู้รับผิดชอบในการสร้างเนื้อหาของนิตยสาร ฉันจำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษบ่อยมาก และยิ่งกว่านั้นคือต้องสื่อสารได้อย่างคล่องแคล่ว เพราะฉันมักจะมีการสัมภาษณ์คนดังทั้งในและต่างประเทศอยู่บ่อยๆ

สอบก่อนเข้าฟรี

{{(sIndex/sentences.length)*100}}%
{{ sentences[sIndex].text }}.
loading

แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าก่อนจะพูดภาษาอังกฤษได้คล่องเหมือนตอนนี้ ผมเกือบเรียนไม่จบเพราะไม่เก่งภาษาอังกฤษ

ฉันเคยมองว่าภาษาอังกฤษไม่มีประโยชน์

ในช่วงมัธยมปลาย ภาษาอังกฤษของฉันอยู่ในระดับปานกลาง-แย่ ในคืนก่อนวันสอบที่โรงเรียน ฉันจะตั้งใจทบทวนบทเรียนที่เพิ่งเรียนไปอย่างรอบคอบ แต่เพราะไม่รู้ว่าจะนำไปใช้อย่างไร คะแนนของจึงได้แค่ 4 5 นอกจากประโยคสื่อสารง่ายๆ อย่าง ““Hi, how are you?” หรือ “What’s your name?” ฉันไม่รู้จะพูดอะไรอีก

อย่างไรก็ตาม ฉันไม่เสียใจเลยและไม่รู้สึกว่าภาษาอังกฤษเป็นวิชาที่จำเป็น สำหรับฉันในตอนนั้น การหมกมุ่นอยู่กับวิชาวรรณคดีเป็นสิ่งที่ฉันชอบที่สุด

ฉันคิดว่าถ้าไม่มีภาษาอังกฤษ ฉันก็ยังทำงานอื่นได้อีกมากมาย และนั่นคือความคิดที่ผิดมากๆ

เรียนภาษาอังกฤษ

เมื่อเข้ามหาวิทยาลัย ฉันอดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจ สับสน และกังวล เมื่อหลักสูตรใช้คำศัพท์ภาษาอังกฤษมากมาย ไม่เพียงเท่านั้น ตำราหรือเอกสารอ้างอิงของหลักสูตรก็เขียนเป็นภาษาอังกฤษหมดเลย แม้ว่าอาจารย์ยังคงสอนนักศึกษาเป็นภาษาไทย

มันทำให้ฉันตกใจ “โอ้พระเจ้า จะทำยังไงดีล่ะทีนี้? ฉันไม่รู้ภาษาอังกฤษเลยแม้แต่คำเดียว” 

แต่สิ่งสุดท้ายที่ทำให้ฉันกลัวที่สุดคือ ถ้าไม่มีใบรับรองภาษาต่างประเทศ จะไม่ได้รับการพิจารณาให้สำเร็จการศึกษา

ฉันยังจำได้ว่าหลังจากได้ยินข่าวนั้นเป็นเวลาหนึ่งเดือน ฉันกินไม่ได้ นอนไม่หลับ และกลัวอยู่เสมอว่าจะเรียนจบไม่ทันเพื่อนๆ แม้อย่างนั้น ฉันก็ยังไม่มีความสนใจในภาษาอังกฤษเลยแม้แต่นิดเดียว

บทเรียนภาษาอังกฤษในชั้นเรียนมักจะทำให้ฉันเสียสมาธิ ฉันไม่สามารถซึมซับความรู้ได้ ทำแต่งานส่วนตัวในห้องเรียน ซึ่งมันกระทบถึงผลการเรียนไม่น้อยเลยทีเดียว

จนกระทั่งวันหนึ่ง ฉันโชคดีที่มีอาจารย์คนหนึ่งมาแบ่งปันเกี่ยวกับความสำคัญของการเรียนภาษาอังกฤษ การสนทนากับครูเป็นในเวลา 30 นาทีนั้นได้เปลี่ยนมุมมองของฉันเกี่ยวกับการเรียนภาษาต่างประเทศอย่างสิ้นเชิง

ตอนนั้น ฉันไม่รู้สึกว่าภาษาอังกฤษน่าเบื่อหรือไร้ประโยชน์อีกต่อไป แต่เริ่มเห็นว่ามันเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ฉันทำในสิ่งที่ฉันอยากทำ

ฟื้นภาษาอังกฤษขั้นพื้นฐานในเวลาเพียง 3 เดือน

ฉันจึงเริ่มลงทุนเรียนภาษาอังกฤษ โดยนำคำแนะนำที่อาจารย์ให้มาใช้อย่างถูกต้อง

ประการแรก ฉันพิจารณาแล้วว่าระดับภาษาอังกฤษของฉันในตอนนั้นต่ำกว่าขั้นเฉลี่ยที่โรงเรียนกำหนด ฉันไม่รู้วิธีใช้โครงสร้างไวยากรณ์พื้นฐานที่สุด แม้ได้เรียนมาแล้วตอนมัธยมปลาย แต่คลังคำศัพท์ของฉันก็มีไม่มากนัก ดังนั้นเวลาสื่อสารหรือเขียนภาษาอังกฤษ ฉันมักจะใช้คำพวกนี้บ่อยๆ เช่น “very, so, and,…”.

ดังนั้น ฉันจึงตั้งเป้าหมายให้ตัวเองว่า ต้องฟื้นภาษาอังกฤษพื้นฐานทั้งหมดให้ได้ภายใน 3 เดือน ด้วยเป้าหมายนั้น ฉันจึงมองหาหลักสูตรและเครื่องมือเพิ่มเติมเพื่อช่วยให้ฉันเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ฉันไม่ได้เลือกเรียนที่ศูนย์ภาษาอังกฤษเพราะค่าเล่าเรียนค่อนข้างแพง มีเวลาจำกัด และฉันรู้สึกไม่มั่นใจหากหาศูนย์ที่มีชื่อเสียงไม่ได้ สุดท้ายก็เลยตัดสินใจเรียนเอง จะได้เรียนตามสิ่งที่เราต้องการ ทั้งยังสามารถฝึกฝนวินัยให้ตนเองได้ด้วย

เพื่อให้เก่งแกรมม่า ฉันซื้อหนังสือ English Grammar In Use และเรียนรู้อีกครั้ง เพราะหนังสือเล่มนี้อธิบายอย่างละเอียดและเข้าใจง่าย นอกจากการทบทวนแบบฝึกหัดในหนังสือแล้ว ฉันยังหาแบบฝึกหัดอื่นๆ บนเว็บไซต์ภาษาอังกฤษที่น่าเชื่อถือในไทยเพื่อทำอีกด้วย ในแต่ละวันฉันใช้เวลาเฉลี่ย 2 ชั่วโมงกับการเรียนไวยากรณ์และทำแบบฝึกหัด

เรียนภาษาอังกฤษ

เมื่อเรียนภาษาต่างประเทศ ไม่ใช่เพียงแต่เรียนรู้ไวยากรณ์เท่านั้น แต่ยังต้องเรียนรู้คำศัพท์ ฝึกการฟังและการออกเสียงอีกด้วย

ในการฝึกฟัง ผมมองหาหนังอเมริกันที่วัยรุ่นไทยนิยม มีฉากต่างๆ เกี่ยวกับกิจวัตรประจำวันและการสื่อสารเพื่อเรียนรู้วัฒนธรรม วิธีสื่อสาร และฝึกการฟัง

ในแต่ละตอน เราจะดูซับไทยกับอังกฤษก่อน พอเข้าใจเนื้อหาแล้ว จะดูเฉพาะซับอังกฤษเพื่อเรียนรู้คำศัพท์ บางครั้งฉันเลียนแบบคำพูดของตัวละครในภาพยนตร์เพื่อจดจำประโยคนั้น รวมทั้งเลียนแบบการออกเสียงของพวกเขาด้วย เมื่อได้คำศัพท์ใหม่ ฉันจะจดลงในสมุดบันทึกทันทีและทบทวนทุก 2 วัน

ฉันเริ่มจำโครงสร้างประโยคที่ใช้กันทั่วไปในภาษาอังกฤษ และสะสมคำศัพท์ที่ใช้ในการสื่อสารประจำวันได้มากพอสมควร แต่ตอนนั้น ฉันก็ยังไม่มั่นใจอยู่ดีเพราะออกเสียงภาษาอังกฤษไม่เก่ง จนกระทั่งได้เจอแอป ELSA Speak ใน App Store

เรียนภาษาอังกฤษ

หลังจากอ่านข้อมูลและดาวน์โหลดมาเพื่อทดลองใช้ เราชอบและประหลาดใจอย่างมากกับคุณสมบัติอัจฉริยะที่ยอดเยี่ยมของ ELSA Speak ที่เป็นแอปพลิเคชั่นที่ใช้เทคโนโลยี A.I. (ปัญญาประดิษฐ์) และเทคโนโลยีการจดจำเสียงที่เป็นกรรมสิทธิ์

สิ่งที่ทำให้ฉันประทับใจมากที่สุดเมื่อใช้ ELSA Speak คือทุกครั้งที่อ่านประโยคใดๆ ในหมวด Speak ส่วนพจนานุกรม แอปจะจดจำเสียงของเราทันทีและวิเคราะห์โดยละเอียดว่าเราออกเสียงอย่างไร วิธีเน้นเสียงและน้ำเสียง เพื่อดูว่าเราออกเสียงเป็นธรรมชาติหรือไม่ จากนั้นระบบจะชี้คำ (หรือพยางค์) ที่เราอ่านผิด แล้วแนะนำวิธีออกเสียงให้ถูกต้อง

ฉันทดลองใช้ ELSA Speak เป็นเวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ และไม่ลังเลเลยที่จะสมัครใช้แพ็คเกจตลอดชีพหลังจากนั้น ELSA ไม่ทำให้ฉันผิดหวังกับสิ่งที่ได้มาจริงๆ

ได้งานที่ตนเองใฝ่ฝัน

ตั้งแต่เรียนภาษาอังกฤษตามวิธีการข้างต้น ทักษะของฉันดีขึ้นอย่างมาก ไม่ใช่แค่พูดภาษาอังกฤษดีขึ้นเท่านั้น ฉันยังได้รับคำชมว่าเป็น “นักเรียนที่ออกเสียงภาษาอังกฤษได้ดีที่สุดคนหนึ่งในชั้นเรียน” ทำให้รู้สึกอิ่มใจเหมือนเป็นเครื่องพิสูจน์ความพยายามที่ทุ่มเทลงไป

หลังจากเรียนจบ ฉันตัดสินใจจะทำงานเกี่ยวกับแฟชั่นและคอนเท้นต์ เพราะเป็นสองสิ่งที่ฉันชอบมาตั้งแต่เด็กๆ หลังจากทำงานและเรียนรู้ในบริษัทหลายแห่งมาระยะหนึ่ง ฉันก็ “หยุด” ที่กองบรรณาธิการนิตยาสาร และทำงานเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Content Marketing ด้านแฟชั่นจนถึงปัจจุบัน

เมื่อมองย้อนกลับไปตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันรู้สึกขอบคุณอาจารย์ที่ปีนั้นได้ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์มากมาย และยังช่วยให้ฉันตระหนักว่าไม่มีวิชาใดที่ไม่จำเป็น มีเพียงผู้เรียนเท่านั้นที่ไม่รู้วิธีเรียนรู้และนำความรู้นั้นไปใช้ในทางปฏิบัติ

ELSA Pro ตลอดชีพ เพียง 2,744 บาท